บทที่ 201: นัดดูตัว (1/2)
หลินเจาอธิบายพลางยื่นของในมือให้ “เอาไปบดเป็นผงแล้วชงกับน้ำผึ้งนะคะพี่ ของนี่ดีต่อสุขภาพของคุณพ่อมากเลย”
หลินซื่อชางผู้เป็นพี่ชายคนโตนั้นเป็นคนซื่อๆ อยู่แล้ว น้องสาวว่าอย่างไรเขาก็เชื่อและทำตามนั้นโดยไม่คิดจะซักไซ้ให้มากความ เขาพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “ได้เลย เดี๋ยวพี่จะเอาไปบอกพ่อเอง”
ทว่าหลินซื่อเซิ่งกลับยังรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้พ่อร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่เพราะตั้งแต่จำความได้พ่อของเขาก็มีสุขภาพแบบนี้มาตลอด ยาดีๆ อย่างเห็ดหลินจือก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นเลยสักนิด
“เจาเจา แล้วของนี่มันเชื่อถือได้แน่นะ ไปเอามาจากไหนกัน” เขากลัวว่าน้องสาวจะโดนใครเขาหลอกเอา
แน่นอนว่าหลินเจาไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดได้ เธอจึงเลือกตอบเท่าที่ตอบได้ “เชื่อถือได้สิคะ พี่รองไม่ต้องห่วง นั่นพ่อแท้ๆ ของฉันนะคะ ฉันไม่ทำร้ายพ่อหรอก”
หลินซื่อเซิ่งได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ไม่ได้กลัวว่าเธอจะทำร้ายพ่อหรอกน่า แต่กลัวว่าเธอจะโดนคนอื่นหลอกเอาต่างหาก”
“พี่รองไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ไม่มีใครหลอกฉันได้ง่ายๆ หรอกน่า” หลินเจาพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันไปกำชับกับหลินซื่อชางอีกครั้ง “พี่ใหญ่คะ ของนี่มีแค่ชิ้นเดียวนะ อย่าทำหายล่ะ ส่วนน้ำผึ้งอยู่ในกระเป๋า ของที่เหลือก็เอาไปแบ่งให้พวกหลานๆ นะคะ”
หลินซื่อชางรับคำอย่างไม่เกรงใจ “ได้เลย”
หลินเจาเดินไปส่งพี่ชายทั้งสองคนที่หน้าประตู แต่แล้วก็นึกถึงเรื่องที่ได้คุยกับหลี่เฟินไว้ขึ้นมา เธอจึงรีบเดินตามไปแล้วพูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่คะ แล้วก็เรื่องของพี่หยวนเซียง...”
คำพูดของเธอทำให้สองพี่น้องตระกูลหลินต้องหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างปิดไม่มิด
“เรื่องไปถึงไหนแล้วล่ะ” หลินซื่อเซิ่งเป็นฝ่ายอดรนทนไม่ไหวถามขึ้นก่อน
หลินเจาระบายยิ้มกว้างออกมา ดวงตาสดใสของเธอเปล่งประกายแห่งความยินดี “เรียบร้อยแล้วค่ะ นัดดูตัวกันวันมะรืนนี้นะคะ”
“พี่ใหญ่ พี่รอง กลับไปถึงแล้วก็อย่าลืมบอกพี่หยวนเซียงด้วยล่ะ”
หลินซื่อชางรู้สึกว่านี่เป็นข่าวดี รอยยิ้มบนใบหน้าคมเข้มสีน้ำผึ้งของเขาจึงกว้างขึ้นกว่าเดิม “ไม่ลืมแน่นอน”
หลินซื่อชางที่หน้าตาคมคายสมส่วน ยิ่งเวลายิ้มก็ยิ่งดูดีมีเสน่ห์ เขาเป็นคนหน้าตาดีเหมือนแม่ไม่ผิดเพี้ยน แถมยังตัวสูงใหญ่ดูพึ่งพาได้ สมัยหนุ่มๆ เขาเลยเนื้อหอมไม่ใช่เล่น ไม่ใช่แค่ในหมู่สาวๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นที่หมายปองของบรรดาป้าๆ ในกองพลการผลิตที่อยากจะได้เขาไปเป็นลูกเขยอีกด้วย
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเขาจะแอบไปคบหาดูใจกับสาวที่ตัวเองชอบเงียบๆ แล้วพออายุถึงเกณฑ์ก็แต่งงานทันที ทำเอาสาวๆ อกหักกันเป็นแถว
หลินซื่อเซิ่งขี่จักรยานโดยมีพี่ชายนั่งซ้อนท้ายกลับไปยังกองพลการผลิตตงเฟิงอย่างอารมณ์ดี
พอทั้งสองคนมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็เจอกับเด็กๆ บ้านหลินที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่
ทันทีที่หลินสี่เป่าเหลือบไปเห็นจักรยาน ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างเป็นประกายวิบวับสดใส เธออกตัววิ่งสุดฝีเท้าตรงมาหาพวกเขา ผมเปียสองข้างแกว่งไกวไปมาอย่างร่าเริง
“พ่อคะ อารอง กลับมากันแล้วเหรอคะ”
รอยยิ้มของลูกสาวทำให้ความเหนื่อยล้าของหลินซื่อชางมลายหายไปสิ้น
ไม่นานนัก ต้าตั้นและเด็กคนอื่นๆ ก็วิ่งตามกันมาสมทบ
เด็กผู้ชายตัวแสบทั้งหลายต่างพากันจ้องเขม็งไปที่ถุงผ้าในมือของหลินซื่อเซิ่งด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับลูกสุนัขเจอประดูกชิ้นโต
อาเล็กให้ของดีๆ มาอีกแล้วแน่ๆ
สายตาที่ร้อนแรงของหลานๆ ทำเอาหลินซื่อเซิ่งต้องกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้
เขาหยิบของที่น้องสาวตั้งใจให้พ่อโดยเฉพาะออกมาเก็บไว้ ก่อนจะยื่นถุงที่เหลือให้ต้าตั้น
“อาเล็กของพวกเธอให้มา ต้าตั้น นายเป็นคนจัดการแบ่งนะ”
ต้าตั้นรับถุงมาด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มปริ
เขาโบกมืออย่างวางมาดหัวโจก แล้วพาน้องๆ เดินกลับเข้าหมู่บ้านไป
เมื่อกลับมาถึงในหมู่บ้าน สองพี่น้องจงใจเดินเอื่อยๆ อ้อมไปยังบริเวณที่มีคนจับกลุ่มคุยกันอยู่เยอะที่สุดราวกับกำลังเดินเล่นชมวิว
แต่ในรอบแรกที่เดินผ่าน กลุ่มป้าๆ ที่กำลังเมาท์มอยกันอย่างออกรสกลับไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ต้าตั้นและเอ้อร์ตั้นสบตากันอย่างมีความหมาย ก่อนจะพากันถอยหลังกลับไปเงียบๆ
จากนั้นต้าตั้นก็ล้วงหยิบเค้กไข้ออกมาจากถุงผ้า แบ่งครึ่งกับเอ้อร์ตั้นคนละชิ้น
แล้วสองพี่น้องก็เดินกลับไปที่กลุ่มคนนั้นอีกครั้ง
คราวนี้เอ้อร์ตั้นแกล้งตะโกนเสียงดังฟังชัด “พี่ใหญ่ เค้กไข่นี่อร่อยสุดยอดไปเลย”
“ก็แน่ล่ะสิ” ต้าตั้นงับเค้กไข่ไปอีกคำใหญ่ ก่อนจะพูดสนับสนุนพี่ชายด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ทั้งหวานทั้งนุ่ม หอมอร่อยขนาดนี้ นี่ต้องทำมาจากไข่กับน้ำตาลแน่ๆ ของดีๆ ทั้งนั้น ยังไงก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว” อันที่จริงเขาเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันทำมาจากอะไร แต่เดาว่ามีไข่กับน้ำตาลเป็นส่วนผสมไว้ก่อนย่อมไม่ผิดแน่ ก็กลิ่นมันหอมหวานซะขนาดนี้
เสียงเจื้อยแจ้วของสองพี่น้องดังขนาดนี้ มีหรือที่กลุ่มป้าๆ ซึ่งไม่ได้หูหนวกจะไม่ได้ยิน พวกเธอพากันหันขวับมามองเป็นตาเดียวกัน แล้วก็เห็นว่าในมือของต้าตั้นมีถุงผ้าใบใหญ่ที่อัดแน่นจนตุง ไม่รู้เลยว่าข้างในมีของดีๆ อยู่มากมายขนาดไหน แถมสองพี่น้องยังกำลังกินอะไรบางอย่างกันอย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นหอมหวานที่ลอยมาตามลมนั้นช่างยั่วน้ำลายเสียจริง
“ต้าตั้นเอ๊ย...” ในที่สุดก็มีคนหนึ่งทนไม่ไหวเอ่ยปากเรียกขึ้นมา
ต้าตั้นแสร้งทำเป็นเพิ่งสังเกตเห็นพวกเธอ ก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “โอ๊ย แย่จริง ผมนี่สายตาไม่ดีเลย ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าพวกป้าๆ นั่งกันอยู่ตรงนี้”
เอ้อร์ตั้นรีบผสมโรงทันที “ใช่เลยครับ ไม่ทันได้มองเลย”
บรรดาป้าๆ ทั้งหลาย “…”
คนตัวเป็นๆ นั่งอยู่ตรงนี้ตั้งหลายคน แต่เจ้าเด็กสองคนนี้กลับ ‘ไม่ทันสังเกต’ เห็นทีว่าสายตาคงจะไม่ดีจริงๆ สงสัยต้องไปหาแว่นแบบที่พวกปัญญาชนเขาใส่กันมาให้เสียแล้วกระมัง
เอ้อร์ตั้นค่อยๆ ละเลียดเค้กไข่คำเล็กๆ พลางหรี่ตาลงอย่างมีความสุข
“นั่นกินอะไรกันอยู่น่ะ” หญิงคนเดิมอดรนทนไม่ไหวต้องถามต่อ
พอได้ยินคำถาม ต้าตั้นก็ยืดอกจนตัวตรง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความโอ้อวดอย่างปิดไม่มิด “อะไรเหรอครับป้า ป้าถามว่านี่คืออะไรน่ะเหรอครับ ก็ของกินน่ะสิครับ แล้วมันจะเป็นอะไรได้อีกล่ะ ส่วนป้าถามว่ามาจากไหนเหรอ แหม ในกองพลการผลิตของเราไม่มีของแบบนี้หรอกครับ แน่นอนว่าต้องเป็นอาเล็กของผมที่เป็นพนักงานขายในสหกรณ์ส่งมาให้สิครับ”
“…” ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกที่โดนอวดใส่ซึ่งๆ หน้า
หญิงคนที่เอ่ยปากคนแรกฝืนยิ้มออกมา “นี่ต้าตั้น ยังเก็บเรื่องนั้นมาคิดเล็กคิดน้อยอยู่อีกเหรอ พวกป้าก็แค่คุยกันเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ทำไมต้องเก็บไปใส่ใจด้วยล่ะ”
เรื่องที่ว่า ‘คุยกันเล่นๆ’ ก็คือเรื่องที่พวกเธอนินทาหลินเจาลับหลังว่าไม่ต้องกลับบ้านแม่ก็ยังได้ของดีๆ มาใช้
ต้าตั้นแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ พลางฉีกยิ้มตอบ “เปล่านี่ครับ ผมลืมไปหมดแล้ว”
แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาสักคน
ถ้าลืมไปแล้วจริงๆ จะมาเดินอวดเย้ยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ทำไม การมาอวดต่อหน้าพวกเธอก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่ร้ายกว่าคือการจงใจไปยั่วให้ลูกๆ ของพวกเธออิจฉาจนร้องไห้งอแงอยากได้บ้างไม่เว้นวัน นี่ถ้าไม่เรียกว่าเจ้าคิดเจ้าแค้นแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก
เด็กบ้านหลินนี่เจ้าเล่ห์แสนกลจริงๆ
“ก็ได้ๆ ป้ายอมรับว่าพูดผิดไปเอง อาเล็กของพวกเธอน่ะเป็นคนดี พอใจรึยังล่ะ” ในที่สุดหญิงคนนั้นก็ยอมอ่อนข้อให้ เมื่อเหลือบไปเห็นถุงผ้าใบใหญ่ในมือของต้าตั้น
เธอไม่อยากจะต้องมาทนฟังลูกๆ ร้องไห้กระจองอแงไปอีกหลายวัน
ต้าตั้นรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉย “อาเล็กของผมเป็นคนดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วต่างหากล่ะครับ”
พูดจบ เขาก็พาน้องชายเดินกลับบ้านไปอย่างผู้ชนะ
ขณะเดียวกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง
สี่เป่า หลินเซวียน และหลินเจิง ก็กำลังถูกเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านรุมล้อมอยู่เช่นกัน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ของกินในมือของพวกเธอด้วยความอยากได้
“สี่เป่า พวกเธอกินอะไรกันอยู่น่ะ” เด็กหญิงผิวคล้ำวัย 7 ขวบคนหนึ่งเอ่ยถามพลางเช็ดน้ำลายที่มุมปาก
“เค้กไข่จ้ะ อาเล็กของฉันซื้อมาฝาก” สี่เป่าตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส
หลินเซวียนที่เงียบขรึมกว่าพยักหน้ารับ
ส่วนหลินเจิงก็กล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง “อาเล็กใจดีกับพวกเรามากเลยนะ มีของอร่อยๆ ทีไรก็นึกถึงพวกเราตลอด”
“ฉันชอบอาเล็กที่สุดในโลกเลย” สี่เป่ายิ้มกว้างแล้วพูดต่อ “ลูกขนไก่ที่พวกเราเล่นกันอยู่ทุกวัน อาเล็กก็เป็นคนให้มาเหมือนกันนะ สนุกใช่ไหมล่ะ”
เด็กผู้หญิงคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน “สนุกมากเลย”
ทันใดนั้น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยพลางขยับมือไปมาอย่างประหม่า “ฉันก็มีอาเหมือนกันนะ แต่อาของฉันไม่เห็นใจดีเลย เขาชอบแย่งของของฉัน แล้วก็ชอบทะเลาะกับแม่ของฉันเสียงดังมากๆ ทุกครั้งที่พวกเขาเริ่มทะเลาะกัน ฉันจะกลัวมากเลย”
สี่เป่าเป็นเด็กหัวไว เธอจึงรีบแนะนำขึ้นมาทันทีว่า “เรื่องของผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้เขาจัดการกันเองเถอะ เด็กอย่างเราอย่าไปยุ่งเลยนะ เอาอย่างนี้สิ ต่อไปถ้าพวกเขาเริ่มทะเลาะกันอีก เธอก็ออกมาเล่นกับพวกเราข้างนอก พอเธอกลับเข้าบ้านไป พวกเขาก็คงเลิกทะเลาะกันพอดี”
นี่คือสิ่งที่อาเล็กของพวกเธอเคยสอนเอาไว้
เด็กหญิงคนนั้นทำหน้าลังเลใจ “ทำแบบนั้นจะดีเหรอ”
“แล้วมันจะไม่ดีตรงไหนล่ะ” หลินเจิงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “อยู่ที่บ้านไปเธอก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี สู้หลบออกมาข้างนอกดีกว่า อาเล็กของฉันเคยบอกว่าอารมณ์ขุ่นมัวมันติดต่อกันได้นะ คนฉลาดเขาจะรีบหนีไปให้ไกลเลย”
อาเล็กของสี่เป่าเป็นถึงพนักงานขาย นับว่าเป็นผู้หญิงที่มีความรู้และเก่งกาจที่สุดในกองพลการผลิตแห่งนี้แล้ว ในใจของเด็กผู้หญิงทุกคนจึงทั้งรู้สึกอิจฉาและแอบชื่นชมหลินเจาอยู่ลึกๆ
เมื่อได้ฟังดังนั้น เด็กหญิงคนนั้นก็เชื่ออย่างสนิทใจ “สี่เป่า เจิงเจิง ฉันจะฟังพวกเธอนะ อาเล็กของพวกเธอเรียนจบมัธยมปลาย เก่งกว่าพวกปัญญาชนบางคนเสียอีก คำพูดของเธอต้องถูกทุกอย่างแน่ๆ ต่อไปนี้ฉันจะวิ่งหนีไปให้ไกลเลย”
หลินเจิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหักเค้กไข่ชิ้นหนึ่งในมือส่งให้เพื่อน “อ่ะ ให้เธอ”
เด็กหญิงคนนั้นไม่กล้ารับ เอ่ยถามตะกุกตะกัก “หะ ให้ฉันจริงๆ เหรอ”
“อืม ให้เป็นรางวัลที่เธอเป็นเด็กดีเชื่อฟัง” หลินเจิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามสไตล์ของเธอ
“ขอบคุณนะเจิงเจิง เธอใจดีเหมือนอาเล็กของเธอไม่มีผิดเลย”
คำชมนี้ราวกับไปจี้ถูกจุดอ่อนของหลินเจิงเข้าอย่างจัง เธอแย้มยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาเปล่งประกายสดใสกว่าที่เคยเป็น
…
[จบบท]