บทที่ 231: รักหรือรังแกลูก (1/2)
พอเห็นใบหน้าขาวซีดของเจ้าตัวเล็ก หลินเจาก็อดใจอ่อนยวบไม่ได้
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เมาตั้นไอโขลกอยู่หลายที ก่อนจะฝืนยิ้มตอบอย่างเข้มแข็ง “ไม่เป็นไรครับ”
สภาพที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มซะขนาดนั้น ดูยังไงก็รู้ว่าต้องเป็นอะไรแน่ๆ
หลินเจายังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรต่อ ลูกแฝดตัวแสบก็วิ่งพรวดเข้ามาอยู่ข้างๆ ทั้งคู่หน้าตาบูดบึ้ง ดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่าย แถมในแววตายังเจือความหวาดกลัวอยู่จางๆ
“มานี่มาลูก ไม่ต้องกลัวนะ แม่กับพ่ออยู่นี่แล้ว” หลินเจาดึงลูกชายทั้งสองเข้ามากอดไว้ พลางพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แหงล่ะ การที่ต้องเห็นเพื่อนรักถูกผลักตกน้ำไปต่อหน้าต่อตา เจ้าสองคนนี้ต้องขวัญเสียมากแน่ๆ
เมาตั้นที่ซุกหน้าอยู่กับอกย่าของตัวเองเหลือบมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิจฉา ก่อนจะก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึก
เขาคิดถึงแม่จังเลย
ถ้าแม่อยู่ด้วยตอนนี้ ก็คงจะดึงเขาเข้าไปกอดปลอบแบบนั้นเหมือนกัน
เอ้อร์ไจ่เงยหน้าขึ้นมองแม่ของตัวเอง ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังด้วยความโมโห
“แม่ครับ หวังเย่าจู่ผลักเมาตั้น เขาผลักเมาตั้นตกน้ำ เขาอยากฆ่าเมาตั้น เขาเป็นฆาตกร”
พอฟ้องเสร็จ เด็กชายก็หันไปถ่มน้ำลายใส่หวังเย่าจู่ด้วยความเกลียดชัง
ต้าไจ่เองก็โกรธจนตัวสั่นไม่แพ้น้องชาย
เด็กชายจ้องเขม็งไปที่หวังเย่าจู่ซึ่งยังยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กำหมัดเล็กๆ แน่น
“แม่ครับ ตอนที่เขาถูกช่วยขึ้นมา เมาตั้นตัวแข็งทื่อไม่ขยับเลยนะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเป่าลมเข้าปากเขา ป่านนี้เขาคงกลายเป็นกองดินไปแล้ว แม่ครับ หวังเย่าจู่เป็นเด็กนิสัยไม่ดี แม่เรียกคุณตำรวจมาจับเขาไปเลยได้ไหมครับ”
หลินเจาเคยสอนลูกๆ ไว้ว่าถ้าใครทำผิด คุณตำรวจก็จะมาลงโทษให้สาสม ต้าไจ่ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา
พอหวังเย่าจู่ได้ยินที่ต้าไจ่พูด สีหน้าไม่ยี่หระของเขาก็พลันสลายไป เขารีบวิ่งไปหลบหลังย่าของตัวเอง พร้อมกับเขย่าแขนยายเฒ่าหวังไม่หยุด “ย่าครับ ผมไม่อยากให้ตำรวจจับไปนะ”
ยายเฒ่าหวังฉุนกึก แต่ไม่ได้โกรธหลานชายตัวเองนะ กลับไปโกรธเจ้าแฝดนั่นแทน
หญิงชรามองแม่ลูกสามคนตาขวาง ก่อนจะพูดสวนกลับมาอย่างหน้าตาเฉย “เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ จะต้องเรียกตำรวจมาให้วุ่นวายทำไมกัน เย่าจู่ของฉันเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง เขาจะไปคิดฆ่าแกงใครได้ยังไง ก็แค่เล่นกันกับเมาตั้นนั่นแหละ เด็กๆ เล่นกันก็ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา มีกระทบกระทั่งกันบ้างมันเป็นเรื่องปกติ เรื่องแค่นี้ก็ต้องเรียกตำรวจ แบบนี้ตำรวจไม่ต้องวิ่งวุ่นกันทั้งวันเหรอ”
นี่ถ้าไม่ใช่ลูกหลานบ้านกู้ ป่านนี้เธอคงด่ากลับไปแล้วว่า ‘เสือก’
เทียบกับเด็กเกเรแล้ว คนที่หลินเจาเอือมระอามากกว่าคือผู้ปกครองประเภทนี้แหละ เธอยิ้มมุมปากแต่แววตาเย็นชา “เล่นกันจนเกือบจะเอาชีวิตคนอื่นไม่รอด ถ้าเกิดหลานรักของคุณย่าคิดจะทำเรื่องชั่วร้ายขึ้นมาจริงๆ คงไม่ถึงกับต้องฆ่าล้างหมู่บ้านเลยเหรอคะ”
“หลานของคุณย่าก็โตกว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ของฉันตั้งหลายปีใช่ไหมคะ ขนาดลูกฉันยังรู้เลยว่าต้องอยู่ให้ห่างจากแม่น้ำ เพราะถ้าตกลงไปอาจจะตายได้ แล้วหลานคุณย่าจะไม่รู้ได้ยังไง ถ้าเขาไม่รู้จริงๆ ก็อย่าหาว่าฉันปากร้ายเลยนะคะ คุณย่าควรจะห่วงได้แล้วนะคะว่าสมองของเขาปกติหรือเปล่า”
ด่าได้เจ็บแสบโดยไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียว
ยายเฒ่าหวังโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “หลินเจา!”
หลินเจาทำท่าแคะหู “ไม่ต้องตะเบ็งเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ค่ะ หูฉันยังดีอยู่ ได้ยินชัดแจ๋ว”
เธอเมินครอบครัวหวังแล้วหันไปพูดกับผู้ใหญ่บ้านแทน “ผู้ใหญ่บ้านคะ เราจะปล่อยให้เรื่องนี้มันเงียบไปเฉยๆ เพียงเพราะว่าหวังเย่าจู่ยังเด็กไม่ได้นะคะ”
“ถ้าเขาไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำมันเลวร้ายถึงขั้นฆ่าคนได้ พอโตขึ้นเขาก็จะกลายเป็นเนื้อร้ายของหมู่บ้านเรา แล้วก็จะสร้างความเดือดร้อนให้สังคมไปทั่ว”
“แล้วอีกอย่าง ฉันเองก็อดกังวลไม่ได้ว่าวันดีคืนดีเขาจะมาผลักลูกฉันบ้างหรือเปล่า ก็อย่างที่เห็นว่าเขาทั้งตัวโตและแข็งแรงกว่าลูกฉันตั้งเยอะ ลูกฉันสู้เขาไม่ได้แน่ๆ ต่อไปนี้ฉันคงต้องให้ลูกๆ อยู่ห่างจากเขาแล้วล่ะค่ะ”
คำพูดของเธอแทบจะเป็นการบีบให้ผู้ใหญ่บ้านต้องลงโทษหวังเย่าจู่อย่างหนัก
นี่คือจุดยืนของหลินเจา คำว่า ‘เด็ก’ ไม่ใช่ใบเบิกทางให้ทำเรื่องเลวร้ายได้ เธอเชื่อว่าเด็กต้องได้รับการอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะตอนที่ทำความผิด
ระหว่างที่หลินเจาพูด กู้เฉิงหวยก็ก้าวมายืนเคียงข้าง เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนภรรยาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ยายเฒ่าหวังจ้องหลินเจาตาเขม็ง แต่สามีของเธอก็ตวัดสายตาดำสนิทที่ทั้งลุ่มลึกและเย็นเยียบราวน้ำแข็งมองกลับไป จนทำให้บ้านหวังไม่กล้าทำตัวกร่างอีก
พอได้ฟังสิ่งที่หลินเจาพูด บรรดาชาวบ้านต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
เจ้าหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้านหวังนี่มันอันธพาลเกินไปจริงๆ
“ผู้ใหญ่บ้านคะ หวังเย่าจู่ต้องโดนสั่งสอนอย่างจริงจังแล้วล่ะ วันนี้เขาไม่ชอบขี้หน้าเมาตั้นก็เลยผลักตกน้ำ แล้วถ้าวันหน้าเขาเกิดไม่ชอบเด็กคนอื่นขึ้นมาอีก เขาจะไม่ทำแบบเดียวกันเหรอคะ อันตรายจะตายไป มีเด็กแบบนี้อยู่ในหมู่บ้าน ต่อไปฉันคงไม่กล้าปล่อยให้ลูกคลาดสายตาแล้วค่ะ” แม่หยวนเป่าพูดขึ้นด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“ใช่ๆ” แม่ต้าจ้วงรีบผสมโรง “เมาตั้นน่ะโชคดีมากๆ นะที่เอ้อร์ไจ่ไปเห็นเข้าแล้วรีบตะโกนเรียกผู้ใหญ่ได้ทัน ถ้าตอนนั้นไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย ป่านนี้คงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้ว”
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเองก็กลัวว่าหลานตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป เลยพูดเสียงดังฟังชัดว่า “หวังเย่าจู่น่ะโตกว่าใครเพื่อน แถมยังตัวสูงกว่าเด็กคนอื่นตั้งเยอะ ถ้าแกรังแกเด็กที่ตัวเล็กกว่า เด็กพวกนั้นจะเอาอะไรไปสู้ ต้องจัดการให้เด็ดขาด”
ผู้ใหญ่บ้านถึงกับกุมขมับ
“ไปเลยๆ ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่าเข้ามายุ่งให้มันวุ่นวายกว่านี้”
ลำพังที่เป็นอยู่ก็ชุลมุนจะแย่แล้ว ภรรยาตัวดียังจะมาเติมเชื้อไฟอีก ผู้ใหญ่บ้านปวดหัวตุบๆ
แต่ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านก็ใช่ย่อย เธอเป็นคนไม่ยอมใครอยู่แล้ว พอได้ยินแบบนั้นก็สวนกลับทันควัน “ฉันพูดผิดตรงไหนหา ตาแก่บ้า คุณเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วจะมาห้ามไม่ให้ชาวบ้านพูดได้ยังไงกัน แหม ทำเป็นเก่งไปได้”
“…”
ผู้ใหญ่บ้านทำได้แค่ถลึงตาใส่ภรรยา แต่เลือกที่จะไม่สนใจเธอ
เขาหันไปเผชิญหน้ากับยายเฒ่าหวังแล้วเปิดฉากเทศนาชุดใหญ่ “นี่บ้านหวัง หลานชายคุณเป็นอะไรไปหา ผลักคนตกน้ำเนี่ยนะ มันใช่เรื่องที่ควรทำเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะเอ้อร์ไจ่ไหวพริบดี ตะโกนเรียกผู้ใหญ่ได้ทัน แถมยังบังเอิญว่าเฉิงหวยรู้วิธีผายปอดนั่นอีก ป่านนี้หลานแกคงกลายเป็นฆาตกร ต้องโดนยิงเป้าไปแล้ว”
หวังเย่าจู่อายุแค่นี้คงไม่โดนยิงเป้าจริงๆ หรอก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คำขู่ของผู้ใหญ่บ้านน่ากลัวน้อยลงเลย
ในบรรดาคนทั้งกองพลการผลิต ผู้ใหญ่บ้านคือคนที่ใหญ่ที่สุด แทบไม่มีใครกล้าหือกับเขา
ยายเฒ่าหวังไม่กล้าอาละวาด แต่ในใจก็ยังคิดว่าทุกคนกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เลยเถียงข้างๆ คูๆ “เด็กมันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม…”
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ผู้ใหญ่บ้านก็ตวาดสวนกลับมาเสียงลั่น “เด็กอะไรกัน”
พอเห็นว่ายายเฒ่าหวังยังไม่สำนึกผิด เขาก็ยิ่งโมโหเลือดขึ้นหน้า “อายุปาเข้าไปเกือบ 10 ขวบแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ต้องแต่งเมียแล้ว ยังจะมาบอกว่าเป็นเด็กอยู่อีกเหรอ”
น้ำเสียงของเขาเกรี้ยวกราดและดังลั่น
หวังเย่าจู่ถึงกับสะดุ้งโหยง ยิ่งเห็นสายตาเกลียดชังของชาวบ้านที่มองมา เขาก็เริ่มงอแงจะกลับบ้าน “ย่าครับ ผมอยากกลับบ้าน”
ผู้ใหญ่บ้านตวัดสายตาดุๆ มองไปที่เขา “กลับบ้านอะไร ใครใช้ให้แกไปผลักคนอื่น”
หวังเย่าจู่ถูกตามใจมาทั้งชีวิต ไม่เคยมีใครดุเขาแรงขนาดนี้มาก่อน เด็กชายทั้งโมโหทั้งหงุดหงิด “ฉันจะอัดแกให้ตายเลย”
ว่าแล้วก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปทำร้ายผู้ใหญ่บ้าน
แต่ก็ถูกลูกชายของผู้ใหญ่บ้านรวบตัวจากด้านหลังไว้ได้ทันควัน
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ “คิดจะตีใคร ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ยังกล้าเหิมเกริมขนาดนี้ ลับหลังจะเกเรไม่เห็นหัวใครเลยใช่ไหม”
“พ่อครับ เรื่องนี้ปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้นะครับ” เขาหันไปพูดกับพ่อ
ยายเฒ่าหวังปรี่เข้าไปจะตีมือชายหนุ่ม “ปล่อยหลานฉันนะ แกจับเขาทำไม ถ้าเขาเป็นอะไรไปแกจะรับผิดชอบไหวเหรอ นี่น่ะทายาทคนเดียวของตระกูลหวังเลยนะ”
แต่ก่อนที่ร่างของเธอจะมาถึงตัว ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านก็ผลักหวังเย่าจู่สวนกลับไป สองย่าหลานเลยล้มระเนระนาดไปกองรวมกัน
ผู้ใหญ่บ้านมองภาพนั้นด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย
และก็เป็นไปตามคาด
ยายเฒ่าหวังไม่ยอมลุกขึ้นมาดีๆ เธอนั่งแหมะอยู่บนพื้น ตบขาตัวเองฉาดๆ แล้วก็เริ่มร้องโหยหวน “ช่วยด้วยจ้า ลูกชายผู้ใหญ่บ้านจะฆ่าคนแล้ว มีใครจะให้ความเป็นธรรมกับย่าหลานตาดำๆ บ้าง…”
ท่าทางราวกับกำลังเล่นงิ้วไม่มีผิด
จ้าวลิ่วเหนียงแค่นเสียงหยัน “คนไม่รู้เรื่องคงนึกว่าหวังเย่าจู่บ้านแกเป็นคนที่ถูกผลักตกน้ำหรอกนะ”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เริ่มรุมประณามความไม่มีเหตุผลของยายเฒ่าหวัง
[จบบท]