บทที่ 186: เปิดหูเปิดตา (2/2)
ท่าทีออดอ้อนอยากให้ชมออกนอกหน้าซะขนาดนั้น ต้าไจ่เลยแก้เขินด้วยการหันไปเปลี่ยนเรื่องคุยกับน้องชาย
"เอ้อร์ไจ่ ถ้านายอยากเข้ามหาลัย ก็ต้องคัดลายมือให้สวยๆ นะ คนเรียนมหาลัยเขาต้องเขียนหนังสือเป็น แถมต้องเขียนให้สวยด้วย" เขาหันไปขอความเห็นจากแม่ "ใช่ไหมครับแม่"
หลินเจาลูบแก้มกลมๆ ของลูกชายคนโตเบาๆ พลางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ใช่แล้วจ้ะ"
เอ้อร์ไจ่ทำหน้าเซ็ง แต่เพราะไม่อยากให้แม่ผิดหวังเลยตอบไปแบบขอไปที "ก็ได้ครับ ผมจะตั้งใจคัดลายมือ"
กู้เฉิงหวยที่ฟังอยู่ลูบหัวลูกชายเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุขุมว่า "เดี๋ยวพ่อจะหาแบบคัดลายมือมาให้พวกเราเยอะๆ เลย มีแบบแล้วคัดตามไม่ยากหรอก"
เขาหวนนึกถึงอดีต สมัยของเขาไม่มีแม้กระทั่งกระดาษ ดินสอสั้นกุดจนจับไม่ถนัดก็ยังไม่กล้าทิ้ง ได้แต่ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนฝึกบนพื้นดิน โชคดีที่ความพยายามไม่สูญเปล่า ลายมือของเขาก็ถือว่าพอใช้ได้ อย่างน้อยก็สวยพอให้ภรรยาชื่นชม ในเมื่อตัวเองเคยลำบากมาก่อน กู้เฉิงหวยจึงไม่อยากให้ลูกๆ ต้องมาเจอเรื่องแบบเดียวกัน เขาอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้แก่พวกเขา เพราะคนเป็นพ่อเป็นแม่ต่างก็ยอมเหนื่อยยากเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่อย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ
"แบบคัดลายมือคืออะไรเหรอครับพ่อ" เอ้อร์ไจ่ที่ยังคงแกว่งใบไม้ในมือไปมาเอ่ยถาม
"มันเป็นสมุดสำหรับฝึกเขียนน่ะลูก จะช่วยให้เราเขียนหนังสือได้สวยขึ้น" กู้เฉิงหวยอธิบายช้าๆ ชัดๆ
"ผมอยากได้ ขอบคุณครับพ่อ" เด็กชายคว้ามือพ่อมาจับไว้พลางรู้สึกว่ามือของพ่อใหญ่มากอย่างกับอะไรดี เขาลองเอามือเล็กๆ ของตัวเองไปวางเทียบดู ทำตาโตด้วยความทึ่งในความแตกต่าง
คุยกันเพลินๆ ก็มาถึงหน้าโรงภาพยนตร์พอดี
หลินเจาตบมือแปะๆ เพื่อเรียกความสนใจจากเด็กๆ จนรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาลไปซะแล้ว
"เอาล่ะ ได้เวลาเข้าไปข้างในแล้วนะ ข้างในจะมืดหน่อย เด็กโตจูงมือน้องๆ ไว้ แล้วเดินตามกันเข้าไปเป็นแถวนะคะ"
เด็กๆ ดูจะตื่นเต้นกันสุดๆ ซ่งอวิ๋นจิ่นรับบทเป็นหัวหน้าทัวร์จำเป็น จัดแจงให้ทุกคนจับคู่กัน โดยให้ปังปังกับไหลเม่ยที่โตสุดรับหน้าที่จูงซานไจ่กับซื่อไจ่เดินเข้าไปข้างในอย่างเป็นระเบียบ
หลอดไฟสมัยนี้กำลังวัตต์ต่ำ ทำให้แสงไฟในโรงหนังค่อนข้างสลัว มองเห็นทางเดินได้แค่ลางๆ บรรยากาศที่ทั้งมืดและไม่คุ้นเคยทำให้เด็กๆ บ้านกู้ ยกเว้นต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ที่เคยมาแล้ว ต่างก็พากันเกร็งไปหมด
กู้เฉิงหวยเป็นห่วงลูกแฝดคนเล็กที่สุด เขาจึงก้าวเข้าไปอุ้มซานไจ่กับซื่อไจ่ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
หลินเจาเอื้อมไปลูบมืออวบๆ ของสองพี่น้องอย่างเอ็นดูแล้วยิ้มถาม "กลัวไหมคะ"
"ไม่กลัวครับ" ซานไจ่ตอบกลับเสียงใสสมกับเป็นเด็กใจนิ่ง
ส่วนซื่อไจ่กลับซุกหน้ากลมๆ ที่มีผมนุ่มฟูเข้ากับซอกคอของพ่อ แล้วใช้แขนป้อมๆ เหมือนท่อนอ้อยกอดคอพ่อไว้แน่น พูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า "ไม่ค่า"
หลินเจาเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ได้แต่หยิกมือลูกสาวเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
ตัวก็แค่นี้ แต่ปากแข็งเชียวนะ
ซ่งอวิ๋นจิ่นเดินนำหน้าลิ่ว เขาเคยมาดูหนังที่นี่หลายครั้งแล้วจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่นานก็หาที่นั่งเจอแล้วกวักมือเรียกทุกคนที่เดินตามมา ที่นั่งทั้งหมดเรียงติดกันเป็นแถวยาว
พอนั่งลงเรียบร้อย ซ่งอวิ๋นจิ่นก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจำเป็นอีกครั้ง เขาหยิบน้ำอัดลมกับลูกอมออกมาแจกจ่ายให้เด็กๆ ทุกคน ส่วนซานไจ่กับซื่อไจ่ที่ยังเล็กเกินไป เขาแค่ให้ลองชิมนิดหน่อย แต่กลัวว่าสองหน่อจะน้อยใจ เลยแบ่งขนมเปี๊ยะให้คนละครึ่งชิ้นแทน
"ขอบคุณค้าบ/ค่า" เสียงเล็กๆ ของคู่แฝดกล่าวขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง
รอยยิ้มของซ่งอวิ๋นจิ่นกว้างจนแทบจะฉีกไปถึงใบหู คืนนี้พ่อแม่กับพี่ชายต้องอิจฉาเขาแน่ๆ เพราะเขาคือคนแรกของบ้านที่ได้มาดูหนังกับเด็กๆ ทั้ง 4 คนเชียวนะ!
"พี่ ผมมีประโยชน์ใช่ไหมล่ะ ถ้าคราวหน้ามีเรื่องดีๆ แบบนี้อีก อย่าลืมเรียกผมนะ" ซ่งอวิ๋นจิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้างหลินเจา หันไปกระซิบกระซาบ
"แน่นอนอยู่แล้ว" หลินเจาตอบกลับพร้อมเสียงหัวเราะ ตอนแรกบอกจะมาแค่ดูเฉยๆ แต่พอมาถึงกลับอยู่ไม่นิ่ง แย่งงานทุกอย่างไปทำหมด ผู้ช่วยชั้นดีแบบนี้ไม่เรียกมาใช้บริการอีกก็คงจะแปลก
อีกด้านหนึ่ง
พอปังปังและเด็กคนอื่นๆ นั่งลงบนเก้าอี้ได้ ก้นของพวกเขาก็เหมือนมีหนามมาทิ่ม ขยับยุกยิกไปมาอยู่พักใหญ่กว่าจะนั่งนิ่งๆ ได้
"พี่! เก้าอี้นี่นุ่มจัง นุ่มกว่าเตียงที่บ้านเราอีก!" เถี่ยฉุยกระซิบด้วยความตื่นเต้น
เถี่ยตั้นใช้มือบีบๆ ที่เท้าแขน ทำท่าเหมือนรู้ดี "เก้าอี้เขามีฟองน้ำรองอยู่ข้างใต้น่ะสิ มันก็ต้องนุ่มอยู่แล้ว"
ส่วนไหลเม่ยก็กวาดตามองไปรอบๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายวิบวับในแสงสลัว "ข้างในนี้ใหญ่มากๆ เลย ดูสิ มีที่นั่งเต็มไปหมดเลย!"
ปังปังเองก็เพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน เขาไม่คิดเลยว่าข้างในโรงหนังจะเป็นแบบนี้ แต่ในฐานะหลานชายคนโตของบ้านกู้ เขาต้องรักษามาดพี่ใหญ่เอาไว้ เลยทำทีเป็นนิ่งๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
ปังปังที่ชอบเป็นจุดสนใจมาตลอดชีวิตแทบจะอดใจรอให้ถึงวันเปิดเทอมไม่ไหว เขาอยากจะรีบไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะแย่แล้ว
เสี่ยวสือโถวจิบน้ำอัดลมไปพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาอยากจะจดจำทุกรายละเอียดของโรงภาพยนตร์แห่งนี้เก็บไว้ในสมอง เพราะพ่อกับแม่ของเขาคงไม่เคยเข้ามาในที่แบบนี้ เขาตั้งใจว่าจะกลับไปเล่าทุกอย่างให้พวกเขาฟัง
"พี่ครับ ในเมืองนี่ดีจังเลยเนอะ!" เสี่ยวสือโถวมองพี่ชายตาแป๋ว
ต้าสือโถวพยักหน้า "เรายังเด็ก อนาคตยังอีกไกล ถ้าเราตั้งใจพยายาม สักวันเราก็เป็นคนในเมืองได้เหมือนกัน"
เขาเชื่อมั่นในคำพูดของตัวเองเสมอ กู้ฉาน แม่ของเขาไม่เหมือนแม่คนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เธอไม่เคยบ่นเรื่องความลำบาก แต่จะพูดเสมอว่า "เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง เรื่องแค่นี้เอง" ต้าสือโถวเติบโตมากับการสั่งสอนแบบนี้ แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะขัดสน แต่สภาพจิตใจของเขากลับเปี่ยมล้น เขาไม่เคยมองตัวเองต่ำต้อยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังต่ออนาคต เขาเชื่อสุดหัวใจว่าการศึกษาจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาและครอบครัวได้
หลินเจาที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กหนุ่มก็เอียงตัวไปทางกู้เฉิงหวย ซึ่งเขาก็ขยับเข้ามารับอย่างรู้งาน
แววตาของเธอฉายแววขบขัน ริมฝีปากอิ่มขยับไปกระซิบข้างหูสามีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เด็กคนนี้มีแววไม่ธรรมดาเลยนะคะ ในใจคงมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่ๆ พี่สาวคนโตสอนลูกมาดีจริงๆ ค่ะ"
กู้เฉิงหวยกุมมือภรรยาไว้ ปลายนิ้วลูบไล้ข้อนิ้วของเธออย่างคุ้นเคย
"คุณก็สอนลูกๆ ของเราได้ดีเหมือนกัน" เขาเอ่ยชมกลับ
เด็กทั้ง 4 คนของพวกเขาก็มีนิสัยดีมากจริงๆ
หลินเจาแกล้งเอียงตัวไปซบไหล่สามีจนตัวโยกเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มสดใส "ส่วนใหญ่ต้องยกความดีความชอบให้แม่คุณต่างหากล่ะคะ" เธอไม่เคยคิดจะปฏิเสธความดีความชอบของแม่สามีเลยสักครั้ง
ขณะที่สามีภรรยากำลังคุยกันกระหนุงกระหนิง
เสี่ยวสือโถวที่ยังตามไม่ทันบทสนทนาก่อนหน้า ก็หันไปถามพี่ชายด้วยแววตาสับสน "พี่ครับ แล้วเราต้องพยายามยังไงเหรอ"
"..." ต้าสือโถวถึงกับไปไม่เป็น
จะให้เขาตอบน้องว่ายังไงล่ะ สำหรับเด็กๆ แล้ว นอกจากการตั้งใจเรียนหนังสือจะไปพยายามทำอะไรได้อีกล่ะ?
แต่ก่อนที่เขาจะได้อธิบายอะไร...
ปัง!
ทันใดนั้น ไฟทั้งโรงก็ดับพรึบลง
เด็กๆ บ้านกู้เคยโดนฉีดวัคซีนป้องกันความตกใจมาแล้ว แม้จะสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบควานหามือของกันและกันจับไว้แน่น บ้างก็โผเข้ากอดกันเพื่อเรียกความกล้า แม้แต่ซานไจ่กับซื่อไจ่ที่อายุน้อยที่สุดก็ยังไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ
แต่แล้วที่แถวด้านหลังก็มีเสียงเด็กร้องไห้จ้าขึ้นมา
"ฮือออ มืดจังเลย ผมกลัว ฮือๆๆๆ" เสียงดังฟังชัดจนคนฉายหนังหลังห้องยังได้ยิน
แต่ชายวัยกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่ได้แม้แต่จะกะพริบตา เขายังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างใจเย็น
แล้วจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหน้าก็สว่างวาบขึ้น
เสียงร้องไห้เงียบกริบลงทันที
ในช่วงที่รายชื่อทีมงานกำลังเลื่อนผ่านหน้าจอ เอ้อร์ไจ่โน้มตัวข้ามน้าชายซ่งอวิ๋นจิ่นไปป้องปากกระซิบกับแม่ "แม่ครับ ผมกับพี่เก่งไหมครับ มาดูครั้งแรกยังไม่ร้องไห้เลย"
"จ้ะ เก่งมากๆ เลยลูก" หลินเจาเอ่ยชม
สองฝาแฝดได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างจนตาหยี
แล้วภาพยนตร์ก็เริ่มต้นขึ้น
ภาพและแสงสีบนจอสะท้อนวิบวับในดวงตาใสแจ๋วของเด็กๆ ทุกคนนั่งหลังตรงแหน่ว มือเล็กๆ วางอย่างเรียบร้อยบนหัวเข่า ไม่มีใครสนใจน้ำอัดลมที่วางอยู่ข้างตัวอีกต่อไป กระดาษห่อลูกอมถูกกำแน่นจนยับยู่ยี่ในฝ่ามือ ไม่มีใครนึกอยากจะหยิบอะไรเข้าปากหรือจิบน้ำสักอึก สติทั้งหมดของพวกเขาถูกดูดเข้าไปในโลกใบใหม่ที่ปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์
แม้บรรยากาศในโรงหนังจะไม่ได้เงียบสนิท แต่เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเด็กๆ ลดลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาทุกคู่ของพวกเขาส่องประกายราวกับเก็บดวงดาวเอาไว้จนเต็ม
เวลา 106 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับฝันไป
เมื่อเพลงประกอบตอนท้ายเรื่องดังขึ้น บรรยากาศทั่วทั้งโรงหนังก็อบอวลไปด้วยความรู้สึกเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขจบลงแล้ว แต่เพียงครู่เดียว ความเงียบก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยจอแจทันที
หลินเจาและกู้เฉิงหวยไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะมีเด็กๆ มาด้วยกันเยอะ พวกเขารอจนคนอื่นๆ ทยอยเดินออกไปเกือบหมดแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
"เอาล่ะ ออกไปกันได้แล้ว ระวังเท้ากันด้วยนะ" หลินเจาเอ่ยเตือนเด็กๆ
พอเพิ่งดูหนังจบแล้วลุกขึ้นยืนทันที ในหัวยังรู้สึกมึนๆ งงๆ เหมือนกำลังเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ หรือไม่ก็เหมือนดื่มเหล้าปลอมเข้าไป
"ค่า/ครับ!" ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ขานรับพร้อมกันเสียงใสกิ๊ง
"ครับ อาสะใภ้สาม"
"อาสะใภ้สามก็ระวังด้วยนะครับ"
...
ปังปังจำได้ว่าต้าไจ่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ขณะที่ก้มหน้ามองขั้นบันได เขาก็หันไปถาม "ต้าไจ่ ดูหนังจบแล้วนายยังอยากขับเครื่องบินอยู่รึเปล่า"
ในความคิดของเขา การขับเครื่องบินมันดูยากแสนยาก ต้องเรียนรู้อะไรเยอะแยะไปหมด แถมยังต้องแก้ปัญหาอีกสารพัด
ต้าไจ่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทำหน้าขรึมแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าแน่วแน่ "อยาก!"
ปังปังไม่ได้พูดจาบั่นทอนกำลังใจ เขายื่นมือไปตบไหล่น้องชายเบาๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง "พยายามเข้านะ! ฉันเชื่อนายต้องทำได้แน่" เขาหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะเสริม "อีกอย่าง อาสามเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบ้านเรา นายเป็นลูกอาสาม อยากทำอะไรก็ต้องสำเร็จอยู่แล้ว"
ต้าไจ่ย่นจมูกแล้วสวนกลับทันควัน "แม่ของผมต่างหากที่ฉลาดที่สุด"
หลินเจาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหุบยิ้ม แต่ทำยังไงมุมปากมันก็ยกขึ้นอยู่ดี สมแล้วที่เป็นลูกชายสุดที่รักของเธอ ในสายตาของลูก แม่คนนี้เก่งที่สุดเสมอ!
เอ้อร์ไจ่รีบกระโจนเข้ามาร่วมวงสนับสนุนพี่ชายทันที "ใช่! พี่พูดถูก แม่ฉลาดที่สุด พ่อยังต้องฟังแม่เลย!"
ปังปังโดนสายตาของสองพี่น้องจ้องจนรู้สึกขนลุกเกรียว รีบเปลี่ยนคำพูดทันที "ใช่ๆๆ อาสะใภ้สามฉลาดที่สุด อาสะใภ้สามเรียนจบม.ปลายเลยนะ เก่งจะตายไป"
เมื่อได้ยินดังนั้น สองฝาแฝดก็พอใจ ใบหน้าที่เคยขึงขังกลับมามีรอยยิ้มประดับอีกครั้ง
เอ้อร์ไจ่เอียงคอถามแม่ "แม่ครับ เราจะกลับบ้านกันเลยไหม"
หนังเริ่มฉายตอนบ่าย 3 โมงกว่าๆ และมีความยาวไม่ถึง 2 ชั่วโมง ตอนนี้จึงเพิ่งจะ 5 โมงเย็นนิดๆ พระอาทิตย์ยังอยู่สูงปรี๊ด กว่าฟ้าจะมืดก็อีกนาน
หลินเจามองเด็กๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ยังไม่กลับจ้ะ พวกเรานานๆ จะได้เข้าเมืองมาที มีที่ไหนที่อยากไปอีกไหม"
เด็กๆ ที่เหลือไม่คุ้นเคยกับตัวอำเภอเลยสักนิด จึงบอกไม่ถูกว่าอยากจะไปไหนหรือไปที่ไหนได้บ้าง พวกเขาได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก รอให้ใครสักคนเป็นคนเริ่ม
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเอ่ยปาก ต้าสือโถวจึงตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้า "น้าสะใภ้สามครับ ผมอยากไปสถานีรับซื้อของเก่า ได้ไหมครับ"
"ได้สิ" หลินเจาตอบตกลงทันที ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "ทำไมถึงอยากไปที่นั่นล่ะ"
"ผมอยากไปดูว่าที่นั่นพอจะมีหนังสือบ้างไหมครับ" ต้าสือโถวตอบ พ่อของเขาเคยหาหนังสือจากที่นั่นมาให้เขาได้ 2-3 เล่ม เขาชอบมันมาก เลยอยากไปลองเสี่ยงโชคดู
"อืม ปกติแล้วมันก็มีอยู่นะ ไปสิ เดี๋ยวจะพาไปดู" หลินเจาก้มลงอุ้มซื่อไจ่ขึ้นมา ก่อนจะใช้สายตาส่งซิกให้กู้เฉิงหวยอุ้มซานไจ่
กู้เฉิงหวยก้มตัวลง ใช้มือสอดใต้รักแร้ของลูกชายแล้วออกแรงยกเบาๆ ก็อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมานั่งบนบ่าได้อย่างสบายๆ ไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อย เขาจึงรับลูกสาวมาจากมือเธออีกที
"ไปกันเถอะ"
พอไม่ต้องรอเจ้าแฝดที่เดินช้าเป็นเต่าคลาน ความเร็วในการเดินทางก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ไม่ถึง 10 นาทีทุกคนก็มาถึงสถานีรับซื้อของเก่า
คนเยอะขนาดนี้ ทำเอาคุณป้าวัยกลางคนที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่หน้าประตูถึงกับสะดุ้งโหยง
"คุณป้าคะ พวกเราอยากจะขอเข้าไปดูข้างในหน่อย พอจะมีหนังสือที่ยังใช้ได้บ้างไหมคะ" หลินเจาเอ่ยถามพลางยื่นลูกอมนมไปให้ 2-3 เม็ด
คุณป้ารับลูกอมไปเก็บไว้อย่างคล่องแคล่ว แล้วโบกมือ "เข้าไปสิ แต่อย่าไปหยิบของที่ไม่ควรหยิบเข้าล่ะ"
[จบบท]