บทที่ 185: เปิดหูเปิดตา (1/2)
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เฟินได้เจอกับลูกชายฝาแฝดของหลินเจา พอเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของสองพี่น้อง หัวใจของเธอก็พลันอ่อนยวบ
“เจาเจา นี่ลูกชายคนโตกับคนรองของเธอเหรอ?” เธอแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ดวงตาเป็นประกายจ้องมองเด็กน้อยทั้งสอง แล้วลดระดับเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
คนโตกับคนรองงั้นเหรอ? สองแฝดพอได้ยินคำเรียกที่ไม่คุ้นหู ก็พากันเบิกตากลมโต ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาพร้อมกับแอ่นอกเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจจนขวัญบนหัวตั้งเด่
“ใช่จ้ะ” หลินเจาลูบหัวทุยๆ ของแฝดทั้งสองเบาๆ แล้วบอก “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ เรียกคุณป้าสิลูก”
“สวัสดีครับคุณป้า” สองเสียงเล็กใสประสานกันอย่างพร้อมเพรียง
หลี่เฟินยิ้มกว้างพลางยื่นลูกอมให้ “อ่ะ กินลูกอมสิ”
แต่เด็กทั้งสองยังจำคำสอนของแม่ได้ขึ้นใจ จึงไม่ได้ยื่นมือไปรับทันที แต่หันไปมองหน้าแม่เป็นเชิงขออนุญาต เมื่อหลินเจาพยักหน้าให้ ทั้งคู่จึงยื่นมือเล็กๆ ไปรับลูกอมพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับคุณป้า”
“น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ” หลี่เฟินคิดในใจ เด็กๆ ดูสุภาพเรียบร้อยและกล้าแสดงออก ไม่เหมือนเด็กบ้านนอกคนอื่นๆ ที่เธอเคยเจอเลยสักนิด ด้วยความที่ทำงานในสหกรณ์ฯ เธอจึงได้เจอกับเด็กๆ จากชนบทอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะขี้อาย ห่อไหล่หลบสายตาผู้คน หรือไม่ก็เอาแต่จ้องขนมในตู้กระจกตาเป็นมัน แต่ลูกชายทั้งสองของหลินเจา กลับดูเหมือนเด็กในเมืองยิ่งกว่าเด็กในเมืองจริงๆ เสียอีก
ทันใดนั้น ก็มีชายอีกคนเดินเข้ามาในสหกรณ์ เขามีช่วงขาที่ยาวเป็นพิเศษ รูปร่างสูงโปร่งและสง่างาม สันจมูกโด่งรับกับดวงตาคมกริบที่ดูลุ่มลึกและเย็นชา คิ้วดำเข้มได้รูปทำให้ใบหน้าดูคมคาย แต่แววตากลับแฝงไปด้วยแรงกดดันจนน่าอึดอัด
หลี่เฟินเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็ต้องรีบเบือนหน้าหนี ชายหนุ่มคนนี้ดูน่าเกรงขามเกินไป สายตาคมกริบราวกับมีใบมีดซ่อนอยู่ ไม่รู้ว่าปกติแล้วเพื่อนร่วมงานของเธอจะรู้สึกกลัวบ้างหรือเปล่า
กู้เฉิงหวยเดินตรงมายังเคาน์เตอร์ที่หลินเจาทำงานอยู่ นัยน์ตาของเขาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “จะไปกันเลยไหม?”
และทันทีที่เขาพูดจบ เสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้นพอดี
“ไปสิ!” หลินเจาตอบรับพลางก้มลงหยิบอุปกรณ์สำหรับงานพับกล่องไม้ขีดไฟกับน้ำอัดลมอีกกว่า 10 ขวดออกมา
“มา เดี๋ยวผมถือให้” กู้เฉิงหวยยื่นมือไปรับของทั้งหมดมาถือไว้เอง
พอสองแฝดเห็นขวดน้ำอัดลม ดวงตากลมโตก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที ทั้งคู่หันไปมองหน้าแม่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เอ้อร์ไจ่เป็นตัวแทนเอ่ยถามขึ้นก่อน "แม่ครับ น้ำอัดลมนี่ซื้อมาให้พวกเราเหรอครับ?"
“ใช่แล้วจ้ะ แม่กลัวว่าตอนดูหนังพวกเราจะหิวน้ำน่ะ” หลินเจาตอบด้วยรอยยิ้ม
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่โผเข้ากอดแม่ทันที “แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย!”
หลินเจาลูบหน้าผากลูกชายทั้งสองเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้เพื่อนร่วมงานเป็นเชิงลา แล้วจูงมือลูกๆ เดินตามกู้เฉิงหวยออกจากสหกรณ์ไป
ด้านนอก ซ่งอวิ๋นจิ่นกำลังช่วยดูแลเด็กๆ บ้านกู้อยู่ พอเห็นหลินเจาเดินออกมาเขาก็ทักขึ้น "พี่ครับ" จากนั้นก็เล่าต่อ "เมื่อตอนกลางวันพี่ชายผมไปส่งของให้พี่หยวนเซียงที่กองพลการผลิตตงเฟิงมา พอดีตอนนั้นป้าใหญ่ก็อยู่ที่นั่นด้วย ป้าใหญ่เลยฝากพี่ชายผมมาบอกว่า เรื่องที่พี่คุยไว้เมื่อวานนี้ ท่านกับพี่หยวนเซียงตกลงแล้ว ยังไงฝากพี่ช่วยจัดการให้ด้วยนะครับ"
บังเอิญอะไรขนาดนี้! ราวกับเป็นพรหมลิขิตที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
หลินเจาคิดฟุ้งซ่านในใจ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “อื้ม ฉันเข้าใจแล้ว พวกเธอรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันเข้าไปคุยธุระข้างในแป๊บเดียว”
พูดจบเธอก็หมุนตัวกลับเข้าไปในสหกรณ์อีกครั้ง ตรงไปหาหลี่เฟินที่กำลังเก็บของอยู่ แล้วเล่าคำตอบของสองแม่ลูกหยวนเซียงให้ฟัง
หลี่เฟินถึงกับยิ้มแก้มปริ “จริงเหรอ ดีเลย! งั้นเดี๋ยวกลับถึงบ้านฉันจะรีบไปบอกน้องชาย ส่วนเรื่องวันเวลาที่จะนัดเจอกันค่อยว่ากันอีกทีได้ไหม?”
“ได้สิ ไม่มีปัญหา” หลินเจาตอบรับ เธอรู้อยู่แล้วว่าหยวนเซียงคงจะอยู่ที่กองพลการผลิตตงเฟิงไปอีกอย่างน้อยครึ่งเดือน ดังนั้นจะนัดเจอกันเมื่อไหร่ก็สะดวกทั้งนั้น
พอหลินเจาเดินกลับออกมาจากสหกรณ์ ซ่งอวิ๋นจิ่นก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที
“พี่ครับ พี่หยวนเซียงจะไปดูตัวเหรอ? กับ...” เขาพยักพเยิดไปทางสหกรณ์ “...น้องชายของเพื่อนร่วมงานพี่คนนั้นน่ะเหรอ? พี่ว่าเวิร์คไหม? จะมีลุ้นหรือเปล่าครับ?!”
“เรื่องชาวบ้านนี่รู้เร็วเชียวนะเรา” หลินเจาหรี่ตามองเขาอย่างนึกขัน
เด็กหนุ่มหัวเราะแหะๆ พลางรีบยืนตัวตรงทำท่าสำรวม แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
“ยังไม่มีอะไรแน่นอน อย่าเพิ่งเอาไปพูดต่อล่ะ” หลินเจาเอ่ยเสียงเรียบ
“โธ่ ผมจะเอาไปพูดทำไมล่ะครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นบ่นอุบอิบ ก่อนจะเดินมาเคียงข้างพี่สาวแล้วลดเสียงลงกระซิบ “พี่ครับ แม่ผมไปหาป้าจูมาด้วยนะ ไปขอให้ป้าแกช่วยหาคู่ให้พี่สาวผม”
ฝีเท้าของหลินเจาชะงักกึก เธอหันขวับไปมองน้องชายพลางขมวดคิ้ว “ป้าจู...แม่สื่อแม่ชักคนนั้นน่ะนะ?”
“ใช่เลยครับ! พี่ก็ว่าป้าจูไม่น่าไว้ใจใช่ไหมล่ะ? ผมก็คิดเหมือนกัน คนที่แกแนะนำมาแต่ละคนนี่มันอะไรก็ไม่รู้” ซ่งอวิ๋นจิ่นเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
“ผมยังจำไม่ลืมเลยนะ คนที่แกเคยแนะนำให้พี่น่ะ...”
ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเรียนจบมัธยมปลาย
กู้เฉิงหวย: “?”
ซ่งอวิ๋นจิ่นร่ายยาวเป็นชุด “ก็ลูกชายรองหัวหน้าสถานีค้าธัญพืชไงครับ ป้าแกเล่นเป่าหูซะดิบดีว่าเพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง ผมกับพี่ชายเลยต้องแอบไปส่องดู ปรากฏว่าอะไรไหมครับ? ผู้ชายคนนั้นสูงแค่ 160 เตี้ยกว่าพี่อีก แถมหน้าตาดูเจ้าเล่ห์ลับๆ ล่อๆ น่าเกลียดจะตายชัก! แค่นี้ป้าแกยังอวยซะเป็นหนุ่มอนาคตไกล ตั้งแต่วันนั้นแหละ ผมกับพี่ชายเลยสาบานกันว่าจะหาแฟนเองเด็ดขาด จะไม่ยอมเชื่อลมปากแม่สื่ออีกแล้ว ต่อให้ตายก็ไม่เชื่อ!”
หลินเจาก็จำเรื่องนั้นได้ดี ถึงได้ไม่ค่อยจะไว้ใจนัก ขนาดเธอที่เรียนจบมัธยมปลาย ป้าจูยังหาคนแบบนั้นมาแนะนำให้ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับพี่หยวนเซียงที่อายุไม่น้อยแล้วในสายตาของชาวบ้าน แถมยังเรียนมาน้อย ไม่มีงานทำ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นคนชนบท ถือว่าหาคู่ครองได้ยากจริงๆ
นี่ไม่ใช่ว่าตัวพี่หยวนเซียงไม่ดี แต่เป็นเพราะอคติฝังหัวของคนในเมืองต่างหาก
“ก็ให้แกแนะนำไปสิ แต่จะคบหาด้วยหรือไม่ พี่หยวนเซียงเป็นคนตัดสินใจเอง”
ถึงจะขึ้นชื่อเรื่องหาคนไม่น่าไว้ใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเส้นสายของป้าจูกว้างขวางไม่ใช่เล่น
ซ่งอวิ๋นจิ่นเห็นด้วยกับพี่สาว จึงเลิกใส่ใจเรื่องนี้แล้ววิ่งไปเล่นกับหลานแฝดอย่างอารมณ์ดี
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กำลังตื่นเต้นกับน้าชายคนเล็กคนนี้เป็นพิเศษ ยิ่งซ่งอวิ๋นจิ่นเป็นพวกช่างจ้อเวลาอยู่กับครอบครัวอยู่แล้วด้วย ไม่นานผู้ใหญ่ 1 คนกับเด็ก 2 คนก็คุยกันถูกคอ
ส่วนปังปังกับไหลเม่ยที่โตกว่าก็คอยช่วยดูแลน้องๆ อย่างแข็งขัน ทำให้หลินเจาและสามีไม่ต้องเหนื่อยใจ
“เอ๊ะ แล้วอวี๋อวี๋ไปไหนล่ะ?” หลินเจาเพิ่งสังเกตว่าไม่เห็นหลานสาวคนเล็ก จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“พี่สะใภ้รองบอกว่าอวี๋อวี๋ติดแม่มาก แค่ไม่เห็นหน้าแป๊บเดียวก็ร้องไห้แล้ว อีกอย่างแกยังเล็กไป ดูหนังก็ไม่รู้เรื่อง เลยให้อยู่ที่บ้านดีกว่า จะได้ไม่มาสร้างภาระให้พวกเรา” กู้เฉิงหวยอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หลินเจาถึงกับแปลกใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าอวี๋อวี๋จะติดแม่ขนาดนี้ เพราะในความทรงจำของเธอ หนูน้อยอวี๋อวี๋เป็นเด็กน่ารัก เรียบร้อย ไม่เคยร้องไห้งอแง แถมยังชอบยิ้มและเล่นกับซื่อไจ่ ทำตัวเป็นพี่สาวที่ดีเสมอ
ดวงตาคมกริบของกู้เฉิงหวยหรี่ลงเล็กน้อย สายตาของเขากวาดผ่านใบหน้าของหลินเจาแวบหนึ่งก่อนจะเบนไปทางอื่น แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจ “มีคนเคยแนะนำผู้ชายให้คุณด้วยเหรอ?”
“?”
หลินเจาหลุดยิ้มออกมา “นี่มันเรื่องเมื่อชาติที่แล้วนู่นค่ะ คุณฟังแล้วก็แล้วกันไปสิ จะเก็บมาใส่ใจทำไม”
“เรื่องเมื่อไหร่?” กู้เฉิงหวยหรี่ตาลง น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำและเยือกเย็น “ทำไมผมไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงเลย?”
“จะให้เล่าอะไรล่ะคะ มันเป็นเรื่องตั้งแต่สมัยฉันเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จักคุณเลยด้วยซ้ำ” หลินเจาหัวเราะกับท่าทีของเขา “กู้เฉิงหวย นี่คุณจะคิดเล็กคิดน้อยไปถึงไหนกันคะ หา?”
เธอเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย แล้วใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเขาให้หันไปมองแผ่นหลังของลูกๆ ทั้งสี่
“ดูเจ้าสี่คนนั่นสิคะ เรามีลูกด้วยกันตั้ง 4 คนแล้วนะ!”
กู้เฉิงหวยดึงมือของภรรยาลงมากอบกุมไว้ในอุ้งมือของเขา และไม่ยอมปล่อยอีกเลย เขาจูงมือเธอเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับพูดว่า
“ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เป็นของคุณ ผมก็อยากรู้ทั้งนั้น”
หลินเจายิ้มจนตาหยี “เรื่องนี้ป้าจูเป็นคนไปเสนอให้ป้าสะใภ้ซ่งเองค่ะ ตอนแรกฉันไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ มารู้ก็ตอนที่ได้ยินซ่งอวิ๋นเฉิงบ่นให้ฟังนี่แหละ” เธอบอกต่ออย่างเอาใจ “คนแบบนั้นฉันไม่ชายตาแลอยู่แล้วค่ะ ฉันน่ะตาถึงจะตายไป ชอบแค่คนแบบคุณคนเดียวเท่านั้นแหละ”
ไม่กี่ประโยคก็สามารถง้องอนชายหนุ่มได้สำเร็จ
กู้เฉิงหวยรู้ดีว่าทั้งหน้าตาและกล้ามเนื้อแน่นๆ ของเขาล้วนเป็นข้อได้เปรียบ เขาจึงกล่าวอย่างหนักแน่น “ผมจะรักษามาตรฐานนี้ไว้”
หลินเจายิ้มร่าพลางแกว่งมือที่กุมกันอยู่ไปมา
“ดีค่ะ พยายามเข้านะคะ! รอจนเราแก่ตัวไป คุณก็ต้องเป็นคุณตาที่หล่อสมาร์ท ส่วนฉันก็จะขอเป็นคุณยายที่สวยเริ่ดที่สุด”
กู้เฉิงหวยนึกภาพตามแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดวงตาลุ่มลึกทอประกายอ่อนโยน บรรยากาศรอบตัวพลันอบอุ่นขึ้นมาราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ
ขณะที่เดินคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน ในที่สุดทั้งหมดก็มาถึงโรงภาพยนตร์
กัวเหม่ยจูเพิ่งเลิกงานพอดี เมื่อเห็นครอบครัวของหลินเจาแต่ไกล เธอก็โบกมือทักทาย แต่ไม่ได้เดินเข้ามาหาเพราะไม่อยากขัดจังหวะ หญิงสาวล้วงกระเป๋าแล้วเดินจากไปอย่างสบายๆ
“แม่ครับ ป้าคนที่ขายตั๋วคนนั้นไง!”
เอ้อร์ไจ่ยังจำเธอได้แม่น
หลินเจาบีบแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายเบาๆ แล้วยิ้ม “ใช่แล้วจ้ะ นั่นเพื่อนสมัยมัธยมของแม่เอง”
“แม่ครับ ถ้าผมเรียนจบมัธยมต้นกับมัธยมปลายแล้ว ผมจะมีเพื่อนที่เก่งแบบนี้บ้างไหมครับ?” เอ้อร์ไจ่ก้มลงเก็บใบไม้แห้งสีเหลืองขึ้นมาถือเล่น พลางเงยหน้าขึ้นถามแม่ ดวงตาสองข้างเป็นประกายสดใส
เถี่ยฉุยเห็นดังนั้นก็เอาอย่างบ้าง เขานั่งยองๆ ลงเลือกเก็บใบไม้สวยๆ แล้วแบ่งให้ฝาแฝดชายหญิงอย่างใจกว้าง
เด็กๆ มักมีพลังงานล้นเหลือ ในสายตาของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนดูแปลกใหม่น่าค้นหา และด้วยความอยากรู้อยากเห็นนี้เองที่ทำให้พวกเขาสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ง่ายดาย
คำถามของลูกชายทำเอาหลินเจาถึงกับไปไม่เป็น ใครจะไปรับประกันเรื่องแบบนั้นได้กันเล่า อนาคตของเพื่อนร่วมชั้นลูกจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะกำหนดได้นี่นา เพื่อนร่วมรุ่นของเธอมีตั้งมากมาย แต่หลังแต่งงานไป คนที่เธอรู้ข่าวคราวด้วยก็มีแค่คนเดียวเท่านั้น
“ก็อาจจะนะ”
หลินเจาเสริมต่อ “แต่ถ้าลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็จะได้เจอเพื่อนที่เก่งกว่านี้อีกเยอะเลย”
เอ้อร์ไจ่ดูไม่แปลกใจเลยสักนิด เขาทำท่าเหมือนรู้อยู่แล้ว “ผมว่าแล้ว! ดูท่าจะต้องตั้งใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยซะแล้ว” เจ้าตัวเล็กถอนหายใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ “ผมฉลาดขนาดนี้ สอบติดสบายมากอยู่แล้ว”
กู้เฉิงหวยได้แต่มองภรรยาที่กำลังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกแฝดแล้วอมยิ้มเงียบๆ
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าบทสนทนาจะวกกลับมาที่ตัวเอง
“พ่อครับ พ่อเรียนมหาวิทยาลัยหรือเปล่า?” เอ้อร์ไจ่หันไปถามพ่อ ดวงตากลมโตแป๋วแหววราวกับลูกองุ่นเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลินเจาทำหน้าจนปัญญา เธอจำได้ว่าเคยบอกลูกๆ ไปแล้วว่าทั้งเธอกับพ่อของพวกเขาจบแค่มัธยมปลาย ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามเรื่องนี้อีก หรือว่าเจ้าตัวดีกำลังวางแผนขุดหลุมพรางอะไรให้พ่อตัวเองอีกแล้วกันนะ?!
“...เปล่า” กู้เฉิงหวยตอบเสียงเรียบ
ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ซนขนาดนี้นะ เดี๋ยวถามเรื่องนู้นทีเรื่องนี้ที แค่ต้องคอยตอบคำถามว่า ‘ทำไม’ ของพวกเขาก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว
เจาเจาคงเหนื่อยแย่เลยสินะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็มองภรรยาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
หลินเจาเห็นสายตานั้นก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงก้มหน้าลงแอบยิ้ม
“หา? พ่อเก่งขนาดนี้ยังไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลยเหรอครับ!” ดวงตาของเอ้อร์ไจ่ฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำหน้าตาตื่นตกใจจนปากอ้าเป็นรูปตัว O กว้าง เขาเอามือทั้งสองข้างทาบแก้ม ขนตากะพริบถี่ๆ ราวกับเพิ่งค้นพบความลับสุดยอดอะไรบางอย่าง “แล้วคนที่ได้เรียนมหาวิทยาลัยจะเก่งกาจขนาดไหนกันเนี่ย”
ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น จู่ๆ เจ้าตัวเล็กก็วิ่งพรวดไปอยู่ตรงหน้าหลินเจาแล้วใช้มือน้อยๆ กำชายเสื้อของเธอไว้ “แม่ครับ”
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า “โตขึ้นผมจะต้องเก่งกว่าพ่อให้ได้เลย!”
พูดจบก็แอบชำเลืองมองกู้เฉิงหวยแวบหนึ่ง แล้วเอาศีรษะซบลงบนตัวหลินเจาอย่างออดอ้อน ท่าทางภาคภูมิใจนั้นราวกับกำลังจะบอกว่า ‘ถึงตอนนั้น พ่อไม่ต้องปกป้องแม่อีกต่อไปแล้วนะ!’
กู้เฉิงหวย: “...” บทเยอะจริงนะ
“ฉันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน!” ต้าไจ่รีบพูดเสริมขึ้นมา
[จบบท]