บทที่ 195: โต้กลับ(1/2)
พรึ่บ!
สายตาคมกริบดุจใบมีดจับจ้องมาที่ร่างของหลิวชุนหง ชายวัยกลางคนก้าวเข้ามาหาเธอด้วยจังหวะเนิบนาบไม่เร่งรีบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้หัวใจของคนมองเต้นระรัวอย่างน่าหวาดหวั่น
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ม่านที่ประตูสหกรณ์การค้าและการตลาดก็ไหวสะบัด ปรากฏร่างของชายชราคนหนึ่งซึ่งมีผิวคล้ำกร้านและดูเหนื่อยล้าอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุภายในร้านจึงตั้งใจจะแอบย่องออกไปเงียบๆ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเปลี่ยนใจ เขาค่อยๆ ขยับตัวไปหลบอยู่ที่มุมห้องอย่างเงียบเชียบ ทำตัวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผนัง
“หลักฐานล่ะ?”
น้ำเสียงและแววตาของชายคนนั้นเย็นเยียบจนหลิวชุนหงใจสั่นสะท้านและเผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว แต่ในเมื่อตัดสินใจทำลงไปแล้วก็ไม่มีทางหันกลับ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่นเพื่อข่มใจที่เต้นรัวไม่เป็นส่ำ ก่อนจะหันไปเปิดตู้เก็บของของตัวเองแล้วหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา
“นี่คือบัญชีที่ฉันทำเองค่ะ ทุกอย่างบันทึกไว้ชัดเจนในนี้หมดแล้ว หลินเจาโกงจำนวนไข่ที่ชาวบ้านเอามาส่ง ลดเกรดไข่ดีให้เป็นไข่เกรดรองเพื่อยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เป็นการทำลายผลประโยชน์ของส่วนรวมเพื่อสนองความโลภของตัวเองแท้ๆ”
หลิวชุนหงชูสมุดในมือขึ้นสูง ทำทีเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ
“หัวหน้าหน่วยคะ คนที่เป็นเหมือนปลวกมอดคอยกัดกินองค์กรแบบนี้ เราต้องกำจัดทิ้งสถานเดียวค่ะ”
หลินเจาเห็นท่าทางนั้นแล้วแทบจะหลุดหัวเราะออกมา เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนเราจะโง่เง่าได้ถึงเพียงนี้ คนที่ทำเรื่องเลวร้ายทั้งหมดคือตัวหลิวชุนหงเองแท้ๆ แต่กลับกล้าโยนความผิดให้คนอื่นหน้าตาเฉย ช่างเป็นคนที่ใจกล้าหน้าด้านจนน่าทึ่งจริงๆ ดูท่าแล้วคงจะรีบร้อนอยากไปสู่ความตายเต็มแก่
บังเอิญเหลือเกินที่เธอเองก็มีสมุดบัญชีอยู่กับตัวเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น นอกจากบัญชีแล้ว เธอยังมีพยานบุคคลอีกด้วย
หลินเจาเหลือบสายตาไปที่คุณลุงที่กำลังยืนตัวลีบอยู่มุมห้อง มุมปากของเธอกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกกังวลในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสงบนิ่ง เธอไม่รีบร้อนที่จะแก้ต่างให้ตัวเองในทันที
ในเมื่ออยากเล่น ก็ต้องปล่อยให้พายุโหมกระหน่ำให้รุนแรงที่สุดเสียก่อน!
หัวหน้าเจียงที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เห็นรอยยิ้มของหลินเจาแวบหนึ่ง ก็รู้สึกวางใจลงอย่างน่าประหลาดใจ สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันไปมองสถานการณ์ด้วยความสบายใจ
ทางด้านหลี่เฟิน เมื่อเห็นหลิวชุนหงหยิบสมุดบัญชีออกมา สีหน้าของเธอก็ทะมึนลงทันที เธอรีบกระซิบกับหลินเจาว่า “คนที่แจ้งเรื่องต้องเป็นหลิวชุนหงแน่ๆ ดูสิ เตรียมการมาพร้อมเลยนะ”
“เมื่อก่อนฉันก็แค่รู้สึกว่าคนนี้น่าจะคบไม่ได้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะร้ายกาจได้ขนาดนี้ ขนาดเพื่อนร่วมงานที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันยังทำกันได้ลงคอ คนแบบนี้น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ!”
หวังจวีที่ยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง เธอเคยเห็นคนในบ้านพักถูกเจ้าหน้าที่มาพาตัวไปต่อหน้าต่อตา และจนป่านนี้ก็ยังไม่ถูกปล่อยตัวกลับมาเลย เธอไม่เข้าใจความคิดของคนพวกนี้เลยจริงๆ
หลินเจายังคงนิ่งเงียบ
จิตใจของมนุษย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตจะต้องมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นอีกมากมายนับไม่ถ้วน
หลี่เฟินเห็นเพื่อนเงียบไปก็นึกว่าเธอเครียดจนทำอะไรไม่ถูก ใครบ้างที่ถูกปรักปรำแล้วจะยังอารมณ์ดีอยู่ได้
“เจาเจา ไม่มีใครเชื่อคำพูดของยัยนั่นหรอก เรื่องแบบนี้ต้องใช้หลักฐานพิสูจน์กัน เธอถูกคนชั่วใส่ร้าย เดี๋ยวหน่วยสืบสวนเขาก็ต้องตรวจสอบจนเจอความจริงเองนั่นแหละ ต่อให้ไม่เจอจริงๆ เราก็ร้องเรียนขึ้นไปเบื้องบนได้อีก ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเธอถูกจับตัวไปจริงๆ ล่ะก็ ฉันจะรีบไปส่งข่าวให้สามีเธอที่กองพลการผลิตเฟิงโซวทันทีเลย สามีของเธอเป็นทหารที่ปกป้องประเทศ เป็นคนในกองทัพ ยังไงก็ต้องมีช่องทางให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว”
หลี่เฟินตั้งใจพูดปลอบใจหลินเจาด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้เจ้าหน้าที่สืบสวนทุกคนได้ยิน เธอไม่สนใจหรอกว่าคนพวกนี้จะเป็นใครมาจากไหน แต่พวกเขาต้องทำงานตามกฎหมาย จะมาใส่ร้ายคนดีๆ ตามอำเภอใจไม่ได้
เจ้าหน้าที่ในหน่วยสืบสวนหลายคนมีสีหน้าไม่พอใจ พวกเขามองหลี่เฟินเป็นตาเดียวกัน นี่เห็นพวกเขาเป็นตัวอะไร เป็นอสูรร้ายที่จ้องจะจับคนบริสุทธิ์หรือยังไง การทำงานของพวกเขาก็ต้องอิงตามหลักฐานอยู่แล้ว!
ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยทำเป็นไม่สนใจคำพูดของหลี่เฟิน เขาพลิกดูสมุดบัญชีในมืออย่างรวดเร็ว ก็เห็นความผิดปกติของตัวเลขและราคาได้อย่างชัดเจน
เขาเดินตรงเข้าไปหาหลินเจาแล้วยื่นสมุดเล่มนั้นให้
“สำหรับบันทึกในสมุดเล่มนี้ คุณมีอะไรจะชี้แจงไหม?”
หลินเจารับสมุดมา เธอใช้นิ้วพลิกดูหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วจนจบเล่ม ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ในนั้นมีแต่การบันทึกข้อมูลเท็จที่ระบุว่าในวันเดือนปีต่างๆ เธอซึ่งเป็นผู้รับซื้อไข่ได้จงใจลดเกรดไข่เพื่อยักยอกเงินส่วนต่างเข้ากระเป๋าตัวเอง
“บังเอิญจังเลยนะคะ ฉันเองก็มีบัญชีเหมือนกัน” หลินเจาเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่สายตาที่กวาดผ่านร่างของหลิวชุนหงกลับเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน
“และฉันไม่ได้มีแค่บัญชี แต่ยังมีพยานด้วยค่ะ”
พูดจบเธอก็หันกลับไปที่เคาน์เตอร์ของตัวเอง แล้วหยิบสมุดบันทึกส่วนตัวออกมา โชคดีจริงๆ ที่เธอเป็นคนรอบคอบคิดเผื่อไว้เสมอ เพราะการออกมาทำงานตัวคนเดียวนอกบ้าน การจะถูกใครโยนความผิดให้นั้นมันง่ายแสนง่าย
“เชิญหัวหน้าตรวจสอบได้เลยค่ะ” หลินเจายื่นสมุดบันทึกส่งให้เจ้าหน้าที่ พร้อมกับอธิบายอย่างใจเย็น “ฉันเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน สมุดเล่มนี้เลยยังไม่หนาเท่าไหร่ แต่ฉันมั่นใจว่าทุกรายการที่ขายออกไปและเงินที่รับเข้ามาในแต่ละวัน ฉันจดบันทึกไว้อย่างชัดเจนที่สุดค่ะ”
“ส่วนบัญชีฉบับนี้” นิ้วเรียวของเธอแตะลงบนสมุดของหลิวชุนหงเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้ม “ฉันไม่ขอรับรองค่ะ”
สถานการณ์ที่พลิกผันทำให้หลิวชุนหงเริ่มมีอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลินเจาจะเตรียมการรับมือไว้แบบนี้
ยังไม่ทันที่เธอจะได้แก้ตัว หวังจวีที่ยืนอยู่ข้างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้หลินเจาก็เปรยขึ้นลอยๆ “เอ… ถ้าอย่างนั้น บัญชีของสหายหลิวนี่… คงเป็นของปลอมสินะคะ”
“แล้วทำไมต้องปลอมแปลงด้วยล่ะ…?” หวังจวีแสร้งทำเป็นสงสัย “ฉันว่ามันมีอยู่สองอย่าง ไม่จงใจใส่ร้ายป้ายสี ก็คงเป็นเพราะเรื่องทั้งหมดนี้… คุณเป็นคนทำเองใช่หรือเปล่า”
หลี่เฟินเหลือบมองหวังจวีอย่างชื่นชม ก่อนจะโพล่งขึ้นมาเสียงดังฟังชัด “ฉันว่าบันทึกนั่นมันละเอียดเกินไปด้วยซ้ำนะ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางคิดเรื่องแบบนี้ออกหรอก สหายหลิว ตกลงว่าคุณไม่ได้ทำเรื่องนี้เองจริงๆ น่ะเหรอ”
เธอไม่ได้ตาบอด หูหนวก ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เธอรู้ดีว่าหลิวชุนหงแอบทำเรื่องสกปรกไว้มากมายแค่ไหน แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นพนักงานอาวุโส แถมสมุห์บัญชีก็ยังเป็นพวกเดียวกันอีก งานรับซื้อไข่ไก่และของสดอื่นๆ จึงถูกหลิวชุนหงผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ทำให้ไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมามัดตัวได้เลย
จนกระทั่งการมาของพนักงานใหม่อย่างหลินเจา กำแพงที่เคยแข็งแกร่งจึงได้เริ่มมีรอยร้าว
การกำจัดหนอนบ่อนไส้คือหน้าที่ของทุกคน และวันนี้คือวันที่เธอจะต้องจัดการผู้หญิงคนนี้ให้สิ้นซาก!
หลิวชุนหงโกรธจนตาแดงก่ำ “เธออย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!”
“ฉันพูดเหลวไหลหรือเปล่า เธอนั่นแหละที่รู้ดีแก่ใจ!” หลี่เฟินเชิดหน้าขึ้นสบตาอย่างไม่เกรงกลัว
“ฉันเองก็เป็นพนักงานเก่าแก่ของที่นี่เหมือนกัน ตั้งแต่ฉันเข้ามาทำงานวันแรก งานรับซื้อไข่และผลผลิตการเกษตรก็เป็นหน้าที่ของเธอมาตลอด ไม่เคยมีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลย ขนาดแค่เสนอตัวเข้าไปช่วย เธอยังมองด้วยสายตาระแวง”
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเบื้องหลังมันจะไม่มีเรื่องตุกติก”
“ฉันรู้สึกมานานแล้วว่าเธอมีลับลมคมใน ในใจมีแต่แผนการชั่วๆ”
คำพูดของหลี่เฟินแทงใจดำจนหลิวชุนหงโกรธจนตัวสั่น เธอผลักไหล่หลี่เฟินอย่างแรง ก่อนจะแผดเสียงแหลมออกมา “ใครกันแน่ที่มีลับลมคมใน ใครกันแน่ที่ใจคิดแต่เรื่องชั่วร้าย! ดีแต่ขยับปากพล่อยๆ สาดโคลนใส่คนอื่น ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่ามาพูดมั่วซั่ว!”
หลี่เฟินยกมือเท้าสะเอว ก่อนจะตะโกนกลับด้วยเสียงที่ดังกว่า “แล้วเธอมีหลักฐานหรือไงยะ! ที่เธอแจ้งจับสหายหลินน่ะมีหลักฐานอะไร ก็อีแค่สมุดบัญชีที่เธอแอบทำขึ้นมาเองนั่นน่ะเหรอ ใครจะไปรู้ว่าเธอไม่ได้กุเรื่องเขียนขึ้นมาเองทั้งหมด!”
“กล้าแจ้งจับเพื่อนร่วมงานส่งเดชแบบนี้ เธอนี่มันน่ากลัวจริงๆ จิตใจมืดดำไม่ไหวแล้ว!”
เธอตอกกลับอย่างหนักแน่น พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม
“ฉันจะเขียนมั่วได้ยังไง ในนั้นมีลายเซ็นของสมุห์บัญชีกำกับอยู่ด้วยนะ!” หลิวชุนหงเถียงข้างๆ คูๆ
แต่หลี่เฟินรู้ทัน เธอสวนกลับทันควัน “ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าสมุห์บัญชีน่ะเป็นหลานชายแท้ๆ ของเธอ!”
หลินเจา: “…”
ทำไมเธอที่เป็นเจ้าทุกข์ถึงรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนนอกไปได้ล่ะเนี่ย
กลุ่มเจ้าหน้าที่สืบสวนมองดูการปะทะคารมของหญิงทั้งสองด้วยสีหน้าครุ่นคิด บางครั้งความจริงก็ถูกเปิดเผยออกมาจากการทะเลาะกันแบบนี้เอง
หัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นชายวัยกลางคนได้อ่านบันทึกของหลินเจาจนจบแล้ว ในใจของเขาก็พอจะเห็นภาพความจริงทั้งหมด เขาจึงเอ่ยปากขึ้นมาเพื่อตัดบท “สมุห์บัญชีอยู่ที่ไหน ไปเรียกตัวมา!”
การจะตัดสินคดีความได้ หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด
หัวหน้าเจียงพยักหน้าส่งสัญญาณให้หลี่เฟิน เธอจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปยิ้มให้หลิวชุนหง แล้วเดินออกไปตามคน
อย่าได้หาว่าเธอแล้งน้ำใจเพื่อนร่วมงานเลย ตอนที่เธอเข้ามาทำงานใหม่ๆ หลิวชุนหงก็ใช้อำนาจที่ตัวเองมาทำงานก่อนและมีเส้นสายดีกว่าโยนงานของตัวเองมาให้เธอทำสารพัด แถมหัวหน้าคนก่อนก็ยังเข้าข้างหลิวชุนหง ทำให้เธอต้องทนทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองอยู่เสียนาน จนกระทั่งหัวหน้าคนนั้นถูกย้ายออกไป ชีวิตการทำงานของเธอถึงได้ดีขึ้น
ในโลกของผู้ใหญ่ จะมีใครบ้างที่ไม่ผูกใจเจ็บ เมื่อเห็นคนที่เคยรังแกตัวเองกำลังจะพบกับความวิบัติ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปเหยียบซ้ำ การทำเรื่องโง่ๆ อย่างการยอมสงบศึกแต่โดยดี หลี่เฟินไม่มีทางทำเด็ดขาด
หลิวชุนหงกำหมัดแน่น พยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ เธอบอกตัวเองว่าเรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว ไม่เป็นไรหรอก อย่าขวัญอ่อนไปหน่อยเลย
สมุห์บัญชีหลิวเดินออกมาจากห้องทำงานด้านใน เขาชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนหน้าแปลกยืนอยู่เต็มร้าน แม้กระทั่งหัวหน้าเจียงก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย บรรยากาศที่หนักอึ้งจนน่าอึดอัดทำให้เขารู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
สมุห์บัญชีหลิวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เขาเหลือบมองไปทางป้าของตัวเองอย่างแนบเนียน หวังจะอ่านสถานการณ์จากสีหน้าของหลิวชุนหง แต่แล้วหลินเจาก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ยืนบังสายตาของเขาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะพอดี
เธอยิ้มให้เขาจนเห็นฟันขาวเรียงสวย
“ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาขนาดนี้แล้ว อย่าคิดจะส่งซิกอะไรกันเลยดีกว่าค่ะ”
ใบหน้าของสมุห์บัญชีหลิวทะมึนขึ้นมาทันที ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมป้าของเขาถึงได้สาปแช่งผู้หญิงคนนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แสบสันไม่เบาเลยนะ
“เปล่านะครับ คุณคิดมากไปแล้ว” เขายิ้มแห้งๆ พยายามแก้ตัว ก่อนจะเมินหลินเจาแล้วหันไปหาหัวหน้าเจียง “หัวหน้าครับ ท่านเรียกผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ”
หัวหน้าเจียงไม่ตอบ แต่พยักพเยิดไปยังชายท่าทางน่าเกรงขามที่สุดในกลุ่ม
สมุห์บัญชีหลิวกัดฟันกรอด หันไปเผชิญหน้ากับชายคนนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ท่าน… เรียกผมเหรอครับ”
ทันทีที่เขาพูดจบ สมุดเล่มหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า
“ดูซะ” ชายคนนั้นสั่งเสียงเรียบ
สมุห์บัญชีหลิวก้มหน้าลงเปิดดู เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่าหลี่เฟินก็ไม่มีทางใจดีพอที่จะบอกใบ้ให้ เขาสันนิษฐานว่าทุกอย่างคงเป็นไปตามแผนที่ป้าของเขาวางไว้
“ข้อมูลในบัญชีถูกต้องครับ มีคนยักยอกเงินทอนไปจริงๆ”
หลี่เฟินแค่นหัวเราะ ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาทันควัน “คนที่ยักยอกเงินน่ะคือหลิวชุนหง ส่วนแกน่ะ…”
นิ้วของเธอแทบจะชี้ไปที่ปลายจมูกของสมุห์บัญชีหนุ่ม “ก็คือผู้สมรู้ร่วมคิด!”
หลินเจายกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าคนที่กำลังถูกกล่าวหาไม่ใช่เธอ เธอยังพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่เฟิน แล้วเสริมขึ้นมาว่า “ใช่แล้วค่ะ ว่ากันตามตรงก็ทำมาหลายปีแล้วล่ะ!”
ใบหน้าของสมุห์บัญชีหลิวพลันซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มขมับ “พูด… พูดจาเหลวไหล! พวกเราไม่ได้ทำนะ…”
“ได้ทำหรือไม่ได้ทำ” หลินเจาพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เดี๋ยวให้สหายจากหน่วยสืบสวนเขาตรวจสอบก็รู้เองแหละค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนนะคะ พวกเรามารอฟังผลไปพร้อมๆ กัน”
คำพูดของเธอดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับคนที่มีความผิดติดตัวอย่างสมุห์บัญชีหลิว มันกลับเป็นคำขู่ที่น่าหวาดหวั่นที่สุด มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้