บทที่ 23: ปานรูปใบไม้ (1/2)
“เจาเจา ลูกต้องใส่ใจเด็กๆ ให้มากกว่านี้นะ จะหวังพึ่งแต่แม่สามีของลูกไปซะทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ บ้านกู้เขามีลูกหลานตั้งหลายคน แม่ของเฉิงหวยจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลไหว เด็กๆ เป็นลูกของลูกนะ จะโยนภาระทั้งหมดไปให้คนอื่นได้ยังไง แม่ไม่ได้สอนลูกมาแบบนี้ซะหน่อย”
น้ำเสียงของแม่หลินที่เอ่ยกับลูกสาวเต็มไปด้วยความห่วงใยและเจือปนการตักเตือนอยู่หลายส่วน เธอรู้ดีว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาลูกสาวของเธอต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ด้วยความที่สงสารและเห็นใจในความลำบากของลูกจึงไม่เคยคิดจะพูดอะไรมากนัก แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปหลายปี ความกังวลก็เริ่มเกาะกินหัวใจของคนเป็นแม่ เธอหวั่นใจว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป หลานๆ ของเธออาจจะเหินห่างจากอกแม่แท้ๆ ของตัวเองได้
ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบหน้าลูกสาว เธอจึงต้องคอยพร่ำเตือนอยู่เสมอ
“หนูรู้ค่ะแม่ หนู...” หลินเจาพยายามจะอธิบาย แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงเล็กๆ ของเด็กชายฝาแฝดก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่พรวดพราดเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว
“คุณยาย!” เอ้อร์ไจ่ส่งเสียงเรียกดังลั่นอย่างสดใสราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อยที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน
ตามมาด้วยเสียงที่เจือความดีใจไม่แพ้กันของต้าไจ่ “คุณยายครับ”
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแม่หลินทันทีที่เห็นหน้าหลานชายทั้งสอง เธอโบกมือเรียกพวกเขาด้วยความเอ็นดู “โอ๊ย ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ของยาย มาให้ยายดูหน่อยสิว่าสูงขึ้นหรือเปล่า”
เด็กชายทั้งสองรีบวิ่งมายืนตรงหน้าคุณยายของพวกเขา ยืดตัวตรงแน่วราวกับต้นหลิวที่ท้าทายสายลม
เอ้อร์ไจ่ทำหน้าภูมิใจเสนอตัวเองก่อนใคร “คุณยายครับ ดูผมก่อนเลย เมื่อวานผมกินเกี๊ยวไปชามใหญ่เบ้อเริ่ม ตั้ง 8 ตัวแน่ะ ผมต้องสูงขึ้นแน่ๆ ครับ”
“เมื่อวานกินเกี๊ยวกันเหรอ?” แม่หลินถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ครับ แม่เป็นคนทำให้กินด้วยนะ เนื้อเยอะมากๆ อร่อยที่สุดเลย” เอ้อร์ไจ่รีบอวดต่อทันที
ความตกใจบนใบหน้าของแม่หลินยิ่งเพิ่มทวีคูณ “แม่ของหลานทำเหรอ?”
“แม่ยังจะตัดเสื้อให้พวกเราด้วยนะ” ต้าไจ่เสริมขึ้นมาบ้าง
“เจาเจา ลูกคิดได้แล้วเหรอ?” แม่หลินหันขวับไปมองหน้าลูกสาวทันที น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด
หลินเจาไม่ได้อธิบายอะไรยืดยาว เพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ “ค่ะแม่ หนูคิดได้แล้ว เด็กทั้ง 4 คนเป็นลูกที่หนูลำบากอุ้มท้องมาแทบตาย จะปล่อยปละละเลยพวกเขาไปได้ยังไง”
มุมปากของต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างกับคันเบ็ดตกปลา
“ลูกคิดแบบนี้ก็ถูกแล้ว” แววตาของแม่หลินเต็มไปด้วยความยินดีและโล่งใจ “ในที่สุดลูกก็รู้จักโตแล้ว”
หลายปีที่ผ่านมานี้ ทั้งเธอและพ่อของหลินเจามักจะรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ที่ตกลงปลงใจยกลูกสาวให้แต่งงานง่ายดายเกินไป มันดูเป็นการตัดสินใจที่ผลีผลามไปหน่อย ในสายตาของพวกเขา หลินเจายังเป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ด้วยซ้ำ การต้องแต่งงาน มีลูก ในขณะที่สามีก็ไม่ได้อยู่เคียงข้าง ทำให้ชีวิตของเธอไม่ราบรื่นนัก และนั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นิสัยของเธอเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีนัก
พ่อของหลินเจามักจะปลอบเธอเสมอว่า ‘รอให้ลูกโตกว่านี้อีกหน่อย ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง’ และดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะเป็นความจริง
นี่ไงล่ะ
ในที่สุดลูกสาวของเธอก็รู้จักคิดและทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้ว
“เดี๋ยวแม่จะกลับไปบอกพ่อของลูก พ่อเขาได้ยินต้องดีใจมากแน่ๆ”
แม่หลินกับพ่อหลินเป็นคู่ชีวิตที่แต่งงานกันมาตั้งแต่หนุ่มสาว ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งจนหน้าแดงใส่กันเลยสักครั้ง แถมยังไม่เคยแยกจากกันไปไหนไกล ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงแน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยที่มีให้กันเสมอ ซึ่งหลินเจาก็คุ้นชินกับภาพเหล่านี้เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นความสุขฉายชัดบนใบหน้าของผู้เป็นแม่ หลินเจาจึงเอ่ยเสริมขึ้น “ต่อไปนี้หนูจะกลับไปเยี่ยมบ่อยๆ นะคะ”
“ดีมากจ้ะ” แม่หลินตอบรับด้วยน้ำเสียงที่สดใสและหนักแน่น
แต่ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป เสียงของใครอีกคนก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหลินซื่อเซิ่งที่ก้าวเข้ามาในบ้าน
“พี่รอง” หลินเจาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น
“เจาเจา ต่อไปนี้อย่าให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ไปที่บ้านใหญ่ของตระกูลกู้บ่อยนักนะ” หลินซื่อเซิ่งพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าน้องสาว
หลินเจาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ทำไมล่ะ?” แม่หลินที่ได้ยินเช่นนั้นก็หันมาถามทันที ใบหน้าของเธอเคร่งขรึมลง แววตาที่คมกริบจ้องมองไปยังใบหน้าของลูกชาย “มีใครที่บ้านกู้ทำหน้าบึ้งตึงใส่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ของแม่รึไง”
“ก็ไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่หรอกครับ แต่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เกือบจะโดนคุณอาเล็กของพวกเขาทำร้ายเอา” หลินซื่อเซิ่งนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมา สีหน้าของเขาก็ดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
“อะไรนะ?” แม่หลินร้องเสียงหลง รีบดึงหลานชายทั้งสองเข้ามาสำรวจร่างกายอย่างละเอียดทันที ด้วยกลัวว่าหลานรักของเธอจะได้รับบาดเจ็บตอนที่เธอไม่ทันได้สังเกต
ต้าไจ่รีบพูดขึ้นเพื่อปลอบใจคุณยาย “คุณยายครับ ผมกับเอ้อร์ไจ่ไม่เป็นอะไรแล้วครับ ตอนที่ฟืนของคุณอาเล็กเกือบจะหล่นใส่พวกเรา ลุงรองก็เข้ามาช่วยเตะมันออกไปให้พอดีเลยครับ”
เอ้อร์ไจ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับพี่ชาย
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่หลินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ความโกรธกลับพุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ เธอลุกพรวดขึ้นหมายจะเดินไปที่บ้านใหญ่ของตระกูลกู้เพื่อเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
แต่ก็ถูกหลินซื่อเซิ่งคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน
“แม่ครับ ผมจัดการสั่งสอนคนไปแล้ว”
แม่หลินชะงักฝีเท้า หันมาถามลูกชาย “แล้วลูกสั่งสอนไปยังไงล่ะ?”
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่เป็นประกายวาววับราวกับตะเกียง เขาเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ลุงรองช่วยแก้แค้นให้พวกเขาอย่างออกรสออกชาติด้วยท่าทีที่ดูภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
เด็กชายคนนี้มีพรสวรรค์ด้านการใช้ภาษาเป็นเลิศ ความคิดของเขาก็ชัดเจน แถมยังมีความจำดีเยี่ยมอีกต่างหาก เขาใช้ทั้งท่าทางและการแสดงประกอบการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้อย่างสมจริง
หลินเจามองดูลูกชายคนรองของเธอที่สวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว เดี๋ยวก็เป็นคุณอาเล็ก เดี๋ยวก็เป็นตัวเองกับต้าไจ่ แล้วก็สลับไปเป็นลุงรองได้อย่างไม่สับสนวุ่นวาย
การแสดงของเอ้อร์ไจ่สมบูรณ์แบบมากจนสามารถถ่ายทอดฉากเหตุการณ์นั้นออกมาได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง
สีหน้าของหลินเจาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้สึกทึ่งในหัวใจอันแข็งแกร่งของลูกชายทั้งสองคน ทั้งๆ ที่เกือบจะโดนทำร้ายอยู่แล้วแท้ๆ แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เด็กทั้งสองก็ลืมเรื่องราวร้ายๆ ไปจนหมดสิ้น
“ขอบคุณนะพี่รองที่ช่วยปกป้องต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่” หลินเจาเอ่ยขอบคุณพี่ชายพร้อมกับรอยยิ้ม
หลินซื่อเซิ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ “กับพี่ยังต้องมาพูดจาเกรงใจกันแบบนี้ด้วยเหรอ?”
เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วยิ้ม “นี่ยังเป็นน้องสาวของพี่อยู่หรือเปล่าเนี่ย”
แววตาของหลินเจาฉายแววทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ในอดีตเธอเคยถูกตามใจจนเคยตัว ไม่เคยเอ่ยคำขอบคุณใครเลยสักครั้ง ไม่น่าแปลกใจที่พี่รองของเธอจะรู้สึกแปลกๆ
“พี่รองกับแม่หิวกันหรือยังคะ?”
หลินซื่อเซิ่งเห็นว่าน้องสาวกำลังจะเปลี่ยนเรื่องคุย เขาก็ไม่ได้จงใจจะขุดคุ้ยอะไรต่อ จึงแกล้งพูดหยอกล้อไปว่า “นี่จะเลี้ยงข้าวพี่กับแม่เหรอ?”
“กินเกี๊ยวไหมคะ?” หลินเจาถามตรงๆ
ครอบครัวหลินไม่ได้มีใครที่ได้รับปันส่วนอาหารจากทางการ ทุกคนต้องหาเลี้ยงชีพจากการทำไร่ทำนา โชคยังดีที่หลินซื่อเซิ่งมีความสามารถในการจับปลาและล่าสัตว์ ทำให้พวกเขามีโอกาสได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์อยู่บ้าง ซึ่งก็ถือว่าดีกว่าครอบครัวอื่นๆ อยู่หน่อย
แต่การล่าสัตว์จับปลาก็ต้องอาศัยโชคช่วยเช่นกัน ทำให้ครอบครัวหลินไม่ได้กินเนื้อมาเดือนกว่าแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหารที่ทำจากแป้งสาลีอย่างเกี๊ยวเลย
“เอาสิ” หลินซื่อเซิ่งตอบรับอย่างไม่เกรงใจน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
แต่ยังไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือของแม่หลินก็ฟาดลงบนแผ่นหลังของเขาเต็มแรงจนเขาร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด
“แม่ครับ” ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีลูกแล้วสองคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
ท่าทีแกล้งทำเป็นน่าสงสารของเขาทำให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ส่วนแฝดหญิงชายที่ยังเล็กอยู่แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็หัวเราะคิกคักตามไปด้วย
“อะไรกัน ไม่มีอะไรจะกินหรือไง ถึงได้มาขอน้องสาวแกกินแบบนี้” แม่หลินทำหน้าบึ้งตักเตือนลูกชาย
แต่พอหันไปมองลูกสาว สีหน้าของเธอก็อ่อนโยนลงทันที “แม่กับพี่รองของลูกกินอะไรกันมาแล้ว เราแค่เป็นห่วงเลยแวะมาดู เดี๋ยวก็จะกลับกันแล้ว”
เธอใช้มือลูบไล้ใบหน้าที่ผอมตอบของหลานชายเบาๆ “ลูกแค่ดูแลหลานๆ ของแม่ให้ดี แม่ก็พอใจแล้ว”
หลินเจาโอบไหล่ต้าไจ่ไว้แล้วพูดอย่างจริงจัง “หลายปีที่ผ่านมานี้ หนูคงสมองกลับไปแล้ว ถึงได้ไม่รู้จักเจ็บปวดใจที่ทิ้งลูกทั้งสี่คน แต่ตอนนี้หนูตื่นแล้วค่ะ หนูจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด”
ต้าไจ่หันหน้าไปสบตากับดวงตาที่อ่อนโยนของผู้เป็นแม่ ดวงตาของเขาโค้งเป็นรอยยิ้ม “ใช่ครับ แม่ดูแลพวกเราดีมาก คุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
“แม่คะ หนูอยากจะจัดสวนผักหลังบ้านใหม่ แม่กับพี่รองช่วยหนูหน่อยได้ไหมคะ” หลินเจาเอ่ยขอความช่วยเหลืออย่างไม่เกรงใจ
หลินซื่อเซิ่งเป็นพี่ชายที่คอยปกป้องน้องสาวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าหลินเจาจะพูดอะไร เขาก็จะทำตามนั้นเสมอ เรียกได้ว่าเป็นพี่ชายที่ติดน้องสาวอย่างแท้จริง
เขาตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล “อยากจะทำยังไงก็บอกมาเลย เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง”
“งั้นเราไปคุยกันที่หลังบ้านดีกว่าค่ะ”
[จบบท]