บทที่ 205: ผลักลงกองไฟ (1/2)
ยายเฒ่าหลิวลุกพรวดขึ้นจากพื้นราวกับติดสปริง พุ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง พร้อมกับตะเบ็งเสียงถามจนดังลั่น “ว่ายังไงนะ”
“ลูกเขยเป็นอะไรไป”
“งานการดีๆ ของเขา อยู่ๆ จะหายไปดื้อๆ ได้ยังไงกัน”
ลูกเขยคนนี้คือหน้าตาทางสังคมที่เธอภาคภูมิใจนักหนา ยายเฒ่าหลิวจึงร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
มือที่หยาบกร้านทั้งสองข้างของเธอบีบลงบนไหล่ของลูกสาวอย่างแรงจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“ตอบมาสิ ไม่กี่วันก่อนฉันยังเจอเขาอยู่เลย เขาก็ดูปกติดีทุกอย่าง แล้วทำไมแค่ไม่กี่วันต่อมาถึงตกงานได้ หรือว่าเป็นฝีมือแกที่ไปก่อเรื่องอะไรไว้ข้างนอก”
“นังตัวผลาญ คอยดูเถอะว่าฉันจะไม่ตีแกให้ตาย”
หญิงชราโกรธจัดจนเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะฟาดลงมา
แต่ลูกสาวบ้านหลิวก็ไม่ใช่ของตายที่จะยืนนิ่งๆ ให้แม่ตบได้ เธอรีบถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
“ไม่เกี่ยวกับหนูสักหน่อย สามีหนูบอกเองว่า…เป็นเพราะแม่นั่นแหละที่ไปหาเรื่องคนที่ไม่ควรจะยุ่งด้วย เขาถึงโดนปลดออกจากตำแหน่ง” ในน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและตัดพ้อ
ทว่ายายเฒ่าหลิวกลับไม่ยอมรับผิดแม้แต่น้อย ร่างกายที่ผอมบางของเธอกลับระเบิดพลังมหาศาลออกมาพร้อมกับเสียงที่แหลมสูงยิ่งกว่าเดิม
“วันๆ ฉันก็ขลุกอยู่แต่ในกองพลการผลิต จะไปหาเรื่องใครที่ไหนได้ อย่ามาสาดโคลนใส่ฉันนะ ฉันพูดแล้วไม่มีผิดว่าคนยโสโอหังอย่างแกสักวันต้องเจอดีเข้าจนได้ เห็นไหมล่ะ กรรมมันตามไปตกที่ครอบครัวของแกแล้ว”
ลูกสาวบ้านหลิวโกรธจนร่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“แม่พูดเรื่องกรรมตามสนองเหรอ แม่กล้าดียังไงมาพูดเรื่องนี้กับฉัน”
“ทำไมหนูต้องมามีแม่แบบนี้นะ” เสียงของเธอสั่นเครือระคนสะอื้น “ก็เพราะแม่โลภในค่าสินสอดก้อนโตไม่ใช่เหรอ ถึงได้จับหนูแต่งงานกับผู้ชายแก่คราวพ่อที่เคยมีเมียมาแล้ว แถมลูกของเขาก็แก่กว่าหนูไม่กี่ปี แม่ทำแบบนั้นลงไปได้ยังไงกัน หนูถามหน่อยว่าแม่ทำลงไปได้ยังไง หนูเป็นลูกในไส้ของแม่นะ พอหนูได้ลืมตาอ้าปากมีชีวิตดีๆ ไม่ทันไร แม่ก็มาพังมันจนเละ หนูไปติดหนี้กรรมอะไรของแม่นักหนา ถ้าจะพูดเรื่องกรรมตามสนองล่ะก็ คนที่ควรจะโดนมันก็คือแม่ไม่ใช่เหรอ”
ยายเฒ่าหลิวเป็นคนปากคอเราะราย คำพูดแต่ละคำจึงร้ายกาจและเชือดเฉือนใจ
“ฉันไปพังอะไร ฉันไปทำอะไรให้”
“แล้วลูกเขยมันไม่ดีตรงไหน เขาอาจจะแก่ไปบ้าง แต่ก็มีงานการที่มั่นคง ได้กินปันส่วนสำหรับคนเมือง ฉันอุตส่าห์ไปวิ่งเต้นหาลูกเขยที่ดีขนาดนี้มาให้ แต่แกกลับมาโทษฉัน ไอ้ลูกเนรคุณ แกมันก็แค่ไอ้คนอกตัญญู”
ความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้ดวงตาของลูกสาวบ้านหลิวแดงก่ำ “ดีตรงไหน ดีกับผีสิ” เธอแผดเสียงอย่างสิ้นสติ
“ก็เพราะลูกเขยของแม่มันไร้น้ำยา หนูถึงไม่สามารถมีลูกของตัวเองได้” เหมือนกับต้องการจะปลดปล่อยความขมขื่นทั้งหมดที่เก็บงำไว้ในใจออกมา ลูกสาวบ้านหลิวจึงไม่คิดจะรักษาหน้าอีกต่อไป เธอสาวไส้เรื่องน่าอับอายของครอบครัวออกมาจนหมดเปลือก “แม่รู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นแบบนั้น แต่ก็ยังหน้าด้านผลักลูกสาวตัวเองลงนรกทั้งเป็น เพียงเพื่อหน้าตาและค่าสินสอดบ้าๆ นั่น แม่ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างไหม”
“ป้าเหมยฮวาเขาดีกับหลินเจาแค่ไหน แล้วดูแม่สิ แม่ไม่เคยเห็นหนูเป็นคนเลยด้วยซ้ำ หนูในบ้านนี้ยังไม่มีค่าเท่าไก่สักตัวเลย แม่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับป้าเหมยฮวานักไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมไม่ลองหัดทำดีกับลูกสาวตัวเองให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเขาบ้างล่ะ”
แน่นอนว่าคนอย่างยายเฒ่าหลิวไม่มีวันสำนึกผิด
เธอกระทืบเท้าเร่าๆ พลางชี้หน้าด่าลูกสาวจนน้ำลายฟุ้งกระจาย
“ฉันไม่ดีกับแกยังไง ถ้าฉันไม่ดีกับแกจริงนะ ป่านนี้ฉันจับแกกดหัวลงส้วมหลุมให้ตายไปนานแล้ว จะปล่อยให้โตมาจนปีกกล้าขาแข็งแบบนี้เหรอ แกมันก็แค่ลูกอกตัญญูที่ไม่เคยสำนึกบุญคุณ”
ลูกสาวบ้านหลิวถูกกดขี่มาทั้งชีวิต แค่ต้องขึ้นเสียงเถียงกับใครก็ตัวสั่นไปหมดแล้ว และในตอนนี้เธอก็กำลังสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ใช่ หนูมันอกตัญญู งั้นก็เป็นคนอกตัญญูให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย” เธอโกรธจนพูดจาไม่รู้เรื่อง คิดเพียงแค่จะหาคำพูดที่เจ็บแสบที่สุดมาทิ่มแทงผู้เป็นแม่ให้ได้ ถึงกับพลั้งปากออกไปว่า “แม่ยังคิดจะเอาตัวเองไปเทียบกับป้าเหมยฮวาอีกเหรอ คนอย่างแม่น่ะ ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันเทียบเขาได้ติดฝุ่นหรอก”
พูดจบร่างนั้นก็หมุนตัววิ่งออกจากบ้านไปทันที เธอปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ขณะมุ่งหน้ากลับไปยังอำเภอ
เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับครอบครัวต้องแตกหักลงโดยสิ้นเชิง แต่ชีวิตก็ยังต้องก้าวเดินต่อไป เธอคงไม่หย่าร้างกับสามี เพราะถึงหย่าไปก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
ร่างที่ผอมโซของยายเฒ่าหลิวยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาแทบจะลุกเป็นไฟ
จะไม่ให้เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงหัวใจได้อย่างไร ในเมื่อถูกลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองใช้คำพูดกรีดแทงเข้ามากลางอกแบบนี้
ยายเฒ่าหลิวเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับซ่งเหมยฮวามาตั้งแต่สมัยสาวๆ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดหัวใจก็คือ ต่อให้ปากจะแข็งอวดดีเพียงใด เธอก็รู้แก่ใจดีว่าชีวิตของเธอนั้นเทียบไม่ได้กับบ้านหลินเลยแม้แต่ด้านเดียว
พอถูกลูกสาวแท้ๆ ชี้หน้าราวกับตอกย้ำความจริงข้อนี้ ยายเฒ่าหลิวถึงกับโกรธจนหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ
เธอวิ่งตามออกไปพร้อมกับตะโกนไล่หลังร่างที่กำลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยถ้อยคำที่ร้ายกาจและดูแคลน “แล้วแกคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนกัน โง่ก็โง่เหมือนหมู หน้าตาก็ธรรมดาๆ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่คนนี้คอยวางแผนชีวิตให้ แกจะมีวันดีๆ อย่างทุกวันนี้ได้เหรอ”
“นังลูกเนรคุณ กินบนเรือนขี้บนหลังคา รีบไสหัวไปให้พ้น ฉันไม่มีลูกสาวอย่างแก ฉันจะคอยดูวันที่แกต้องซมซานกลับมาร้องไห้ฟูมฟาย”
ร่างผอมบางที่อยู่เบื้องหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดแผ่นหลังขึ้นอย่างทระนง แล้วก้าวจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม
บรรดาผู้หญิงที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็พากันส่ายหน้าด้วยความสมเพช ลูกสาวบ้านหลิวนั้นช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร ได้ยินมาว่าสามีของเธอเป็นคนอารมณ์ร้าย ทุบตีและด่าทอเธอเป็นประจำ ส่วนลูกเลี้ยงทั้งสองก็เข้ากันไม่ได้เลย แม้ภายนอกจะดูดีที่ได้แต่งงานเข้าเมืองไปอยู่ในที่พักทหารที่ใครๆ ก็ว่าดี แต่ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตของเธอในบ้านหลังนั้นมันช่างยากลำบากเหลือเกิน
แล้วเรื่องเหล่านี้มีหรือที่ยายเฒ่าหลิวจะไม่รู้ เธอน่าจะรู้อยู่แก่ใจ
เพียงแต่การมีลูกเขยที่ทำงานในเมืองมันช่างเชิดหน้าชูตาให้กับเธอเสียเหลือเกิน เธอจึงเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย
เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ดูอีกต่อไป ชาวบ้านก็ค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันกลับ
หลังจากนั้น เรื่องซุบซิบนินทาของบ้านหลิวก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาไปทั่วทั้งกองพลการผลิต
บ้างก็ว่าบ้านหลิวช่างใจดำอำมหิต ขนาดเพื่อนบ้านที่คบหากันมาหลายสิบปียังกล้าหักหลังได้ลงคอ บ้างก็ว่ายายเฒ่าหลิวสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวตัวเองยังไม่พอ ยังลามไปถึงขั้นทำให้ลูกเขยในเมืองต้องพลอยตกงานไปด้วย
ยิ่งพูดยิ่งเสียๆ หายๆ มีแต่เรื่องที่ฟังแล้วไม่เข้าหูทั้งนั้น
เรื่องราวของบ้านหลิวดังกระฉ่อนไปไกลขนาดนี้ มีหรือที่คนอย่างหลินซื่อชางและหลินซื่อเซิ่งจะไม่ได้ยิน
พอทั้งคู่รู้ว่าครอบครัวของตนเกือบจะถูกปรักปรำ ก็อดที่จะสะใจลึกๆ กับชะตากรรมของบ้านหลิวไม่ได้
“คนบ้านนั้นมันพวกแมงป่องพิษชัดๆ ถ้าไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าได้ลงมือเมื่อไหร่ ก็หมายจะเหยียบให้จมดิน ไม่เหลือที่ให้ใครได้ยืนเลย” หลินซื่อชางขมวดคิ้วมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นปม
เฉินอวี่เป็นคนที่ไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใคร แต่พอได้ฟังถึงแผนการชั่วร้ายของบ้านหลิว สีหน้าของเธอก็พลันย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
“บ้านหลิวไม่ได้คิดจะทำร้ายแค่พ่อกับแม่ หรือแค่พวกเราเท่านั้นนะ แต่พวกเขายังหมายจะทำร้ายอนาคตของพวกต้าตั้นด้วย”
เธอมองหน้าสามีแล้วพูดต่อ “คุณคะ คุณลองคิดตามนะ ถ้าเกิดว่าบ้านเราถูกตีตราทางการเมืองขึ้นมา… พวกต้าตั้นก็จะโดนคนชี้หน้าตราหน้าไปตลอดชีวิต ไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปากในสังคม แถมยังอาจจะโดนเด็กเกเรในหมู่บ้านคอยกลั่นแกล้งรังแกอีก”
“ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนั้น เด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้อย่างไรกัน คนบ้านหลิวใจอำมหิตเกินไปแล้ว พวกเขาคิดจะทำลายครอบครัวของเราให้ย่อยยับไปเลย”
สองสามีภรรยาแห่งบ้านใหญ่ตระกูลหลินนั้น หลินซื่อชางเป็นคนขยันและมีความสามารถ ส่วนเฉินอวี่เป็นคนละเอียดรอบคอบและมองการณ์ไกลเสมอ
เมื่อได้ฟังคำวิเคราะห์ของภรรยา หลินซื่อชางก็ถึงกับหายใจติดขัดขึ้นมาทันที
“จริงด้วย มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “ตอนแรกผมยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงต้องบุกไปอาละวาดถึงบ้านหลิว แต่พอได้ฟังคุณพูดแบบนี้ ผมก็กระจ่างแจ้งในทุกอย่าง”
“คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ผมจะไปคุยกับน้องรองเอง เรื่องนี้มันยังไม่จบง่ายๆ หรอก”
หลินซื่อชางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะก้าวออกจากห้องไป
แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินไปยังบ้านของน้องชาย ประตูรั้วก็เปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าด
“พี่ใหญ่” หลินซื่อเซิ่งที่ย่างเท้าเข้ามาในความมืดมิด เอ่ยทักด้วยความประหลาดใจที่เห็นพี่ชายยังไม่เข้านอน
หลินซื่อชางจึงเอ่ยปากถามไปตามปกติ “มืดค่ำป่านนี้แล้ว ออกไปไหนมา”
หลินซื่อเซิ่งฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว “ก็เพราะมืดๆ แบบนี้ไงครับ ถึงเหมาะกับการเอาถุงกระสอบไปคลุมหัวคนที่สุด” เขาชูถุงกระสอบในมือขึ้นเล็กน้อย พลางพูดราวกับเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง
หลินซื่อเซิ่งเป็นคนหัวไว มีหรือที่เขาจะไม่รู้ถึงความใจดำของคนบ้านหลิว เขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าถุงกระสอบแล้วออกจากบ้านไปทันที เขาจัดการเอาถุงคลุมหัวคนไปถึงสองคนและซัดไปหลายตุ้บเพื่อระบายความโกรธ มันช่างทำให้รู้สึกสบายไปทั้งตัวจริงๆ
“คนบ้านหลิวสินะ” หลินซื่อชางเดา
หลินซื่อเซิ่งไม่ได้ปฏิเสธ
แทบจะในทันที คำพูดเชิงตำหนิก็ลอยเข้าหูของเขา
“ทำไมไม่ชวนพี่ด้วยล่ะ”
หลินซื่อเซิ่งเงยหน้าขึ้นทันควัน เมื่อเห็นแววตาจริงจังของผู้เป็นพี่ เขาก็หัวเราะออกมา “คราวหน้าครับ คราวหน้าผมชวนพี่แน่นอน”
“อืม” หลินซื่อชางเดินกลับเข้าห้องไปพลางเอ่ย “พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า รีบไปนอนได้แล้ว”
หลินซื่อเซิ่งล้างหน้าล้างตาแล้วจึงกลับเข้าห้องไปนอน
การตกแต่งภายในห้องของเขาตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับห้องของชายโสด ซึ่งก็ไม่ผิดจากความจริงนัก เพราะข้าวของเครื่องใช้ของชิวเหลียนถูกเก็บรวบยอดส่งกลับไปบ้านพ่อแม่ของเธอพร้อมกับเจ้าตัวตั้งแต่คราวก่อนแล้ว
เมื่อนึกถึงข่าวคราวที่อู๋กั๋วต้งส่งมาให้ แววตาของเขาก็พลันเย็นเยียบลงทันที
ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร การกลับบ้านครั้งนี้ของชิวเหลียน เธอกลับสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างน่าประหลาด
แต่หลินซื่อเซิ่งก็ไม่ได้ร้อนใจอะไร ในเมื่อการส่งเธอกลับไปครั้งนี้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะรับเธอกลับมาอีกเลย
[จบบท]