บทที่ 229: บทละครชั้นยอด (1/2)
ป้าสะใภ้ซ่งไม่เห็นจะใส่ใจเลยสักนิด นั่นมันเงินส่วนตัวของเธอแท้ๆ เธอจะเอาไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อีกอย่างเธอก็มีหยวนเซียงเป็นลูกสาวอยู่แค่คนเดียว จะไม่ให้คิดถึงอนาคตของลูกสาวได้ยังไงกัน
บรรยากาศในบ้านเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ
ทันใดนั้น ปู่หยวนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้านลูกชาย พอมาถึงก็โพล่งถามขึ้นทันที “เซียงเซียงมีแฟนแล้วรึ?”
ป้าสะใภ้ซ่งกลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้งราวกับนักรบที่พร้อมออกศึก “ใช่แล้วค่ะ! เป็นน้องชายของเพื่อนร่วมงานลูกพี่ลูกน้องของเขาเองค่ะ!”
ตอนแรกเธอก็นึกว่าพ่อสามีจะพูดอะไรที่ไม่เข้าหูออกมาเสียอีก แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าชายชราหัวดื้อคนนี้จะดี๊ด๊าไปกับหลานสาวของตัวเองเสียยกใหญ่
เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อยเป็นประกาย
“ดี! ดีมาก!” ปู่หยวนพูดคำว่า ‘ดี’ ซ้ำถึง 2 ครั้ง “คราวนี้จะได้รู้กันสักที ว่าใครหน้าไหนมันจะกล้าพูดอีกว่าหลานสาวตระกูลหยวนของฉันไม่มีใครเอา ต้องอยู่ขึ้นคานเป็นสาวแก่ที่บ้าน!”
พูดจบประโยค เขาก็รีบแจ้นออกไปทันที คงจะไปโม้ให้พวกเพื่อนเก่าๆ ฟังนั่นแหละ
ป้าสะใภ้ซ่ง “…”
ในเวลาเดียวกัน ข่าวที่หยวนเซียงได้แฟนเป็นคนในเมืองก็ลอยไปเข้าหูของบ้านหวง ที่เคยหาญกล้ามาถอนหมั้นกับบ้านหยวน
ยายเฒ่าหวงนั่งหน้าดำคร่ำเครียด ไม่พูดไม่จาอยู่นานสองนาน พอนึกถึงคำพูดเยาะเย้ยของชาวบ้านเข้า สีหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
“แม่คะ! ตอนนี้ชาวบ้านเขานินทากันสนุกปากไปหมดแล้ว บอกว่าบ้านเราตาต่ำ เก็บงามาแทนที่จะเอาแตงโม แถมยังด่าว่าบ้านเราเห็นแก่ตัว รังเกียจคนจน สมน้ำหน้าแล้วที่โดนแบบนี้ แม่คะ เราจะปล่อยให้พวกปากหอยปากปูมันพูดพล่อยๆ ไม่ได้นะคะ ต้องหาทางทำให้พวกมันหุบปากให้ได้!” สะใภ้ใหญ่บ้านหวงฟ้องเป็นชุด
ยายเฒ่าหวงตวาดลั่น เสียงแหลมปรี๊ดจนแสบแก้วหู “แล้วแกคิดว่าฉันไม่รู้รึไงว่าพวกมันปากดีกันขนาดไหน!”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง!”
สะใภ้ใหญ่บ้านหวงถึงกับสะดุ้งโหยง รีบลูบอกตัวเองป้อยๆ แล้วเสนอความคิดอย่างรวดเร็ว “ถ้าอาเล็กได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ กลายเป็นคนเมืองเต็มตัวเมื่อไหร่ ใครมันจะยังกล้ามาว่าร้ายบ้านเราอีกคะ รับรองว่าพวกนั้นต้องรีบแจ้นมาประจบเราแน่ๆ”
ภาพเหตุการณ์ที่สะใภ้ใหญ่เล่าผุดขึ้นมาในหัวของยายเฒ่าหวงทันที เธอแสยะยิ้มออกมาอย่างสมใจ
แต่พอคิดถึงความเป็นจริง คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วก็ยิ่งขมวดหนักขึ้นไปอีก “แต่เสี่ยวคังบอกว่ามันยากมากเลยนะ กว่าจะได้บรรจุน่ะ ต้องใช้เวลา”
ลูกชายเพิ่งส่งข่าวมาว่ามีคนในโรงงานคอยจ้องเล่นงานเขาอยู่ ทำให้โควตาบรรจุของเขาถูกขวางเอาไว้ ตอนนี้ทางบ้านพ่อตาของเขากำลังหาทางช่วยอยู่ ถ้าสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน
ไม่รู้ว่ามันเป็นใครกันที่บังอาจมาอิจฉาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ ไม่กลัวเวรกรรมตามทัน เดินสะดุดขาตัวเองล้มตายหรือยังไง!
ทางด้านลุงซ่งที่กำลังนั่งจิบชาสบายใจอยู่บ้านก็เกิดจามออกมาเสียงดัง… ใครมันแอบนินทาอยู่วะ?
“ก็ให้เขาไปตอแยเมียเขาอีกสิคะ” สะใภ้ใหญ่บ้านหวงกระซิบ
ยายเฒ่าหวงน่ะขี้เหนียวเกินกว่าจะควักเงินซื้อของขวัญไปกำนัลใคร เธอหวังว่าจะใช้เส้นสายของครอบครัวทางฝั่งนั้นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด แต่ปากกลับพูดไปอีกอย่าง “ไม่ต้องพูดมาก เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”
สะใภ้ใหญ่บ้านหวงเบะปากอย่างหมั่นไส้ บอกว่าไม่ต้องพูดมาก แต่พอมีเรื่องก็แจ้นมาถามเธออยู่ดี
ยายเฒ่าหวงหันไปถ่มน้ำลายใส่ทิศทางบ้านของเพื่อนบ้านทั้งซ้ายและขวา ก่อนจะพึมพำอย่างเคียดแค้น “หัวเราะเข้าไปเถอะพวกแก! รอให้เสี่ยวคังลูกชายฉันได้เป็นคนงานก่อนเถอะ ถึงตาฉันได้หัวเราะกลับบ้าง!”
แค่เพียงจินตนาการว่าเมื่อลูกชายคนเล็กได้เป็นคนงาน เธอก็ไม่ต้องตรากตรำทำงานอีกต่อไป ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ สบายใจเฉิบ ยายเฒ่าหวงก็ยิ้มกว้างจนริ้วรอยบนใบหน้าขยุ้มเข้าหากัน
คุณยายเฒ่าหารู้ไม่ว่า การที่ลุงซ่งได้ออกโรงด้วยตัวเอง… เส้นทางการบรรจุเป็นพนักงานประจำของนายหวงคังลูกรัก คงจะอีกยาวไกลสุดลูกหูลูกตา และเรื่องน่าอับอายของบ้านหวงก็ยังจะมีตามมาอีกเป็นพรวน
หลังจากที่หยวนเซียงได้แฟนเป็นคนงาน เสียงนินทาว่าร้ายเกี่ยวกับเธอก็ซาลงไปอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านเปลี่ยนเป้าหมายไปที่บ้านหวงแทน และถ้อยคำที่ใช้ก็นับว่าเจ็บแสบไม่แพ้ตอนที่นินทาบ้านหยวนเลยแม้แต่น้อย
พอคนบ้านหยวนได้ยินข่าวนี้เข้าบ้าง ก็รู้สึกสะใจเป็นบ้า ในที่สุดเมฆหมอกที่เคยปกคลุมบ้านมานานก็สลายไปเสียที
ยิ่งได้เนื้อและลูกอมที่หลินเจาและหยวนเซียงฝากกลับมาด้วยแล้ว ทุกคนในบ้านก็ยิ่งอารมณ์ดีกันถ้วนหน้า แม้แต่พี่สะใภ้รองหยวนที่เคยหน้าหงิกเป็นม้าหมากรุก พอได้กินเนื้อและได้ลูกอมไปแบ่งแล้ว ก็เลิกทำหน้าบึ้งตึงเป็นปลิดทิ้ง
…
เรื่องวุ่นๆ ของบ้านหยวนนั้น คนบ้านหลินยังไม่ได้รับรู้
ในตอนนี้หลินเจายังคงอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเธอ เธอถือโอกาสนี้แอบกระซิบบอกหลินเฮ่อหลิงและแม่หลินว่า ตอนนี้เธอมีบ้านพร้อมลานส่วนตัวเป็นของตัวเองในอำเภอแล้ว
หลินเฮ่อหลิงซักไซ้ถึงที่มาที่ไปอย่างละเอียด และพอได้ยินว่าชื่อบนโฉนดที่ดินผืนนั้นคือใคร แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “หลินจิ่ว?”
“พ่อรู้จักเขาเหรอคะ?” หลินเจาจ้องหน้าพ่อของเธอไม่วางตา
ซ่งซีเวยลูบศีรษะของลูกสาวเบาๆ “โถ่ ลูกคนนี้นี่... ก็นามแฝงของพ่อแกสมัยก่อนคือหลินจิ่วนั่นแหละจ้ะ”
“หา...?!” หลินเจาถึงกับมึนไปชั่วขณะ ก่อนจะอุทานเสียงดัง “แปลว่าบ้านหลังนั้นเป็นของพ่อเหรอคะ?! แล้วทำไมหนูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย! พ่อคะ! พ่อยังมีความลับอะไรที่หนูไม่รู้อีกเนี่ย!”
หลินเฮ่อหลิงถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำตัดพ้อของลูกสาว
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขายักไหล่อย่างขำๆ พลางใช้นิ้วเรียวยาวชี้ที่ศีรษะตัวเอง “ลูกก็รู้นี่ว่าความทรงจำของพ่อมันกลับมาแบบกระท่อนกระแท่น บางเรื่องพ่อเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”
หลินเจาเท้าคางมองหน้าพ่อของเธอ “พ่อคะ... หรือว่าพ่อจะเป็นทายาทของตระกูลดังอะไรทำนองนั้น?”
น่าแปลกที่หลินเฮ่อหลิงไม่ได้ปฏิเสธในทันที “ก็อาจจะนะ ถึงไม่ใช่ทายาทตระกูลดัง ก็คงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญหรอก พ่อจำได้ว่าตอนเด็กๆ บ้านที่พ่ออยู่มีลานกว้างหลายแห่ง ในสวนก็มีดอกไม้บานสะพรั่ง ตรงหน้าประตูใหญ่มีน้ำพุขนาดเบ้อเริ่ม ในบ้านก็มีคนอยู่กันเยอะแยะไปหมด แถมยังมีรถยนต์ด้วยนะ...”
“บ้านสไตล์ตะวันตกเหรอคะ?” หลินเจาคิดในใจ พ่อของเธอต้องได้บทละครชีวิตชั้นยอดมาแน่ๆ โชคดีอะไรขนาดนี้!
“น่าจะใช่อย่างนั้น” หลินเฮ่อหลิงพยักหน้ารับ
“แล้วพ่อนึกถึงอย่างอื่นอีกไหมคะ อย่างเช่นเรื่องครอบครัว?” หลินเจาถามด้วยความอยากรู้
หลินเฮ่อหลิงตอบเรียบๆ “ไม่เลย”
หลายปีที่ผ่านมาเขานึกอะไรไม่ออกเลยจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงร้อนใจและกังวล แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
หลินเจารีบปลอบใจ “พ่อก็บอกเองนี่คะว่ายาที่หนูให้มันได้ผล ไม่แน่ว่าพอพ่อกินยาหมดแล้ว พ่ออาจจะจำทุกอย่างได้ก็ได้นะคะ”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” หลินเฮ่อหลิงถอนหายใจเบาๆ ในใจ
หลายปีขนาดนี้... ไม่รู้ว่าคนที่บ้านจะเป็นยังไงกันบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สู้ดีแบบนี้ เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าตระกูลหลินของเขาอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย
หลินเจารีบเปลี่ยนเรื่องคุย “พ่อคะ ถ้าพ่อมีบ้านอยู่ในอำเภอจริงๆ แล้วทำไมหนูถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะคะ?”
หลินเฮ่อหลิงสลัดความกังวลทิ้งไป ก่อนจะยิ้มแล้วเล่าว่า “คือตอนนั้น... พ่อต้องรีบหนีออกมาเพราะมีเรื่องนิดหน่อย เลยลืมหยิบเอกสารสำคัญติดตัวมาด้วย พอย้ายมาที่นี่ก็ดันมาป่วยหนัก มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง มันก็สายเกินไปแล้ว”
อีกอย่างในยุคสมัยนั้น ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมมันแทบไม่มี เรื่องบ้านเรื่องที่ดินเลยไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น
“ลูกนี่โชคดีจริงๆ นะ ที่ดันไปเจอโฉนดที่ดินของบ้านหลังนั้นเข้า”
หลินเฮ่อหลิงหัวเราะเบาๆ “ไม่กี่วันก่อนพ่อยังคุยกับแม่ของลูกเรื่องนี้อยู่เลยนะ ว่าป่านนี้บ้านหลังนั้นจะกลายเป็นของใครไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะยังไม่ถูกทางการยึดไป”
“เจาเจา ในเมื่อลูกเป็นคนเจอโฉนด บ้านหลังนั้นก็เป็นของลูกแล้วกันนะ การมีบ้านในอำเภอไว้น่ะดีแล้ว เผื่อวันไหนมีธุระแล้วไม่อยากกลับไปที่กองพลการผลิต จะได้มีที่ให้พักผ่อน”
จริงอยู่ที่เธอสามารถไปพักที่บ้านของลุงใหญ่ได้ แต่สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวซ่งก็ค่อนข้างจำกัด ไหนจะลูกชายสองคนที่โตเป็นหนุ่มแล้วอีก การไปพักที่นั่นจึงไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่นัก
หลินเจาเคยบอกพ่อกับแม่ของเธอว่าเธอเจอโฉนดที่ดินผืนนี้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่เก็บได้จากสถานีรับซื้อของเก่า พ่อของเธอจึงพูดแบบนี้
ไม่ทันที่หลินเจาจะได้เอ่ยอะไร หลินเฮ่อหลิงก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รอให้พ่อจำอดีตได้ทั้งหมด และบ้านเมืองกลับมาสงบสุขเมื่อไหร่ พ่อเชื่อว่ามรดกที่พ่อจะทิ้งไว้ให้พวกพี่น้องได้ จะต้องมีค่ามากกว่าตอนนี้หลายเท่านัก ถึงตอนนั้น... เจาเจาของพ่อก็จะได้ย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้ชีวิตสุขสบายอย่างที่ควรจะเป็น”
หลินเจายิ้มกว้างจนตาหยี “ที่พ่อกับแม่ให้หนูมาก็เยอะมากแล้วค่ะ”
เธอหมายถึงทองคำแท่งและของมีค่าอีกหลายอย่างที่พ่อแม่แอบให้เธอนำกลับไปในครั้งก่อน
“แค่นี้มันจะไปพออะไรกัน” หลินเฮ่อหลิงลูบศีรษะของลูกสาวสุดที่รักอย่างเอ็นดู “พ่อแม่ที่ดีก็ควรจะทำให้ลูกๆ ของตัวเองมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องลำบากยังไงล่ะ”
พอพูดถึงประโยคสุดท้าย เขาก็รู้สึกวูบไปชั่วขณะ... ภาพใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนยิ้มของชายคนหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว... ชายคนนั้นกำลังให้เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งขี่คอ พร้อมกับพูดประโยคเดียวกันนี้ออกมาเป๊ะๆ
นั่น... หรือว่าจะเป็น...
พ่อของเขา?
[จบบท]