บทที่ 221: ตกหลุมรัก (1/2)
“ป้าจูเร่งมาเหรอ” หลินเจาเดาใจน้องชายได้ไม่ยาก
ซ่งอวิ๋นเฉิงยกนิ้วโป้งให้เป็นเชิงชมเชย “สมกับเป็นพี่จริงๆ ครับ”
เขาขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น “ก็ป้าจูนั่นแหละครับ ป้าแกบอกว่าเจอคนที่เข้าท่าแล้ว 2-3 คน ให้แม่ผมไปแจ้งพี่หยวนเซียง ให้ไปเจอกับผู้ชายพวกนั้น”
แจ้งให้ทราบเนี่ยนะ
ใช้คำว่า ‘แจ้งให้ทราบ’ เลยนะพี่ คำพูดเดิมๆ ของป้าแกเลย
หลินเจาเหลือบมองสีหน้าแหยๆ ของซ่งอวิ๋นเฉิง ก็พอจะเดาได้ว่าคนที่ป้าจูแนะนำมาคงจะพิลึกพิลั่นน่าดู
“แล้วเธอแนะนำคนแบบไหนมาบ้างล่ะ เล่าให้ฉันฟังสิ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงส่ายหน้าดิก “พี่อย่าถามเลยครับ ไม่ใช่คนดีๆ เลยสักคน ฟังแล้วเดี๋ยวจะพาลกินข้าวไม่ลงเปล่าๆ”
“มันจะขนาดนั้นเลยเหรอ” หลินเจาคาบตะเกียบ ทำตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่เกินจริงเลยสักนิดเดียวครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงส่ายหน้าอีกครั้ง สีหน้าเอือมระอาเต็มทน “พี่จำคนที่ป้าแกเคยแนะนำให้พี่ได้ไหมครับ ว่ามันแย่ขนาดไหน แต่คนที่แนะนำให้พี่หยวนเซียงน่ะ ยิ่งกว่านั้นอีกหลายเท่า”
ไม่ว่าจะเป็นชายม่ายวัยกลางคนอายุ 50 กว่า ที่ทำงานเป็นคนเติมเชื้อเพลิงในโรงงาน หรือจะเป็นลูกแหง่ที่เอาแต่ฟังคำสั่งพ่อแม่ แล้วที่หนักสุดคือผู้ชายที่เสียโฉมจนต้องนอนติดเตียง
ไม่รู้ว่าป้าแกไปสรรหาคนประหลาดๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาจากไหนได้มากมายขนาดนี้
“นายกลับไปบอกให้ป้าสะใภ้ซ่งปฏิเสธป้าจูไปเลยนะ บอกไปว่าพี่หยวนเซียงเขามีคนที่คบๆ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปรบกวนป้าแกหรอก” หลินเจาไม่ได้ซักไซ้ต่อ เธอรู้จักนิสัยของป้าจูดี พอนึกภาพออกเลยว่าคนพวกนั้นจะพิลึกขนาดไหน
ซ่งอวิ๋นเฉิงจ้องหน้าหลินเจา “พี่หยวนเซียงตกลงกับ…”
เขาเหลือบตามองไปทางหลี่เฟิน ก่อนจะขยิบตาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “ตกลงกับคนนั้นแล้วเหรอครับ”
หลินเจาก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่ได้มองหน้าน้องชาย เพียงแค่ตอบเรียบๆ “ก็มีแววสูงนะ”
“แต่ถึงจะไม่ตกลง ก็ให้ป้าจูมายุ่งไม่ได้เด็ดขาด ป้าแกไม่จริงใจ”
เธอรู้ทันแผนการของป้าจูดี เริ่มจากแนะนำคนที่แย่ที่สุดมาให้ก่อน พออีกฝ่ายร้อนใจจนต้องเอาของกำนัลมาให้ ก็จะขยับไปแนะนำคนที่พอใช้ได้ให้ ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจอีก ก็จะยื้อเวลาไปเรื่อยๆ รอจนพวกเขาหมดความอดทนต้องกลับมาหาอีกรอบ ถึงจะยอมแนะนำคนที่ดีขึ้นมาหน่อยให้ พร้อมกับตีหน้าเศร้าเล่าความลำบากว่าตัวเองต้องทุ่มเทแค่ไหนกว่าจะหามาได้ ทำแบบนี้วนไป เธอก็ได้กำไรไปไม่ใช่น้อยๆ
“ผมก็พูดแบบนั้นเหมือนกันครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงเท้าคาง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่แม่ผมก็กลัวว่าจะไปขวางทางเรื่องสำคัญในชีวิตของพี่หยวนเซียงเข้าน่ะสิ”
หลินเจารู้สึกว่าป้าสะใภ้ซ่งคิดมากเกินไปแล้ว “นายก็ช่วยพูดหน่อยสิ บอกท่านไปว่าเรื่องแบบนี้มันรีบร้อนไม่ได้ การแต่งงานกับคนผิดๆ นั่นแหละคือการขวางทางชีวิตของจริงเลย”
“ผมพูดแล้วครับ แต่แม่ก็ยังกลุ้มใจอยู่ดี” ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้ดีว่าแม่ของเขากังวลเรื่องอะไร ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่พี่หยวนเซียงอายุมากแล้ว แถมยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ทำให้หาคู่ครองได้ยาก
“...”
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
“งั้นนายกลับไปบอกป้าสะใภ้ซ่งแบบนี้นะ ให้ท่านเตรียมเงินใส่ซองกับผ้าปูที่นอนลายดอกโบตั๋นสีแดงรอไว้ได้เลย”
เธอตั้งใจจะเบี่ยงเบนความสนใจของป้าสะใภ้ซ่ง
แต่ซ่งอวิ๋นเฉิงกลับเข้าใจว่านี่คือคำยืนยันแล้ว เขาดีใจจนเผลอตบมือเสียงดัง “เยี่ยมเลยครับ กลับไปผมจะบอกแม่แบบนี้แหละ”
“พี่ไม่รู้หรอกว่าป้าจูน่ารำคาญขนาดไหน ตอนมาบ้านเราทีไร ทำท่าทำทางเหมือนตัวเองสูงส่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ขนมเถาซูที่พี่ฝากซ่งอวิ๋นจิ่นมาให้ โดนป้าแกกินเรียบวุธเลยนะพี่ ไม่ใช่แค่กินอย่างเดียว ยังหยิบติดมือกลับไปด้วย ไม่เหลือแม้แต่เศษให้พวกเราเลย” เขาบ่นเป็นชุด
“ถ้าผมจะหาแฟนนะ ผมหาเองดีกว่า ไม่มีทางไปพึ่งป้าแกเด็ดขาด” ดูเหมือนว่าซ่งอวิ๋นเฉิงจะเข็ดขยาดกับวิธีการของแม่สื่อไปเสียแล้ว
หลินเจามองหน้าน้องชายด้วยสายตาจับผิด “มีคนที่ชอบแล้วล่ะสิ”
ใบหน้าของซ่งอวิ๋นเฉิงแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที เขาหลบสายตาพี่สาวอย่างประหม่า ท่าทางไร้เดียงสาเสียไม่มี “พี่ครับ อย่าไปบอกแม่ผมนะ” เขาพูดอ้ำๆ อึ้งๆ
“ฉันไม่ปากโป้งอยู่แล้วน่า ตอนเด็กๆ ที่นายฉี่รดที่นอน แล้วไปโยนความผิดให้ซ่งอวิ๋นจิ่นน่ะ นายก็ขอร้องไม่ให้ฉันบอกป้าสะใภ้ซ่ง ฉันก็ไม่เคยพูดไม่ใช่เหรอ” หลินเจายกเรื่องเก่ามาล้อ
ซ่งอวิ๋นเฉิงทำหน้าจนปัญญา
“โธ่พี่ครับ เรื่องมันตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว ทำไมยังขุดขึ้นมาพูดอีก” เขาพูดอย่างเขินอาย
“ก็ใครใช้ให้นายมาสงสัยฉันล่ะ ฉันเป็นคนปากมากหรือไง” หลินเจาแกล้งเหลือกตาใส่
คนสวยทำอะไรก็ดูดีไปหมด แม้แต่การเหลือกตาก็ยังน่ามอง
ซ่งอวิ๋นเฉิงโกรธไม่ลงเลยสักนิด เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แค่มองใบหน้าที่สวยหยาดเยิ้มของพี่สาว อืม พี่สาวพูดอะไรก็ถูกหมดนั่นแหละ
“ผมผิดเองครับ ผมไม่ควรสงสัยพี่เลย” ซ่งอวิ๋นเฉิงยกสองมือยอมแพ้
หลินเจาถามอย่างอดไม่ได้ “ตกลงว่ามีคนที่ชอบแล้วจริงๆ เหรอ เป็นเพื่อนที่โรงเรียน หรือว่าคนที่โรงงานล่ะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงกระแอมเบาๆ แล้วลากเสียงยาว “พี่ครับ เรื่องมันยังไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าผมมีแฟนเมื่อไหร่ ผมจะรีบบอกพี่เป็นคนแรกเลย ตอนนี้อย่าเพิ่งถามเลยนะครับ”
หลินเจาเห็นเขาเขินจนตัวจะแตกอยู่แล้ว เลยยิ้มออกมา “โอเคๆ ไม่ถามแล้วก็ได้”
เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ไม่ทันไร น้องชายทั้งสองคนก็โตพอที่จะมีครอบครัวกันแล้ว
เมื่อหลินเจากินข้าวเสร็จ ซ่งอวิ๋นเฉิงก็ไม่รบกวนต่อ เขาลุกขึ้นปัดก้นแล้วเดินจากไปทันที แผ่นหลังของเขาดูองอาจผึ่งผายและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
อืม นี่มันท่าทางของคนกำลังตกหลุมรักชัดๆ
…
ณ กองพลการผลิตเฟิงโซว
หลังจากกู้เฉิงหวยจัดการเรื่องบ้านใหม่เรียบร้อย เขาก็ปลีกตัวไปที่ทำการกองพลการผลิตเพื่อพบผู้ใหญ่บ้าน และหารือเรื่องการจัดหาที่พักพิงให้กับคุณเฉียวและคนอื่นๆ
เขาคือความภาคภูมิใจของกองพลการผลิต ทั้งยังมีประวัติดีงาม ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรผู้ใหญ่บ้านก็พร้อมรับฟังเสมอ ยิ่งครั้งนี้เขามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้วยแล้ว ยิ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ผู้ใหญ่บ้านก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “ผมลำบากใจจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องวางตัวกับพวกเขายังไงดี คุณก็รู้ว่าคนพวกนั้นถูกส่งลงมาจากเบื้องบนเพื่อ ‘รับการอบรม’ เรื่องก่อกำแพงหรือซ่อมบ้านมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แต่ที่ผมหนักใจก็คือ… ไม่รู้ว่าจะต้องรักษาระยะห่างกับพวกเขาแค่ไหน เฉิงหวย คุณเป็นคนมีความสามารถ รู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย คุณพอจะรู้ไหมว่าเบื้องบนเขากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่”
แววตาของผู้ใหญ่บ้านเต็มไปด้วยความคาดหวัง
สถานการณ์ในอำเภอก็เริ่มวุ่นวาย แม้ผู้ใหญ่บ้านจะไม่ได้ข่าวไวนัก แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
กู้เฉิงหวยไม่สามารถวิจารณ์นโยบายได้ตรงๆ “ไม่ว่าเบื้องบนจะทำอะไร ภารกิจหลักของทุกกองพลการผลิตก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ เรายังต้องมุ่งเน้นไปที่การผลิตเป็นสำคัญ”
“ส่วนคนเหล่านั้น เบื้องบนสั่งมายังไง เราก็ทำตามนั้น ในเอกสารระบุชัดเจนว่าให้พวกเขารับการอบรมผ่านการใช้แรงงาน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านถนัดอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องสอนอะไร แต่ว่า…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “การรับการอบรมผ่านการใช้แรงงาน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอาชีวิตคนไปเสี่ยงนะครับ ที่พักของพวกเขาอยู่ใกล้กับภูเขา ถ้าไม่มีสัตว์ป่าลงมาก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าเกิดมีสัตว์ป่าบุกเข้ามาเมื่อไหร่ คนเหล่านั้นมีทั้งคนแก่และเด็ก จะเอาชีวิตรอดได้ยังไงครับ”
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเคร่งเครียดขึ้นทันที
นี่คือเรื่องที่เขากังวลมากที่สุดเช่นกัน
“ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างสัตว์ป่าทำร้ายคนขึ้นมา…” กู้เฉิงหวยส่ายหน้าช้าๆ “ถึงแม้ว่าคนที่บาดเจ็บจะเป็นกลุ่มคนที่ต้อง ‘รับการอบรม’ แต่เรื่องนี้ก็ต้องถูกชาวบ้านเอาไปพูดต่อแน่นอน แล้วถ้าโชคดีมีนักข่าวมาทำข่าวเข้าล่ะก็ คราวนี้กองพลการผลิตของเราได้ดังไปทั่วประเทศแน่ครับ”
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านซีดเผือด “แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ใครมันจะไปอยากได้ชื่อเสียงแย่ๆ แบบนั้นกัน”
เขาเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ คิดไม่ตกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่ได้การแล้ว ต้องซ่อมบ้าน ต้องก่อกำแพง”
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของกู้เฉิงหวยแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
การที่สามารถปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นได้อย่างเปิดเผยเป็นเรื่องที่ดีที่สุด อย่างน้อยพ่อของเขาก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอีก
“เฉิงหวย ทำแบบนี้… จะไม่เป็นไรแน่นะ” ผู้ใหญ่บ้านถามเพื่อความมั่นใจ สายตาจับจ้องไปที่เขา
กู้เฉิงหวยพยักหน้ารับ “ไม่เป็นไรครับ ปัญหาของคนเหล่านั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไร”
เขาเคยตรวจสอบประวัติของคนกลุ่มนั้นมาแล้ว คนที่ดูจะยุ่งยากที่สุดก็คือคุณเฉียว ซึ่งเป็นนายทุนรายใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ในอดีตเขาก็เคยได้รับเอกสารประกาศเกียรติคุณที่ลงนามและประทับตราโดยผู้นำ ถ้าจะว่ากันตามจริง เขาก็ยังถือว่าเป็น ‘ฝ่ายแดง’ อยู่เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านพึมพำซ้ำๆ ด้วยความโล่งอก เขาคิดว่าไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เนิ่นนานออกไป จึงรีบออกไปหาคนงานที่แข็งแรง 2-3 คนเพื่อมุ่งหน้าไปยังตีนเขาทันที
[จบบท]