บทที่ 181: สร้างชื่อเสียง (1/2)
"รู้แล้วครับ" ต้าสือโถวขานรับเสียงดัง
จากนั้นก็ทำตัววุ่นวายราวกับมีผึ้งงานเข้าสิง เดี๋ยววิ่งไปยกเก้าอี้มาให้น้าชาย เดี๋ยวก็วิ่งไปรินน้ำให้ ยุ่งอยู่ไม่สุขเลยทีเดียว
เจ้าตัวพยายามตีหน้านิ่ง แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองน้าชายสามอยู่ตลอดเวลา แววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมนั้นมันปิดยังไงก็ปิดไม่มิด
เขาอยากจะเอ่ยปากถามใจจะขาดว่าจะได้ดูหนังเรื่องอะไร แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป
แม้ว่ากู้เฉิงหวยอุตส่าห์เก็บงำออร่าความน่าเกรงขามของตัวเองไว้จนหมดสิ้น แถมยังแย้มยิ้มอย่างใจดี และที่สำคัญยังยอมอุ้มเสี่ยวสือโถวที่ตัวมอมแมมขึ้นมาตามคำขออีกต่างหาก
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น “น้าครับ เราจะไปดูหนังเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
ความลังเลใจทั้งหมดของเขาอยู่ในสายตาของกู้เฉิงหวยเรียบร้อยแล้ว
"นักบินหญิง"
สั้นๆ ห้วนๆ ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมแม้แต่ครึ่งคำ
ต้าสือโถวทำหน้างงๆ กึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ แต่ก็ตั้งตารอที่จะได้เข้าอำเภอในวันนี้เป็นอย่างมาก
ส่วนเสี่ยวสือโถวผู้เป็นน้องชายกลับนั่งนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของน้าชายอย่างสบายใจเฉิบ เอาแต่จ้องหน้ากู้เฉิงหวยตาแป๋ว
เสี่ยวสือโถวอายุน้อยกว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ ปกติเป็นเด็กเงียบขรึมและขี้อายมาก แค่เห็นคนแปลกหน้าก็ไม่กล้าสบตาแล้ว ใครจะไปคิดว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะกล้าเป็นฝ่ายร้องขอกอดจากกู้เฉิงหวยก่อน
เรื่องนี้แม้แต่กู้เฉิงหวยเองก็ยังงง
ปกติพออยู่ที่กองทัพ ไม่มีเด็กคนไหนกล้าเฉียดเข้าใกล้เขาเลยสักคน พวกเด็กๆ ที่เคยยิ้มแฉ่งอยู่ไกลๆ พอเห็นเขาเท่านั้นแหละ รอยยิ้มหุบฉับในทันที รีบวิ่งหนีกันป่าราบเหมือนหนูเจอลายเสือ ใครวิ่งช้าหน่อยก็เป็นเรื่อง ต้องแหงนหน้าร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น
จู่ๆ ก็มีเด็กมาติดแจแบบนี้ นายทหารหน้าขรึมเลยออกจะงงๆ หน่อย
หลินเจาเคยบอกว่าเสี่ยวสือโถวขี้อายมาก เจอหน้าคนทีไรเป็นต้องหลบทุกที แต่เท่าที่ดูตอนนี้ ก็ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่ว่าเลยนี่นา
กู้ฉานเข้าไปในห้องแล้วหยิบเสื้อผ้าชุดที่ดูดีที่สุดของลูกชายทั้งสองคนออกมา
มันเป็นเสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นสีดำธรรมดาๆ ที่หน้าอกเสื้อมีกระเป๋าเล็กๆ เย็บติดอยู่ ส่วนกางเกงก็มีกระเป๋าเหมือนกัน ถึงจะมีรอยปะจางๆ อยู่บ้าง แต่มันก็ดูดีกว่าชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้เยอะ
เธอถือเสื้อผ้าเดินออกมาจากห้อง
พอเห็นลูกชายคนเล็กยังเกาะติดน้องชายไม่ยอมปล่อย เธอก็ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ
"เสี่ยวสือโถว ลงมาได้แล้วลูก ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับพี่เขานะ เปลี่ยนเสร็จจะได้ไปบ้านยายกับน้าสาม ตากับยายคิดถึงพวกลูกแล้ว"
กู้เฉิงหวยวางหลานชายลงบนพื้น แล้วใช้มือลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ "ไปเถอะ"
สองพี่น้องตระกูลสือโถวจึงพากันเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
"เฉิงหวย พี่กำลังทำกับข้าวอยู่เลย อยู่กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปนะ" กู้ฉานบอกขณะเดินไปยังครัวชั่วคราวที่ทำจากเพิงสังกะสี เพราะครัวจริงๆ ของบ้านยังต้องรอซ่อมแซมก่อนถึงจะใช้งานได้
"ไม่เป็นไรครับ" กู้เฉิงหวยปฏิเสธ "ที่บ้านกำลังสร้างบ้านอยู่พอดี พี่ใหญ่กับพี่รองก็อยู่กันพร้อมหน้า ผมต้องรีบกลับไปช่วย"
ท่าทีที่จริงจังของเขาทำให้กู้ฉานเข้าใจได้ทันทีว่าน้องชายกำลังพูดถึงพี่ชายของหลินเจา
เธอจึงไม่เซ้าซี้ต่อ "อืม งั้นก็ได้ กลับไปก็ช่วยดูแลพวกเขาดีๆ ล่ะ อย่าทำตัวไม่ดีให้เขาว่าเอาได้"
นี่แหละคือความรู้ใจของพี่น้องแท้ๆ โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรมากก็เข้าใจความหมายของกันและกันเป็นอย่างดี
"ครับ" กู้เฉิงหวยไม่ได้รู้สึกรำคาญที่พี่สาวจู้จี้ เขาตอบรับสั้นๆ เป็นการยืนยัน
เมื่อสองพี่น้องสือโถวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย กู้เฉิงหวยก็ไม่รอช้า รีบพาหลานชายทั้งสองคนออกเดินทางทันที
พอเด็กๆ ในหมู่บ้านเห็นสองพี่น้องสือโถวได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานของทหาร ก็พากันวิ่งกรูกันเข้ามาล้อม
"เว่ยชวน เว่ยเหยียน พวกแกจะไปไหนกัน" เด็กชายผิวคล้ำท่าทางหัวโจก ตะโกนถามขณะที่เท้าข้างหนึ่งเหยียบก้อนหินใหญ่ข้างทาง ส่วนมือก็เท้าสะเอวอย่างวางท่า
เว่ยเหยียน หรือก็คือเสี่ยวสือโถวที่นั่งอยู่บนคานหน้าของจักรยาน ยืดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรวบรวมความกล้าประกาศเสียงดังฟังชัด "น้าชายจะพาพวกเราไปดูหนังในอำเภอ"
“ดูหนัง...หา?!” เด็กอีกคนตาโตเท่าไข่ห่าน ตะโกนเสียงหลง
เสียงนั้นทำเอานกกระจอกบนต้นไม้บินแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง
“เว่ยชวน พูดจริงดิ๊ พวกแกจะได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ในอำเภอจริงๆเหรอ จริงป้ะเนี่ย แม่ฉันบอกว่าตั๋วใบนึงไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ นี่พวกแกจะได้ไปดูจริงๆ เหรอ” เด็กชายผิวคล้ำรีบวิ่งเข้ามาอีกสองสามก้าว พลางจ้องมองกู้เฉิงหวยตาไม่กะพริบ ได้ยินว่านี่คือน้าชายของสองพี่น้องสือโถว ตัวสูงเป็นบ้าเลย แถมยังเป็นทหารพกปืนอีกต่างหาก โคตรเท่!
เว่ยชวนมีช่วงเอวที่สั้นแต่กระชับรับกับแขนและขาที่ยาวเรียว ใบหน้าคมคายแม้ผิวจะกร้านแดดจนกลายเป็นสีข้าวสาลีเข้ม ซึ่งกลับยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นสว่างวาบเจิดจ้า นัยน์ตาสีดั่งรัตติกาลของเขาราวกับประดับด้วยหมู่ดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ พอเขายืนนิ่งๆ แผ่นหลังก็จะตั้งตรงแน่ว ดูไม่ต่างอะไรกับต้นไป๋หยางน้อยกลางทะเลทราย ที่แม้จะดูผอมบาง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความทรหด ไม่ยอมโน้มกายให้ใคร
“ใช่!”
“น้าชายสามกับน้าสะใภ้สามจะพาพวกเราไปดูหนัง เรื่อง ‘นักบินหญิง’ ไงล่ะ” พอตอบคำถามเพื่อนเสร็จ ต้าสือโถวก็โชว์เหนือด้วยการตีลังกาม้วนหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังจักรยานอย่างเท่ๆ
ไม่ทันที่เสียงจะจางหาย กู้เฉิงหวยก็ออกแรงถีบจักรยานเพียงครั้งเดียว ล้อรถก็บดขยี้ก้อนกรวดจนกระเด็น ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้เหล่าเด็กๆ ในหมู่บ้านยืนอึ้งตาค้าง มองตามจนจักรยานลับสายตาไป
จักรยานเพิ่งจะแล่นพ้นปากทางหมู่บ้าน เจ้าต้าหวงก็กระโจนพรวดออกมาจากกองฟางข้างทาง มันวิ่งนำหน้าอย่างคึกคักสุดๆ หางสะบัดไปมาเหมือนแส้ แถมยังเห่า “โฮ่งๆ” เป็นครั้งคราว ราวกับจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์เปิดทางให้
พอเห็นว่าในหมู่บ้านมีเด็กๆ อยู่เยอะ มันเลยไม่ได้เข้าไป แต่เลือกที่จะรอเจ้านายของมันอยู่ตรงปากทางนี่แหละ
“หมา! หมาสีเหลืองตัวเบ้อเริ่มเลย” เสี่ยวสือโถวมือซ้ายกำแฮนด์จักรยานแน่น มือขวาชี้ไปที่ต้าหวง ก่อนจะหันไปตะโกนบอกน้าชายสามอย่างตื่นเต้น
ต้าสือโถวเองก็เห็นเจ้าต้าหวงเหมือนกัน ขนของมันมันปลาบเป็นเงางาม หางสะบัดไกวอย่างร่าเริง แววตาก็ดูอ่อนโยนเหมือนทุ่งข้าวสาลีที่อาบแดดอุ่นๆ ในฤดูใบไม้ร่วง
“น้าครับ นี่หมาที่บ้านน้าเหรอครับ” เขาถามเสียงอ่อย อดใจไม่ไหวจริงๆ
ก็แหม เด็กหนุ่มที่โตมากับดินกับทุ่งนา มีเหรอจะไม่ชอบเจ้าตูบขนฟูแบบนี้!
“อืม” กู้เฉิงหวยตอบรับในลำคอ
“มันชื่อต้าหวงเหรอครับ” ต้าสือโถวชะโงกตัวไปมองเจ้าหมาสีเหลืองตัวใหญ่ แล้วถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่”
“มันดูดีมากเลยครับ” เด็กหนุ่มโบกมือหยอยๆ ให้ต้าหวง ในแววตาของเขาตอนนี้ไม่มีความดื้อรั้นหลงเหลืออยู่เลย มีแต่ความสดใสเป็นประกาย
ต้าหวงเป็นหมาแสนรู้ มันคงรู้ว่าเด็กชายสองคนบนจักรยานเป็นคนกันเอง เลยยอมลดความเร็วลง แล้ววิ่งตีคู่ไปกับต้าสือโถวอย่างเป็นมิตร
“น้าสาม ต้าหวงฉลาดสุดๆ ไปเลยครับ” เด็กหนุ่มร้องชมเสียงใส
“นี่คือสุนัขวีรบุรุษนะ แม่เธอไม่เคยเล่าให้ฟังเหรอ” น้ำเสียงของกู้เฉิงหวยทุ้มต่ำ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่เหมือนจะควบคุมทุกสิ่งได้
“หา นี่น่ะเหรอต้าหวงแห่งกองพลการผลิตเฟิงโซว” ต้าสือโถวถึงกับเสียงสูงปรื๊ดด้วยความช็อกสุดขีด ทำยังไงเขาก็ไม่อาจเชื่อมโยงภาพเจ้าต้าหวงที่สง่างามตรงหน้า กับภาพเจ้าหมาน้อยน่าสงสารที่แม่เคยเล่าให้ฟังได้เลย
“ก็น้าสะใภ้ของเธอดูแลดีน่ะสิ” ในใจของกู้เฉิงหวยแล้ว ภรรยาของเขาน่ะเพอร์เฟกต์ร้อยคะแนนเต็มอยู่แล้ว ดังนั้นหมาที่เธอเลี้ยงจะดูสง่างามมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
พอมาถึงกองพลการผลิตเฟิงโซว สองพี่น้องสือโถวก็ถูกพ่อกู้และแม่กู้รุมล้อมด้วยความเอ็นดูทันที
“ตัวสูงขึ้นเยอะเลยนะเรา” พ่อกู้ตบไหล่หลานชายคนพี่เบาๆ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม
แม่กู้เองก็มองหลานชายคนน้องตาเป็นมันด้วยความรักใคร่ ทั้งหยิบลูกอมยัดใส่มือ ทั้งรินน้ำหวานให้ดื่ม
“กินอะไรมารึยังลูก” เธอถามหลานๆ
กู้เฉิงหวยตอบแทนอย่างเรียบๆ “ยังครับ”
“งั้นก็มากินข้าวด้วยกันเลยสิ” แม่กู้พูดทันควัน ก่อนจะหันหน้าไปทางครัวแล้วตะโกนเรียก “สะใภ้ใหญ่ ทำกับข้าวเพิ่มหน่อยนะ สองพี่น้องสือโถวจะกินข้าวด้วย”
“ได้เลยค่ะ” หวงซิ่วหลันขานรับจากในครัว
“ขอบคุณครับคุณยาย” ต้าสือโถวเอ่ย
แม่กู้ลูบหัวหลานชายเบาๆ พลางยิ้มกว้าง “แหม พูดจาเกรงอกเกรงใจไปได้ ที่นี่บ้านยายนะ ก็เหมือนบ้านของเธอนั่นแหละ ฉันเป็นยายแท้ๆ ไม่ต้องมาทำตัวเป็นคนนอก ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองเลยนะ”
ยังไม่ทันขาดคำ ฝาแฝดที่เพิ่งไปปลดทุกข์เสร็จก็วิ่งหน้าตื่นกลับเข้ามา กางเกงยังห้อยต่องแต่งอยู่บนสะโพก มือเล็กๆ ก็พยายามดึงขอบกางเกงขึ้นอย่างทุลักทุเล ท่าทางเหมือนมีใครเอาไฟมาลนก้น
พอเห็นสองพี่น้องสือโถวเท่านั้นแหละ สองหน่อก็เบรกเอี๊ยดกันตัวโก่ง ราวกับลูกวัวกระทิงสองตัวที่วิ่งมาชนเข้ากับรั้วล่องหน
“พี่สือโถว! น้องสือโถว?!” เอ้อร์ไจ่เบิกตากลมโตเป็นไข่ห่าน ตะโกนเสียงดังลั่น “พวกพี่มาได้ยังไงเนี่ย” เจ้าตัวเล็กตื่นเต้นจนตัวสั่น กระโดดเหยงๆ อยู่กับที่
ต้าไจ่ที่สุขุมกว่ากลับหัวไวปรี๊ด ถามขึ้นทันที “พวกพี่ก็จะไปดูหนังเหมือนกันเหรอครับ”
“อืม” ต้าสือโถวพยักหน้ารับ
เอ้อร์ไจ่รีบปรี่เข้าไปจับมือต้าสือโถวไว้แน่น มือเล็กๆ อุ่นจี๋เหมือนขนมเข่งร้อนๆ ที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ เกาะติดหนึบหนับ เจ้าตัวเล็กดีใจจนอยู่ไม่สุข ลากต้าสือโถวหมุนติ้วๆ อยู่กับที่ เหมือนลูกหมาคึกจัดที่กำลังวิ่งไล่งับหางตัวเอง
“สุดยอดไปเลย! พี่สือโถวกับน้องสือโถวก็ได้ไปด้วย” เขาร้องออกมาเสียงดังฟังชัด
คนอื่นๆ ในบ้านกู้ที่มองอยู่ก็อดจะยิ้มตามไม่ได้ เจ้าเอ้อร์ไจ่คนนี้นะ เหมือนพระอาทิตย์ดวงน้อยจริงๆ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา
“พี่สือโถว ผมจะพาไปเล่นปิงปอง” เอ้อร์ไจ่ลากสองพี่น้องให้ออกไปข้างนอก ปากก็เจื้อยแจ้วไม่หยุด “พ่อซื้อมาฝากพวกผมล่ะ สนุกสุดๆ ไปเลย”
“ได้เลย นายสอนฉันสิ” ต้าสือโถวตอบรับอย่างว่าง่ายเป็นพิเศษเมื่ออยู่ต่อหน้าฝาแฝด
ก็ใครบ้างล่ะ จะไม่เอ็นดูน้องชายที่ทั้งน่ารัก ใจกว้าง แถมยังสดใสร่าเริงเหมือนพระอาทิตย์ดวงน้อยแบบนี้
เสี่ยวสือโถว: (;一_一)
โต๊ะปิงปองเป็นของฝาแฝด ดังนั้นทั้งสองจึงมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ จะให้ใครเล่นก็ได้ เด็กๆ ที่มุงดูอยู่รอบโต๊ะรีบแหวกทางให้พวกเขาทันที สองพี่น้องสือโถวจึงได้เห็นว่าตรงนั้นมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ พื้นผิวเรียบสนิท มีตาข่ายกั้นอยู่ตรงกลาง
“พี่ปังปัง พี่เถี่ยตั้น พี่สือโถวกับน้องสือโถวเพิ่งมาใหม่ ให้พวกเขาลองเล่นก่อนได้ไหมครับ” ต้าไจ่เอ่ยปากขอความเห็นจากปังปังและเถี่ยตั้นที่กำลังถือไม้อยู่
เด็กทั้งสองคนไม่ได้งอแง แต่ยื่นไม้ปิงปองให้แต่โดยดี “ได้สิ” ปังปังบอก “ต้าสือโถว เสี่ยวสือโถว ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามฉันได้เลยนะ”
ต้าไจ่ยืนอยู่กลางโต๊ะ ทำหน้าขรึม ราวกับเป็นกรรมการตัวน้อยผู้ทรงความยุติธรรม
“พี่สือโถว น้องสือโถว ใช้ไม้ตีลูกบอลนะครับ” พอเห็นต้าสือโถวหยิบลูกบอลสีเหลืองขึ้นมา ต้าไจ่ก็พูดต่อ “ใช่ครับ นั่นแหละลูกปิงปอง” ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างใจเย็น “ห้ามบีบแรงนะครับ เดี๋ยวจะบุบเอา”
เถี่ยฉุยรีบตะโกนฟ้องวีรกรรมของเอ้อร์ไจ่ทันที “เอ้อร์ไจ่บีบซะแรงเลย ทำพังไปแล้วลูกนึง แม่ฉันบอกว่าโชคดีนะที่อาสามหาเงินเก่งแล้วก็รักลูกมาก ไม่งั้นโดนฟาดก้นลายไปแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้น เอ้อร์ไจ่ก็มีสภาพไม่ต่างจากเจ้าหู่โพตอนโดนเหยียบหาง ขนลุกชันไปทั้งตัว ทำหน้าพยศแต่ก็แฝงความน่ารักน่าหยิก
เขากระทืบเท้าปึงปังแล้วรีบเอามือไปอุดปากเถี่ยฉุย “เถี่ยฉุย!”
ดวงตากลมใสของเถี่ยฉุยฉายแววไร้เดียงสาสุดขีด พอรู้ตัวว่าทำให้เพื่อนซี้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ก็ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ
ต้าสือโถวต้องรีบก้มหน้าลงเพื่อกลั้นขำ
[จบบท]