บทที่ 209: ความเป็นไปได้ (1/2)
"แล้วทำไมกันล่ะ" หลินเจาแกล้งทำท่าเอียงคอเลียนแบบลูกชาย ดวงตาของเธอฉายแววขบขันระยิบระยับ ราวกับว่าเธอไม่รู้สาเหตุจริงๆ จังๆ เลย
เอ้อร์ไจ่รู้ทันทีว่าแม่กำลังล้อเขาเล่นอยู่ เด็กน้อยเอาปลายเท้าขวาขีดเขียนพื้นเป็นวงกลมแก้เขิน ก่อนจะอ้อนเสียงยาว "แม่คร้าบ!"
น้ำเสียงที่นุ่มนิ่มราวกับขนมสายไหมนั้นช่างน่าเอ็นดู
เด็กฉลาดอย่างเขาใช้เวลาคิดไม่นานก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าทำไมคุณย่าบ้านหวังถึงไม่มาเอาเรื่อง "อ๋อ... ผมรู้แล้ว ที่คุณย่าบ้านหวังไม่มาเอาเรื่องพวกผม ก็เพราะอยากได้สินค้ามีตำหนิที่แม่เอามาด้วยใช่ไหมครับ"
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเจา "แต่ทำไมล่ะครับ ในสหกรณ์การค้าและการตลาดก็มีของพวกนี้ขาย ผมยังเห็นอยู่เลย จริงไหมครับพี่"
ต้าไจ่พยักหน้ารับคำน้องชาย
เอ้อร์ไจ่ลองเดาต่อไปอย่างกล้าๆ "หรือว่าเป็นเพราะว่าสินค้ามีตำหนิมันถูกกว่าเหรอครับ"
หลินเจาส่ายหน้า "ไม่ใช่แค่ถูกกว่าอย่างเดียวหรอกนะ ที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่ต้องใช้ตั๋วต่างหาก"
"ไม่ต้องใช้ตั๋วนี่เอง!" ดวงตาของสองฝาแฝดลุกวาวขึ้นมาทันที
ถึงจะยังเด็ก แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีว่าในยุคนี้ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ต้องมีตั๋วแลกซื้อทั้งนั้น ขนาดแม่จะซื้อจักรยานยังต้องใช้ตั๋วเลย
"สินค้ามีตำหนิถือเป็นของหายากและมีค่ามากนะ อีกอย่างเรื่องที่เอ้อร์ไจ่ทะเลาะกับหวังเย่าจู่ก็เป็นแค่เรื่องเด็กๆ ทะเลาะกัน ไม่ได้มีใครเจ็บตัวอะไรมากมาย ย่าของเขาเลยเลือกที่จะไม่เอาเรื่อง" หลินเจามองลูกชายทั้งสองด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ทีนี้ก็ไม่ต้องหลบหน้าเขาแล้วนะ รู้สึกยังไงกันบ้าง"
เอ้อร์ไจ่กลอกตาไปมา แกล้งทำเป็นใช้ความคิดอย่างหนักก่อนจะตอบว่า "รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ"
"แหม แค่นี้ต้องคิดด้วยเหรอเรา" หลินเจาใช้นิ้วจิ้มปลายจมูกของลูกชายเบาๆ
เอ้อร์ไจ่ลูบจมูกตัวเองป้อยๆ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง "ก็ผมอยากให้ดูเหมือนว่าผมตั้งใจคิดจริงๆ นี่ครับ"
"แล้วต้าไจ่ล่ะลูก" หลินเจาหันไปถามลูกชายคนโต "ตกใจมากไหม"
ต้าไจ่เองก็ยิ้มอยู่เช่นกัน แม้ว่าทั้งคู่จะมีใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะ แต่แค่เพียงรอยยิ้มก็สามารถทำให้คนแยกแยะระหว่างเขากับเอ้อร์ไจ่ได้อย่างง่ายดาย
รอยยิ้มของน้องชายเปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริงเจิดจ้า เหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่สาดส่องแสงสว่างและเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตชีวา
ในขณะที่รอยยิ้มของพี่ชายนั้นละมุนละไมอยู่รอบดวงตาและริมฝีปาก มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและบริสุทธิ์สะท้อนโลกภายในจิตใจดวงน้อยของเขาที่ทั้งกว้างใหญ่และงดงาม
"ไม่ตกใจเลยครับ เพราะผมรู้ว่ายังไงแม่กับพ่อก็ต้องปกป้องพวกเราอยู่แล้ว" สำหรับต้าไจ่แล้ว แม่ต้องมาก่อนใครเสมอ
หลินเจาอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มลูกชายคนโตอย่างหมั่นเขี้ยว "ใช่แล้วจ้ะ พวกเราทุกคนจะปกป้องลูกอย่างดีที่สุดเลย"
ซื่อไจ่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ โผเข้ากอดพี่ชายคนโตของเธอแน่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า "ป้องป้อง... พี่ใหญ่"
"น้องเล็ก ไม่ใช่ป้องป้อง ต้องพูดว่าปกป้องสิ" เอ้อร์ไจ่ผู้รักความสมบูรณ์แบบอดไม่ได้ที่จะแก้คำผิดให้น้องสาว
"ป้อง...ป้อง!" ซื่อไจ่พยายามเลียนแบบอย่างตั้งใจ เธอเปล่งเสียงสูงและเน้นคำอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็ยังออกเสียงผิดอยู่ดี
เอ้อร์ไจ่เห็นแล้วก็ได้แต่ทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ เอามือกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ
แม้แต่เมาตั้นที่นั่งอยู่ด้วยยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขารู้สึกว่าครอบครัวกู้อบอุ่นจริงๆ พลางนึกไปว่าถ้าพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวของเขาก็คงจะมีความสุขแบบนี้เช่นกัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ มุมปากของเด็กน้อยก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
หลินเจาโบกมือเรียกเมาตั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เมาตั้น มานี่สิ มาเลือกดูของหน่อย ถ้าที่บ้านขาดเหลืออะไรก็หยิบไปได้เลยนะ อาให้"
เมาตั้นสะดุ้งเล็กน้อย เขาโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่เป็นไรครับ! คุณย่าสอนว่าห้ามรับของจากคนอื่นครับ ขอบคุณมากนะครับคุณอา" เด็กน้อยไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
คำพูดนั้นทำให้หลินเจาใจอ่อนยวบ เด็กที่รู้ความและรู้จักคิดแบบนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ของที่เหลือพวกนี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย" เธอพูดปลอบ
ครอบครัวหนิงถือเป็นครอบครัววีรชนของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเคยประกาศให้ทุกคนช่วยกันดูแลครอบครัวนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็มีทั้งคนที่รับฟัง คนที่ไม่ใส่ใจ และคนที่ฟังแล้วก็ลืม ยิ่งไปกว่านั้น บางคนก็คิดว่าแค่จะให้ครอบครัวตัวเองอิ่มท้องยังลำบาก แล้วจะมีปัญญาไปช่วยเหลือใครได้
ในฐานะที่มีลูกชายเป็นทหาร แม่กู้จึงมีความตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เธอจึงคอยช่วยเหลือครอบครัวหนิงเท่าที่จะทำได้ และรู้เรื่องความเป็นไปของบ้านเมาตั้นเป็นอย่างดี
"สะใภ้สาม ก่อนจะเข้าหน้าหนาว แกช่วยหากระติกน้ำร้อนให้บ้านหนิงสักใบนะ ที่บ้านเขาไม่มีใช้ ลำบากน่าดูเลยเวลาที่ยายหนิงอยากจะดื่มน้ำร้อน" แม่กู้บอก
รอบนี้หลินเจาได้กระติกน้ำร้อนมาทั้งหมด 3 ใบ แต่เธอเอาออกมาแค่ใบเดียว ส่วนอีก 2 ใบเก็บไว้ให้ที่บ้านใช้ เมื่อได้ยินแม่สามีพูดแบบนั้น เธอจึงตอบว่า "ในห้องมีเหลืออยู่ใบนึงพอดีค่ะ งั้นเอาให้บ้านหนิงไปก่อนนะคะ ถ้าแม่กับพี่สะใภ้จะใช้ เดี๋ยวครั้งหน้าหนูจะหามาให้อีกค่ะ"
ที่จริงแล้วที่เธอได้กระติกน้ำร้อนมาถึง 3 ใบก็เพราะหลี่เฟินกับหวังจวียอมสละโควตาของตัวเองให้เพื่อเป็นการรักษาหน้าให้เธอ
พอได้ยินแบบนั้น ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน แล้ววิ่งกลับออกมาพร้อมกับกระติกน้ำร้อนเหล็กในมือของต้าไจ่
"ดีเลย ให้บ้านหนิงไปก่อนเถอะ ส่วนของแม่ไม่ต้องห่วง กระติกที่เจ้าสามซื้อให้ยังเก็บความร้อนได้ดีอยู่" แม่กู้ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปพูดกับหวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียง "ส่วนของพวกเธอสองคนก็ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกนะ ยังไงสะใภ้สามก็เป็นพนักงานขายอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว อยากจะได้เมื่อไหร่ก็บอกเขาได้เลย"
หลินเจาพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย ในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ กระติกน้ำร้อนก็ยังไม่จำเป็นเท่าไหร่
หลังจากคุยกันเสร็จ ต้าไจ่ก็ค่อยๆ วางกระติกน้ำร้อนลงบนพื้น แล้วหันไปยิ้มให้แม่ของเขา "แม่ครับ ใบนี้ใช่ไหมครับ"
"ใช่แล้วจ้ะ ขอบใจมากลูกต้าไจ่" หลินเจาชมเชย ก่อนจะสั่ง "เดี๋ยวพวกลูกไปส่งเมาตั้นกลับบ้านด้วยนะ แล้วก็อย่าลืมเอาเจ้าต้าหวงไปด้วยล่ะ"
จะได้ไม่มีเด็กเกเรที่ไหนในหมู่บ้านกล้ามารังแกเมาตั้นอีก
แม่กู้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เธอหันไปพูดกับเมาตั้นด้วยความเอ็นดู "เมาตั้น กระติกน้ำร้อนใบนี้น่ะให้ย่าของเธอนะ มันเป็นของมีตำหนิ ราคาไม่กี่ตังค์หรอก เธออย่าเก็บไปคิดมากเลย"
"อากู้เฉิงหวยของเธอก็เป็นทหารเหมือนกับพ่อของเธอนั่นแหละ การที่พวกเราจะคอยดูแลครอบครัวของเธอมันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว"
เมาตั้นเป็นแค่เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ จะไปพูดจาเถียงผู้ใหญ่ได้อย่างไร ยิ่งคนบ้านกู้ต่างก็ใจดีกับเขาขนาดนี้ เด็กน้อยจึงได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก
ทำได้เพียงแค่กล่าวขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา "ขอบคุณครับคุณอา"
หลินเจาจับแขนของเขาไว้ "ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้"
แขนที่อยู่ในมือของเธอนั้นผอมบางราวกับกิ่งไม้ แทบจะไม่มีเนื้อติดอยู่เลย
เธอปล่อยมือจากแขนของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วเหลือบไปเห็นผมของเขาที่ยาวจนปรกตา จึงลองถามความเห็นของเขาดู "นี่ผมยาวจนทิ่มตาหมดแล้วนะ ให้อาเขาช่วยเล็มให้หน่อยเอาไหม"
"นั่นสิ ต้องตัดได้แล้ว อากาศร้อนๆ แบบนี้ไว้ผมยาวจะยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่นะเมาตั้น ถ้าเธอไม่รังเกียจก็ให้อาเขาตัดให้สิ" แม่กู้พูดเสริม "จะบอกให้ว่าเมื่อก่อนอากู้เขาก็ตัดผมให้อาอยู่บ่อยๆ ฝีมือการตัดผมของเขาไม่ธรรมดาเลยนะ เทียบกับช่างตัดผมได้สบายๆ เลยล่ะ"
เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนมักจะรู้จักโตเร็วกว่าวัย เมาตั้นที่กำพร้าพ่อแม่จึงเป็นเด็กที่ช่างสังเกตและรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ดีเป็นพิเศษ
เขารู้ว่าทั้งคุณอากับคุณอาสะใภ้บ้านกู้ต่างก็หวังดีกับเขา เขาจึงพยักหน้ารับ "ได้ครับ ขอบคุณครับ"
"เด็กคนนี้นี่ช่างเกรงใจจริงๆ เป็นคนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจไปทำไมกัน" แม่กู้พูดพลางยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าครัวไปหลังจากได้ยินสองแฝดกระซิบว่าแม่ของพวกเขาทำของอร่อยไว้
เมื่อภรรยาและแม่ออกปากเอง กู้เฉิงหวยก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาเดินกลับเข้าห้องไปหยิบกรรไกรกับผ้าน้ำมันออกมาทันที
หลินเจาหันไปทางปังปังแล้วเอ่ยปากใช้ "ปังปัง ไปยกม้านั่งเตี้ยๆ มาให้ตัวนึงสิ"
"ได้เลยครับ!" ปังปังรับคำแล้วรีบวิ่งไปทำตามอย่างแข็งขัน
เอ้อร์ไจ่เกาะแขนหลินเจาไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น "แม่ครับ พ่อตัดผมเป็นด้วยเหรอครับ"
ต้าไจ่เองก็มองมาด้วยสีหน้าไม่เชื่อเช่นกัน
"เป็นสิ!" คนที่ตอบคำถามนั้นคือจ้าวลิ่วเหนียง
ทันใดนั้นเธอก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเธอจึงดูซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย "พ่อของพวกเธอน่ะ มีอะไรที่ทำไม่เป็นบ้างล่ะ"
"จะบอกให้ว่าก่อนที่จะมีพวกเธอน่ะ พ่อของพวกเธอกลับบ้านมาทีไรก็คอยเล็มผมให้แม่ของพวกเธอทุกครั้งเลยนะ ฝีมือน่ะเหรอ ดีกว่าช่างตัดผมจริงๆ เสียอีก!"
[จบบท]