บทที่ 187: เดี๋ยวสอน (1/2)
ของที่ไม่ควรแตะหมายถึงอะไร เรื่องแบบนี้คนรู้กันดีอยู่แล้ว
หลินเจาขานรับเบาๆ ก่อนจะพาลูกๆ เดินเข้าไปข้างใน
ทว่าข้างในกลับไม่ได้สกปรกรกรุงรังอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันกลับดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยจนน่าประหลาดใจ ใช่แล้ว ต้องใช้คำว่า ‘เป็นระเบียบเรียบร้อย’ ถึงจะถูกต้องที่สุด
เมื่อกวาดตามอง จะเห็นเพิงหลายหลังตั้งเรียงกันเป็นแถว ใต้เพิงเหล่านั้นมีชั้นวางของไม้สูงเลยหัวคนตั้งอยู่ ข้าวของสารพัดอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นหมวดหมู่
เห็นได้ชัดว่าของทั้งหมดนี้ผ่านการคัดแยกมาอย่างพิถีพิถันแล้ว
ต้าสือโถมองปราดเดียวก็เห็นชั้นวางทางขวามือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ
เด็กชายรีบจ้ำอ้าวเข้าไปดูทันที
ปังปังกับเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่รอช้า รีบเดินตามไปสมทบ
มีเพียงหลินเจาที่ไม่ได้ตามเข้าไป เธอยืนรอเงียบๆ อยู่กลางลานพลางเอ่ยขึ้น “ที่นี่ไม่เหมือนที่ฉันคิดไว้เลยนะคะ”
เพราะมีเพื่อนซี้เป็นสายเอนเตอร์เทนช่างเจรจา กู้เฉิงหวยเลยพอจะรู้เรื่องราวต่างๆ มาบ้าง
“เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมี ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ออกมา รัฐบาลจะผูกขาดการซื้อขายสินค้าทุกประเภท รวมถึงของเก่าด้วย”
เขาอธิบายต่อ “การรีไซเคิลของเก่าถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยเสริมวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม การคัดแยกอย่างละเอียดก็เพื่อตอบสนองความต้องการในการผลิตนั่นแหละ”
หลินเจาเหลือบมองสามีด้วยความทึ่ง ไม่ยักรู้ว่าเขาจะสนใจเรื่องพวกนี้ด้วย
สีหน้าของภรรยาเดาง่ายจะตาย ชายหนุ่มเลยรีบเฉลยเสียงนุ่ม “ซุนเย่หลี่เขาเล่าให้ฟังน่ะ”
“อ๋อ เพื่อนที่อยู่หอเดียวกับคุณน่ะเหรอคะ” หลินเจาถามไปอย่างนั้นเอง
“อืม” กู้เฉิงหวยรับคำสั้นๆ
เขาเป็นสามีที่รักภรรยา แต่ก็เป็นผู้ชายที่ขี้หวงมากเหมือนกัน แค่หลินเจาเอ่ยถึงผู้ชายคนอื่น เขาก็เก็บเอามาคิดเล็กคิดน้อยในใจแล้ว
ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีอย่างแนบเนียน
“เหนื่อยไหม ผมไปหาเก้าอี้ให้เอาไหม”
พูดไม่ทันขาดคำก็ทำท่าจะเดินออกไปหาเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่สถานีรีไซเคิล
หลินเจารีบคว้าแขนเขาไว้แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่อยากนั่ง นั่งดูหนังมาตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อยไปทั้งตัวแล้ว ได้ยืนยืดเส้นยืดสายแบบนี้ดีกว่า”
กู้เฉิงหวยกลัวว่าภรรยาสุดที่รักจะหิว เลยชวนต่อ “แล้วหิวไหม ถ้าหิวก็กินขนมเถาสูรองท้องก่อนสักหน่อยดีไหม”
ขนมเถาสูที่ว่าคือของที่หลินเจาเพิ่งซื้อมาจากสหกรณ์ฯ
“ไม่หิวค่ะ กลับไปค่อยกินทีเดียว ที่บ้านมีกระต่ายผัดพริกหม่าล่ารออยู่นะคะ สูตรนี้ฉันบอกพี่สะใภ้ใหญ่ไปหมดเปลือกทุกขั้นตอน ฝีมือทำอาหารของพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่ใช่เล่นๆ รับรองว่าต้องอร่อยแน่” หลินเจาพูดด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
มุมปากของกู้เฉิงหวยยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “คุณชอบกินเนื้อกระต่ายเหรอ”
“ชอบสิคะ ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็ชอบเหมือนกัน” ก็แหม เนื้อกระต่ายที่ได้กินที่บ้านแม่คราวนั้นมันหอมยั่วใจซะขนาดนั้น สองหนุ่มน้อยถึงได้ติดใจจนพร่ำเพ้ออยากจะเจอกระต่ายทุกวี่ทุกวัน
หลินเจาอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง “ตอนที่คุณยังไม่กลับมา มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันพาลูกแฝดกลับบ้านแม่ แล้วได้กินกระต่ายผัดพริกหม่าล่านี่แหละค่ะ หอมจนสองแสบติดใจสุดๆ กลับมาแล้วยังพูดถึงไม่หยุดเลย”
ขณะที่เธอเล่าเจื้อยแจ้ว ดวงตาสีนิลลุ่มลึกของเขาก็จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอไม่ละไปไหน สายตาคู่นั้นทั้งมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
“ไว้วันหลังผมจะไปจับมาให้เยอะๆ เลย” เขาให้คำมั่น
หลินเจาเอื้อมมือไปบีบต้นแขนแกร่งของสามีเบาๆ แล้วยิ้มหวาน “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนสหายกู้แล้วล่ะค่ะ ถึงตอนนั้นฉันจะลงครัวทำเอง รับประกันเลยว่าอร่อยเหาะจนต้องเผลอกลืนลิ้นตัวเองแน่ๆ”
แววตาของกู้เฉิงหวยทอประกายแห่งความคาดหวัง รอยยิ้มประดับเต็มใบหน้าหล่อเหลา
“แค่คุณเป็นคนทำ อะไรๆ ก็อร่อยทั้งนั้นแหละ กระต่ายผัดพริกหม่าล่าต้องอร่อยมากแน่ๆ ผมเริ่มอดใจรอไม่ไหวแล้วนะ ถึงวันนั้นผมจะจัดการเรื่องฆ่ากระต่ายให้เอง แล้วก็เป็นลูกมือช่วยคุณด้วย ผมจะได้ถือโอกาสเรียนรู้ไปในตัว เผื่อวันไหนคุณอยากกินแต่ขี้เกียจทำ ผมจะได้ทำให้คุณกินไง”
เมนูอาหารที่เขาทำเป็นนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ทุกอย่างล้วนเป็นของโปรดของภรรยาทั้งสิ้น
หลินเจาขยับตัวหลบมุมจากสายตาของเด็กๆ แล้วซบศีรษะลงกับแผงอกกว้างของสามี ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ได้สิคะ เดี๋ยวฉันสอนให้”
กู้เฉิงหวยก้มลงมองขวัญบนหัวของภรรยา แขนขวายกขึ้นโอบรอบเอวบางเพื่อให้เธอได้พิงพักอย่างเต็มที่
“เมื่อยเอวไหม” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ
หลินเจาได้ยินความหมายแฝงในคำพูดของเขาก็หน้าร้อนผ่าวทันที เธอยื่นมือไปหยิกเนื้อที่เอวของชายหนุ่ม แต่กล้ามเนื้อหน้าท้องของกู้เฉิงหวยนั้นแข็งแกร่งจนหยิกไม่เข้า
“เงียบไปเลยนะ!”
กู้เฉิงหวยทำหน้าตาไร้เดียงสา ก่อนจะขานรับอย่างตามใจ “…ครับผม”
หลินเจาเมินเขาแล้วหันไปบอกเด็กๆ “ให้เวลาครึ่งชั่วโมงนะ พอหมดเวลาแล้วเราจะกลับบ้านกัน”
“ครับ/ค่ะ!”
เหล่าหนอนหนังสือทั้งเด็กเล็กเด็กโตที่กำลังดำดิ่งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความรู้ ต่างก็รีบเงยหน้าขึ้นมาขานรับ ก่อนจะกลับไปมุ่งมั่นกับการค้นหาสมบัติของตัวเองต่อ
“คุณว่า… ที่นี่พอจะหาของมีค่าเจอได้บ้างไหมคะ” หลินเจาเอียงคอถามกู้เฉิงหวย
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้ว “เช่นอะไรล่ะ”
“ก็… พวกทองคำแท่งอะไรทำนองนั้น”
“…” กู้เฉิงหวยยกมือขึ้นบีบสันจมูก อดขำกับความคิดของเธอไม่ได้
“เป็นไปไม่ได้หรอกน่า” เขาพูดอย่างจนใจ “ต่อให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นคุมอยู่ ที่นี่ก็ไม่มีทางมีทองคำแท่งตกอยู่แน่ๆ”
ไม่มีใครเขาโง่กันหรอกนะ
ของที่ถูกส่งมาที่นี่ไม่รู้ว่าผ่านมือกี่คนต่อกี่คน จะมีของดีอย่างทองคำแท่งหลุดรอดมาได้ยังไงกัน!
ที่จริงหลินเจาเองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เธอแค่บังเอิญนึกถึงในนิยายต้นฉบับ ที่ลู่เป่าเจินเจอนั่นเจอนี่อยู่เรื่อย ทั้งแจกันลายคราม ทองคำแท่ง แล้วก็ภาพเขียน เลยแอบหวังว่าอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ้าง
“นั่นสินะคะ”
ไม่รู้ว่ากู้เฉิงหวยไปได้ยินความผิดหวังจากน้ำเสียงของเธอได้ยังไง เขาจึงเอื้อมมือไปลูบผมภรรยาเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่นให้ “ถ้าคุณชอบทองคำแท่ง ผมจะหาทางไปเอามาให้เอง อย่ามัวแต่คิดเรื่องลาภลอยเลย”
นี่มันที่ไหนกัน สถานีรับซื้อของเก่านะ
มีแต่ขยะทั้งนั้น!
“ลองคิดดูสิ ขนาดฝาหม้อเก่าๆ ที่บ้านพังจนใช้การไม่ได้แล้ว แม่ยังเสียดายไม่ยอมเอามาขายเลย แล้วที่สถานีรีไซเคิลแบบนี้จะมีของดีๆ ที่ไหนกัน”
ของที่มีค่าที่สุดก็คงจะเป็นกองหนังสือพวกนี้แหละ
แต่ถึงจะเป็นหนังสือ ก็ยังต้องคัดแล้วคัดอีก ถึงจะได้เล่มที่มีประโยชน์จริงๆ
“ฉันมีค่ะ” หลินเจาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
กู้เฉิงหวยใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียว ดวงตาของเขาก็ฉายแววเข้าใจในทันที “คุณพ่อให้มาเหรอ”
“ค่ะ”
สุภาพบุรุษตัวจริงย่อมไม่คิดโลภสมบัติของภรรยา กู้เฉิงหวยยิ้มกว้าง “เก็บไว้ดีๆ ล่ะ”
แล้วเขาก็พูดต่อ “ไว้วันข้างหน้า ผมก็จะหามาให้คุณเหมือนกัน”
หลินเจาไม่เคยสงสัยในคำพูดของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้ชายคนนี้ทุ่มเทให้เธอได้ทุกอย่างจริงๆ
“ได้สิคะ”
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง
ตรงหน้าของหลินเจากับกู้เฉิงหวยปรากฏกองหนังสือขนาดมหึมา 2 กอง นับคร่าวๆ แล้วน่าจะเกิน 20 เล่ม
ต้าสือโถรู้สึกเกรงใจจนทำอะไรไม่ถูก กำลังจะอ้าปากพูด หลินเจาก็ชิงถามขึ้นก่อน “มีแค่นี้เองเหรอ”
ปังปังรีบตอบ “เอาเท่านี้ก่อนครับ เยอะกว่านี้พวกเราแบกไม่ไหว”
พอได้ยินแบบนั้น หลินเจาก็รู้ทันทีว่ายังมีหนังสืออีกเพียบที่เด็กๆ อยากได้
นานๆ จะมีโอกาสมาสักที เธอจึงโบกมืออย่างใจป้ำ “อยากได้เล่มไหนก็เอามาให้หมดเลย มีฉันกับอาสามของพวกเธออยู่ทั้งคน สบายมากน่า”
ดวงตาของเด็กๆ ลุกวาวเป็นประกาย ก่อนจะรีบหันขวับวิ่งกลับไปที่ชั้นหนังสือทันที
แม้แต่ฝาแฝดชายหญิงก็ยังช่วยกันขนหนังสือ สองจิ๋วหัวเราะร่าจนเห็นฟันน้ำนมซี่เล็กๆ ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ
หลินเจานั่งยองๆ ลงดูหนังสือที่วางอยู่บนพื้น
มีทั้งหนังสือวิศวกรรมเครื่องกล ตำราการแพทย์ ต้นฉบับลายมือและจดหมายของบุคคลที่มีชื่อเสียง… เด็กพวกนี้ตาถึงกันจริงๆ เลือกแต่ของมีประโยชน์ทั้งนั้น
“ว้าว มีสมุดคัดลายมือด้วยนี่ เป็นอักษรเสมอกึ่งบรรจง ลายมือสวยแปลกตาดีจัง คุณเป็นคนบอกพวกเขาใช่ไหมคะว่าให้เลือกหนังสือแบบไหน” หลินเจาเงยหน้าขึ้นสบตากู้เฉิงหวย
จากมุมมองของกู้เฉิงหวย แม้ภรรยาจะนั่งยองๆ อยู่บนพื้น เธอก็ยังดูตัวเล็กน่ารักในสายตาเขาอยู่ดี รอยยิ้มของเธอนั้นงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
เขานั่งยองๆ ลงตาม เพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับเธอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ก็แค่บอกไปนิดหน่อยน่ะ”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นไปรวบรวมหนังสือกองโต แล้วเดินไปเรียกเจ้าหน้าที่
ระหว่างนั้นเอง พวกเด็กๆ ก็ยังคงทยอยขนหนังสือมาเพิ่มอีก
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่สัปหงกอยู่หน้าประตูเดินเข้ามา พอเห็นว่าพวกเขาเลือกหนังสือออกมากองใหญ่ขนาดนั้นก็ถึงกับยืนอึ้ง
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
ไม่ว่าจะได้อะไรมาก็ตาม แต่ซ่งอวิ๋นจิ่นก็รับน้ำใจนั้นไว้ด้วยความยินดี แถมยังตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ เขาโบกมือให้ครอบครัวกู้ แล้วเดินจากไปอย่างเท่ๆ