บทที่ 210: ความเป็นไปได้ (2/2)
จะตามใจภรรยากันไปถึงไหน! จ้าวลิ่วเหนียงมองภาพน้องสามของสามีกำลังเล็มผมให้หลินเจาอย่างไม่เชื่อสายตา ทรงไหนแบบใดก็จัดให้ตามคำขอ เกิดมาทั้งชีวิตยังไม่เคยเห็นใครตามอกตามใจภรรยาได้ถึงขนาดนี้มาก่อนเลย
ต้าไจ่ที่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของป้าสะใภ้รองอย่างเต็มที่
“ที่ว่าการอำเภออยู่ตั้งไกลจากกองพลของเรา กว่าแม่จะไปถึงทีก็ใช้เวลานานโข แต่ในเมื่อพ่อตัดผมเป็น แม่ก็ไม่ต้องลำบากเดินทางไกลอีกต่อไปนี่ครับ”
“หา?”
จ้าวลิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำตอบจากหลานชายคนโต เธออยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ นี่พวกเขาเลี้ยงลูกกันมาแบบไหนนะ ทำไมถึงได้ฉลาดและรู้จักคิดขนาดนี้ เธอก็อยากมีลูกแบบนี้สักคน!
เอ้อร์ไจ่ที่นั่งเท้าคางอยู่ข้างๆ เอ่ยเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “แถมพ่อยังช่วยแม่ทำงานมาตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะเกิดอีกนะครับ แบบนี้ต้องให้รางวัล!”
คำพูดของเด็กๆ ยิ่งทำให้แววตาของจ้าวลิ่วเหนียงฉายแววอิจฉาออกมาจนแทบจะทะลัก
“น้องสะใภ้สาม นี่เธอสอนลูกยังไงกันเหรอ?”
หลินเจาหันไปยิ้มให้ลูกชายฝาแฝดก่อนจะตอบกลับไปว่า “ปังปังกับไหลเม่ยก็เป็นเด็กดีมากเหมือนกันนะคะ” ก็แหม...เด็กๆ ทุกคนในบ้านล้วนเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของแม่กู้ จะมีใครไม่เป็นเด็กดีได้ยังไงกัน
จ้าวลิ่วเหนียงเองก็รู้ดี แต่...คนเราก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้อยู่ดี
ในขณะนั้นเอง ปังปังก็ยกม้านั่งเตี้ยๆ ตัวหนึ่งมาวางไว้ใกล้ๆ
“น้องสะใภ้สาม หรือว่าจะให้น้องสามช่วยเล็มผมให้ปังปังกับไหลเม่ยด้วยเลยดีไหม?” จ้าวลิ่วเหนียงเสนอขึ้นมาทันที เพราะผมของเด็กๆ ยาวเร็วมาก เพิ่งจะตัดไปไม่นาน ตอนนี้ก็เริ่มยาวจนจะทิ่มตาอีกแล้ว
“ได้เลยค่ะ ใครรู้สึกว่าผมตัวเองยาว ก็มาให้ตัดได้เลย” หลินเจายิ้มอย่างใจดี ก่อนจะดันตัวเมาตั้นให้นั่งลงบนม้านั่ง แล้วรับผ้าใบกันน้ำมันจากมือของกู้เฉิงหวยมาคลุมรอบคอให้เด็กน้อยอย่างเบามือ
“มือของอานิ่งมาก ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ แต่ถ้ากลัวจริงๆ ก็หลับตาไว้ก็ได้”
กู้เฉิงหวยได้แต่มองหน้าภรรยาด้วยแววตาจนใจระคนเอ็นดู แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“ครับ ผมไม่กลัว” เมาตั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส เขาจ้องมองกู้เฉิงหวยอย่างกล้าหาญ ดวงตาที่ถูกปอยผมบดบังไม่มีแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ในใจของเด็กน้อยคิดว่า...อากู้เป็นทหารเหมือนกับพ่อของเขา เขาไม่กลัวหรอก!
ความคิดของกู้เฉิงหวยที่มีต่อเด็กคนนี้เปลี่ยนไปในทันที เมาตั้นเป็นเด็กคนแรกที่กล้าสบตาเขานานขนาดนี้โดยที่ตัวไม่สั่นเลยสักนิด สมแล้วที่เป็นทายาทของวีรบุรุษ
ปลายนิ้วเรียวยาวควงกรรไกรในมืออย่างชำนาญ ก่อนที่สายตาคมกริบจะอ่อนลง แล้วเริ่มทำหน้าที่ช่างตัดผมจำเป็น
หลินเจารู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่างเป็นอะไรที่หาดูได้ยาก เธอจึงรีบกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาหามุมเหมาะๆ เพื่อบันทึกภาพความทรงจำนี้ไว้
เสียง ‘แชะ’ ของกล้องทำให้เมาตั้นสงสัย แต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ต้าไจ่สังเกตเห็นว่าปลายเท้าของเพื่อนขยับเล็กน้อยจึงพูดปลอบด้วยความหวังดี “เมาตั้น ไม่ต้องกลัวนะ เสียง ‘แชะ’ เมื่อกี้น่ะ แม่ของฉันกำลังถ่ายรูปอยู่” แล้วอธิบายต่อ “นายรู้ไหมว่าถ่ายรูปคืออะไร? ก็คือการทำให้รูปของนายไปอยู่บนกระดาษแผ่นเล็กๆ ไงล่ะ”
เมาตั้นพยักหน้ารับรู้ เขาเคยเห็นอาหลินถ่ายรูปให้พวกหยวนเป่าเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ขอบคุณครับอา”
คำขอบคุณของเด็กน้อยทำให้หลินเจาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มกว้างจนดวงตาดำขลับโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ไม่ต้องขอบคุณหรอกจ้ะ อากำลังถ่ายรูปพ่อของเพื่อนรักหนูอยู่ บังเอิญติดแค่ด้านข้างของหนูเท่านั้นแหละ” เธอพูดปัดไปอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เด็กชายรู้สึกกดดัน แต่ความจริงแล้วเธอแอบถ่ายรูปเดี่ยวของเขาเก็บไว้ด้วยหนึ่งใบ เป็นภาพของเด็กชายนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ เรือนผมที่ยาวปรกตาไม่อาจปิดบังประกายสดใสในดวงตาสีนิลของเขาได้เลย
คำพูดของหลินเจาอาจหลอกเด็กน้อยได้ แต่ไม่มีทางหลอกสามีผู้เฉียบแหลมของเธอได้อย่างแน่นอน กู้เฉิงหวยเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
เมื่อได้ยินว่าตัวเองเป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ เมาตั้นก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เพราะเขารู้ดีว่าการถ่ายรูปแต่ละครั้งนั้นแพงแสนแพง และเขาไม่มีเงินจ่ายแน่นอน
กู้เฉิงหวยทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 5 นาที ผมของเมาตั้นก็ถูกตัดจนสั้นเกรียน เมาตั้นลองลูบศีรษะของตัวเองแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกจนเผลอยิ้มออกมา เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับกู้เฉิงหวยแล้วเอ่ยขอบคุณอย่างจริงจัง “ขอบคุณครับอา”
วินาทีที่ได้สบตากับเด็กชาย กู้เฉิงหวยถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ เด็กคนนี้มีดวงตาที่งดงามและโดดเด่น...เป็นดวงตาหงส์ที่มีชั้นตารูปพัดเล็กๆ หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด ดวงตาที่งดงามจนน่าทึ่งแบบนี้หาได้ยากยิ่งนัก แค่เพียงได้เห็นครั้งเดียวก็ยากที่จะลืมเลือน และที่สำคัญ...เขาเพิ่งจะเคยเห็นดวงตาแบบนี้มาก่อน
ผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาประจำการก็มีดวงตาแบบนี้เช่นกัน...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพิมพ์เดียวกันกับของเมาตั้นเลยทีเดียว เพียงแต่แววตาของคนผู้นั้นดูน่าเกรงขามและเฉียบคมกว่า ส่วนของเด็กน้อยคนนี้กลับดูใสซื่อบริสุทธิ์
“อาครับ?” เสียงเรียกของเมาตั้นทำให้กู้เฉิงหวยดึงสติกลับมา เขาเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ไม่มีอะไร” จากนั้นจึงกวักมือเรียกเด็กๆ ที่เหลือ “เอาล่ะ พวกนาย ใครจะเป็นรายต่อไป?”
“ฉันก่อน!” ไหลเม่ยรีบวิ่งเข้ามานั่งแปะลงบนม้านั่งทันที เขาไม่กล้าเรียกร้องอะไรทั้งนั้น อาสามจะตัดให้ทรงไหนก็เอาทรงนั้น ของฟรีจะเรื่องมากไม่ได้
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวาและพูดจาไพเราะ สองพี่น้องรีบเข้าไปรุมล้อมชมเมาตั้นที่เพิ่งตัดผมเสร็จกันยกใหญ่
“เมาตั้น พอตัดผมแล้วนายดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยนะ เหมือนเป็นคนละคนเลย!” เอ้อร์ไจ่พูดด้วยแววตาใสซื่อและจริงใจ
“ใช่ๆ แต่เสียดายที่ผอมไปหน่อย” ต้าไจ่มองหน้าเพื่อนแล้วส่ายหัวทำท่าเป็นผู้ใหญ่ “เมาตั้น ย่าของฉันบอกว่าเด็กๆ ต้องมีเนื้อมีหนังถึงจะน่ารัก ที่บ้านนายไม่มีข้าวกินเหรอ?”
“มีสิ กองพลการผลิตแบ่งเสบียงให้บ้านฉันทุกปี” เมาตั้นรีบตอบ อย่างไรเสียบ้านหนิงก็ถือเป็นครอบครัวของวีรบุรุษผู้เสียสละ กองพลการผลิตไม่มีทางทอดทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธัญพืชหรือเนื้อสัตว์ก็ได้รับส่วนแบ่งไม่เคยขาด นอกจากนี้สองย่าหลานยังได้รับเงินช่วยเหลือจากทางคอมมูนอีกด้วย แม้จะไม่มากมายแต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีพ
“ถ้างั้นนายก็ต้องกินเยอะๆ สิ” เถี่ยฉุยพูดพลางหัวเราะคิกคัก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์สมวัย “ตั้งแต่ที่อาสะใภ้สามกับน้องๆ ย้ายกลับมานะ ฉันได้กินเนื้อเยอะแยะเลย ฉันว่าฉันอ้วนขึ้นตั้งเยอะแน่ะ ดูสิ ฉันดูดีขึ้นใช่ไหมล่ะ?”
เมาตั้นพยักหน้ารับอย่างเอาใจ “อื้มๆ”
“เห็นไหม เพราะฉะนั้นนายก็ต้องกินเยอะๆ นะ” เถี่ยฉุยแนะนำอย่างหวังดี
“ฉันก็ตั้งใจกินแล้วนะ!” เมาตั้นตอบด้วยสีหน้าจริงจัง บ้านหนิงเหลือเขาเป็นทายาทเพียงคนเดียว ย่าของเขามีของดีอะไรก็เก็บไว้ให้เขาทั้งหมด แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่อำนวย ทำให้ท่านทำงานหนักไม่ได้ ส่วนเรื่องทำอาหารนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่ทำถ้วยชามแตกหรือหม้อระเบิดก็ถือเป็นเรื่องเล็ก บางครั้งเผลอๆ อาจจะเผาห้องครัวเอาได้ง่ายๆ
ตั้งแต่จำความได้ เพื่อความอยู่รอด เมาตั้นจึงต้องรับหน้าที่ทำอาหารเองทั้งหมด แต่เพราะไม่มีใครสอน เขาจึงทำได้แค่มั่วๆ ไปให้พอสุกเท่านั้น ส่วนรสชาติอย่าได้หวัง ข้าวแต่ละมื้อจึงเป็นเพียงอาหารเพื่อประทังชีวิตให้พออิ่มท้องเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาผอมแห้งเช่นนี้
“แล้วทำไมนายยังผอมอยู่ล่ะ นายผอมกว่าฉันตอนเด็กๆ อีกนะ หน้าก็ไม่มีแก้มเลย แต่ตาโต๊โต...” เอ้อร์ไจ่ทำท่าประกอบ แต่ก็รีบปลอบใจเพื่อนเพราะกลัวว่าจะทำให้เสียใจ “แต่ตาของนายสวยมากเลยนะ ไม่เหมือนของพวกหยวนเป่าเลย”
เด็กๆ เองก็มีมาตรฐานความงามในแบบของตัวเอง เมาตั้นถูกชมก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ “ย่าบอกว่านี่เรียกว่าตาหงส์ ฉันได้มาจากพ่อ พ่อก็ได้มาจากปู่อีกที ผู้ชายบ้านเราทุกคนมีตาแบบนี้หมดเลย”
“ว้าว! สุดยอดไปเลย!” เอ้อร์ไจ่ร้องอุทานด้วยความทึ่ง
“บ้านนายเจ๋งจริงๆ ถ้าเกิดใครหายตัวไป แค่ดูจากตาก็ตามหาจนเจอได้เลยนะเนี่ย” ต้าไจ่พูดเสริม
“ย่าของฉันก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน” เมาตั้นตอบ
บทสนทนาของเด็กๆ ยิ่งทำให้กู้เฉิงหวยขมวดคิ้วครุ่นคิด เขานึกถึงคำพูดของซุนเย่หลี่ที่เคยเล่าให้ฟังว่า ผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมานั้นมีประวัติชีวิตที่น่าทึ่งราวกับตำนาน เขาหนีรอดออกมาจาก ‘รังโจร’ ได้เพียงลำพัง ทั้งยังสร้างผลงานยิ่งใหญ่จนได้รับความไว้วางใจจากเบื้องบนเป็นอย่างสูง แต่เรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ...วีรบุรุษท่านนั้นสูญเสียความทรงจำในช่วง 30 ปีแรกของชีวิตไป...
เรื่องราวช่างบังเอิญจนน่าประหลาดใจ หรือว่า...มันจะมีความเป็นไปได้?
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องครัว...
แม่กู้ถึงกับเบิกตาโพลงเมื่อเห็น ‘แป้งทอดไส้ผัก’ กองโตอยู่ในกะละมังขนาดใหญ่ แป้งสีเหลืองทองที่ทอดจนกรอบและชุ่มน้ำมันดูน่ากินจนน่าตกใจ เธอรีบยกมือขึ้นทาบอกโดยอัตโนมัติ
นี่มัน...นี่มันต้องสิ้นเปลืองน้ำมันไปมากมายมหาศาลขนาดไหนกัน!!!
[จบบท]