บทที่ 228: เป็นที่รู้กัน (2/2)
หลินเจาจนปัญญาจะปลอบโยน จึงได้แต่หันไปมองหน้าแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ
ซ่งซีเวยไม่อยากให้ลูกสาวต้องลำบากใจ จึงเอ่ยปากปลอบพี่สาวและหลานสาวของตน “ร้องไห้กันทำไมคะพี่ นี่มันเป็นเรื่องน่ายินดีนะ เราควรจะหัวเราะกันสิ อีกอย่าง เด็กดีๆ อย่างเซียงเซียง สักวันก็ต้องมีคนมองเห็นความดีของแกอยู่แล้ว”
“ใช่เลยค่ะแม่!” หลินเจาช่วยเสริมทัพ “แล้วที่สำคัญนะคะ พ่อหนุ่มคนนั้นยังบอกอีกว่าถ้าพี่หยวนเซียงอยากทำงาน เขาก็จะช่วยหางานให้ด้วย”
ประโยคนี้ได้ผลชะงัด ป้าใหญ่ซ่งหยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง ดวงตาแดงก่ำของเธอจับจ้องไปยังลูกสาวของตน “เซียงเซียง พ่อหนุ่มคนนั้นเขาพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอ”
หยวนเซียงนึกถึงสีหน้าจริงจังของหลี่ซงในตอนที่เขาเอ่ยประโยคนั้น ใบหน้าของเธอก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับ “ค่ะ...เขาพูดอย่างนั้นจริงๆ”
“เซียงเซียง ถ้าเขาหางานให้ได้จริงๆ ลูกต้องไปทำงานนะ” ป้าใหญ่ซ่งกำชับลูกสาวด้วยสีหน้าจริงจัง “ลูกแม่...แม่รู้ดีว่าการต้องแบมือขอเงินคนอื่นมันลำบากใจแค่ไหน การหาเงินได้ด้วยตัวเองจะทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากกว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำงานเมื่อไหร่ ลูกต้องคว้ามันไว้นะ ห้ามปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด เข้าใจไหม”
หยวนเซียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “หนูเข้าใจค่ะแม่”
ป้าใหญ่ซ่งรู้ดีว่าลูกสาวของเธอเป็นคนขยันขันแข็ง เธอจึงลูบผมของหยวนเซียงเบาๆ แล้วยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “ตอนนี้ก็ค่อยๆ คบหาดูใจกันไปก่อนนะลูก ทำความรู้จักเขาให้ดี...แล้วค่อยคุยกันเรื่องแต่งงาน เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องทั้งชีวิต ต้องรอบคอบเข้าไว้”
ใจหนึ่งเธอก็กลัวว่าลูกสาวจะหาคู่ไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าลูกสาวจะไปเจอคนไม่ดี
“ค่ะแม่” หยวนเซียงรับคำและจดจำไว้ในใจ เธออาจจะไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเท่ากับเจาเจา แต่ก็ถือว่าโชคดีกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านอีกหลายคน เพราะอย่างน้อยเธอก็มีแม่ที่รักและคอยคิดถึงเธออย่างสุดหัวใจ
ป้าใหญ่ซ่งไม่ได้อยู่นานนัก หลังจากที่ซักถามเรื่องราวการดูตัวของลูกสาวจนกระจ่างแล้ว เธอก็ขอตัวกลับทันที เนื่องจากช่วงนี้ที่กองพลการผลิตกำลังอยู่ในช่วงกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก และเธอเองก็ลามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
หยวนเซียงไม่ได้รั้งแม่ไว้ เธอแบ่งของขวัญที่ได้รับมาจากบ้านหลี่ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ครอบครัวของน้าเล็ก ส่วนที่เหลือให้แม่นำกลับบ้านไป นอกจากนี้ซ่งซีเวยยังใจดีตัดเนื้อหมูให้พี่สาวไปอีก 1 ชั่งด้วย
ป้าใหญ่ซ่งปฏิเสธน้ำใจไม่ไหว สุดท้ายจึงต้องหอบข้าวของพะรุงพะรังกลับไป
ตอนที่กลับมาถึงกองพลการผลิต ดวงอาทิตย์ยังคงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
เมื่อชาวบ้านเห็นว่ามือทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยข้าวของ ก็พากันยืนนิ่งตะลึงงันไปตามๆ กัน
พอได้สติก็มีคนเอ่ยปากถามขึ้น “แม่ของเซียงเซียง กลับมาจากเยี่ยมลูกสาวแล้วเหรอ ทำไมหอบของกลับมาเยอะแยะขนาดนั้นล่ะ น้องสาวเธอให้มาหรือไง”
วินาทีนั้น ป้าใหญ่ซ่งรู้สึกเหมือนได้เชิดหน้าชูตาก็ไม่ปาน เธอตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจ “ของบางส่วนน้องสาวฉันให้มา แต่ส่วนใหญ่...เป็นของที่คนรักของเซียงเซียงเขาให้มาฝากจ้ะ”
ในเมื่อลูกสาวของเธอได้คนรักที่ดีขนาดนี้ เธอจึงไม่คิดจะปิดบังอะไรอีกต่อไป ตั้งแต่ที่เซียงเซียงถูกถอนหมั้น พวกชาวบ้านก็เอาแต่นินทาว่าร้ายเสียๆ หายๆ มาตลอด ครอบครัวหยวนทนฟังเรื่องพวกนี้มามากพอแล้ว
ชาวบ้านพากันตกใจจนอ้าปากค้าง “หา! เซียงเซียงบ้านเธอมีคนรักแล้วเรอะ”
อีกคนหนึ่งพูดขึ้น “น้าเล็กของแกแนะนำให้เหรอ”
“แล้วผู้ชายเป็นคนที่ไหน ทำงานอะไรล่ะ”
“นี่แม่ของเซียงเซียง เซียงเซียงบ้านเธอน่ะเป็นคนขยันก็จริง แต่แกก็อายุอานามก็ปูนนี้แล้วนะ ไม่ใช่ว่าไปคว้าเอาพ่อม่ายที่ไหนมาหรอกนะ” เสียงนี้ดังมาจากคนที่ชอบหัวเราะเยาะเรื่องของคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจ
…
คำถามในช่วงแรกๆ ก็ยังพอรับฟังได้ เพราะเป็นแค่พวกสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน แต่ไอ้คนหลังนี่มันช่างน่าโมโหจริงๆ
แต่ป้าใหญ่ซ่งก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ เธอตอกกลับไปทันควัน “ขอบใจนะที่เป็นห่วง แต่เสียใจด้วยที่ไม่ใช่พ่อม่าย เขาเป็นคนงานในเมืองต่างหากล่ะ” คำว่า ‘คนงานในเมือง’ ถูกเน้นเสียงอย่างหนักแน่นและชัดเจน
“เป็นไปไม่ได้” คนเดิมยังคงไม่ยอมแพ้ พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่ออย่างยิ่ง “บ้านเธอจะไปหาคนงานในเมืองมาเป็นลูกเขยได้ยังไงกัน เซียงเซียงน่ะทั้งหน้าตาก็ไม่มี การศึกษาก็ไม่มี แถมอายุก็ปาไปตั้งขนาดนั้นแล้ว แม่ของเซียงเซียง...เธอไปดื่มเหล้าปลอมที่ไหนมาหรือเปล่า ถึงได้เมาแดดพูดจาเพ้อเจ้อกลางวันแสกๆ แบบนี้”
ป้าใหญ่ซ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างพูดจาได้น่ารังเกียจสิ้นดี เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ในฐานะที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เธอก็รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้มีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว จึงไม่อยากจะลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงด้วยให้เสียเวลาเปล่า
เธอทำเพียงแค่พูดความจริงออกไป
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เธอ”
“พ่อหนุ่มคนนั้นเป็นคนที่หลานสาวของฉันแนะนำให้ พวกเธอก็คงเคยได้ยินเรื่องราวของหลานสาวฉันกันมาบ้างแล้วสินะ เด็กม.ปลายคนเดียวในละแวกนี้ ที่แต่งงานไปอยู่บ้านกู้ที่กองพลการผลิตเฟิงโซว สามีของแกเป็นนายทหารอยู่ในกองทัพ ส่วนตัวหลานสาวของฉันก็เป็นพนักงานขายอยู่ในสหกรณ์การค้าและการตลาด แล้วเพื่อนร่วมงานของแกก็มาไหว้วานให้เจาเจาช่วยแนะนำคนรักให้ พอดีกับที่เจาเจากลับมาเยี่ยมบ้าน...แล้วก็บังเอิญรู้ว่าพี่สาวของแกเพิ่งถูกถอนหมั้น มันก็เลยเป็นเรื่องบังเอิญแบบนี้แหละ เจาเจาก็เลยลองแนะนำพี่สาวของแกให้เพื่อนร่วมงานคนนั้นดู แล้วเพื่อนร่วมงานคนนั้นก็รู้สึกว่าใช้ได้ เด็กสองคนก็เลยได้ไปดูตัวกัน ซึ่งก็คือวันนี้เอง และตอนนี้...เซียงเซียงของฉันก็มีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่มีที่มาที่ไปอย่างละเอียดขนาดนี้ ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อ นี่แหละคือข้อดีของการมีหลานสาวเป็นถึงพนักงานขาย
“ว่าแต่แม่ของเซียงเซียง แล้วคนรักของเซียงเซียงเขาทำงานอะไรล่ะ”
“ได้ยินว่าเป็นคนงานด้วยนี่นา แล้วเป็นพนักงานประจำหรือแค่พนักงานชั่วคราวล่ะ”
“แล้วทำไมครอบครัวฝ่ายชายถึงยอมให้เขาแต่งกับผู้หญิงบ้านนอกกัน ไม่ใช่ว่าคนในเมืองเขาดูถูกคนบ้านนอกหรอกเหรอ”
…
สารพัดคำถามถาโถมเข้ามาไม่หยุดจนป้าใหญ่ซ่งเริ่มรู้สึกปวดหัว
“นี่เพิ่งจะเริ่มคบกันเอง อนาคตจะเป็นยังไงก็ยังไม่แน่ไม่นอนเลย ของมันเยอะแล้วก็หนักด้วย ฉันขอกลับก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันวันหลังแล้วกัน”
พูดจบเธอก็รีบจ้ำอ้าวหนีไปทันที
ทิ้งให้ชาวบ้านที่ยังอยู่ที่เดิม ซึ่งเพิ่งจะได้เสพเรื่องซุบซิบชิ้นใหญ่อย่างออกรส กำลังอยู่ในช่วงคันปากอยากระบาย จึงยืนจับกลุ่มคุยกันต่ออย่างเมามัน
“พวกเธอว่าที่แม่ของเซียงเซียงพูดมาน่ะเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่ แกจะได้ลูกเขยเป็นคนในเมืองจริงๆ เหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“ฉันว่าน่าจะจริงนะ ก็หลานสาวของแกทั้งมีการศึกษาทั้งมีความสามารถ การจะหาคู่ครองเป็นคนในเมืองให้ลูกพี่ลูกน้องตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”
แต่บางคนที่รู้สึกอิจฉาริษยาอยู่ในใจ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาเหน็บแนมออกมา “ใครจะไปรู้ว่าพ่อหนุ่มคนนั้นน่ะมีตำหนิอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า คนในเมืองดีๆ ที่ไหนเขาจะอยากได้ผู้หญิงบ้านนอกกัน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพ่อม่ายลูกติดก็ได้ใครจะไปรู้”
“เออ...ก็จริงของเธอ”
…
ป้าใหญ่ซ่งหารู้ไม่ว่าบทสนทนาเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ถึงจะรู้เธอก็คงไม่ใส่ใจ เพราะเมื่อหลายวันก่อน พวกชาวบ้านก็เคยพูดจาได้น่ารังเกียจกว่านี้มาแล้ว
ไม่นานนักข่าวดีนี้ก็ไปถึงหูของคนในครอบครัวหยวน พี่ชายทั้งสองของหยวนเซียงต่างก็ดีใจไปกับเธอด้วย
“แม่ครับ นี่เรื่องจริงเหรอครับที่เซียงเซียงได้คนรักเป็นคนในเมือง” พี่ชายคนโตของหยวนเซียงเอ่ยถาม
ป้าใหญ่ซ่งอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ความทุกข์ระทมบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงรอยยิ้มแห่งความสุข “ใช่แล้วจ้ะ น้องสาวของลูกบอกว่าการดูตัวเป็นไปอย่างราบรื่นมาก แกพอใจ ฝ่ายนั้นก็พอใจเหมือนกัน รออีกสองวันพ่อหนุ่มคนนั้นก็จะพาแกไปเที่ยวในอำเภออีกด้วยนะ”
พี่สะใภ้ใหญ่ของหยวนเซียงจึงถามขึ้น “แต่แม่คะ หนูได้ยินคนในหมู่บ้านลือกันว่า คนรักคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเซียงเซียงแนะนำให้เหรอคะ ตกลงว่าที่มาที่ไปมันเป็นยังไงกันแน่คะ”
เนื่องจากคราวที่แล้วที่กลับมาจากกองพลการผลิตตงเฟิง ป้าใหญ่ซ่งกลัวว่าเรื่องราวจะผิดพลาด จึงไม่ได้ปริปากบอกใครเรื่องที่ลูกสาวจะต้องไปดูตัว ด้วยเหตุนี้ทุกคนในบ้านหยวนจึงพากันงุนงงไปหมด
เมื่อได้ยินลูกสะใภ้คนโตเอ่ยถาม เธอก็เล่าที่มาที่ไปทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด
พี่ชายคนรองของหยวนเซียงจึงบ่นอุบอิบอย่างน้อยใจ “โธ่...แม่ครับ ทำไมเพิ่งจะมาบอกตอนนี้ล่ะครับ เรื่องสำคัญในชีวิตของน้องสาวผมแท้ๆ แต่ผมกลับรู้ทีหลังคนทั้งหมู่บ้านอีก”
“ก็เรื่องมันยังไม่แน่นอนเลยนี่นา แม่จะพูดได้ยังไงล่ะ” ป้าใหญ่ซ่งตวัดสายตามองค้อนลูกชาย
พี่ชายคนรองของหยวนเซียงได้แต่พึมพำกับตัวเอง “อย่างน้อยก็น่าจะบอกใบ้กันสักคำก็ยังดี” เรื่องของน้องสาว เขาก็เป็นห่วงเป็นใยไม่แพ้ใครเหมือนกัน
ป้าใหญ่ซ่งเปลี่ยนเรื่อง “ในเมื่อเซียงเซียงจะแต่งเข้าเมือง สินเจ้าสาวจะเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แม่ว่าจะหาช่างมาทำเตียงกับตู้เสื้อผ้าให้แกใหม่สักชุด”
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองของหยวนเซียงก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
“ไม่ได้นะคะแม่ แบบนี้มันไม่เหมาะ” พี่สะใภ้รองของหยวนเซียงซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้วก็โพล่งคัดค้านขึ้นมาทันที “เงินชดเชยที่ได้มาจากบ้านนั้นตอนที่เซียงเซียงถูกถอนหมั้น แม่ก็ยกให้เป็นเงินสินเจ้าสาวของแกไปหมดแล้ว ไหนจะสินเจ้าสาวที่บ้านเราเตรียมไว้ให้ก่อนหน้านี้อีกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วทำไมยังต้องเพิ่มเข้าไปอีกคะแม่ หลานๆ ของแม่ก็ต้องแต่งงานเหมือนกันนะคะ”
การที่น้องสาวสามีถูกถอนหมั้นก็ส่งผลกระทบต่อลูกๆ ของเธอไม่น้อยอยู่แล้ว และตอนนี้แม่สามียังจะมาทุ่มเงินเพิ่มสินเจ้าสาวให้น้องสาวสามีอีก เธอจึงไม่พอใจอย่างมาก
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเห็นน้องสาวสามีได้ดิบได้ดี ถ้าครอบครัวหยวนร่ำรวยเงินทองเธอก็คงไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไร แต่นี่ทั้งครอบครัวต้องอาศัยคะแนนงานเพื่อประทังชีวิต เงินเก็บในบ้านก็มีอยู่ไม่มากนัก เธอจึงต้องคิดถึงอนาคตของลูกๆ ตัวเองก่อน
ป้าใหญ่ซ่งประกาศกร้าว “แม่ไม่ได้จะแตะต้องเงินกองกลางของบ้าน แต่จะใช้เงินส่วนตัวของแม่เอง”
คำพูดนี้ทำเอาพี่สะใภ้รองของหยวนเซียงถึงกับพูดอะไรไม่ออก แต่ในใจก็ยังคงขุ่นมัวอยู่ดี เธอรู้สึกว่าแม่สามีกำลังลำเอียงเข้าข้างแต่ลูกสาวของตัวเอง จึงสะบัดหน้าเดินกลับเข้าห้องไปอย่างหัวเสีย
[จบบท]