บทที่ 232: รักหรือรังแกลูก (2/2)
“นี่ ย่าของเย่าจู่ พอได้แล้วนะ”
“หลานแกน่ะกล้าทำร้ายแม้กระทั่งผู้ใหญ่บ้านเลยนะ ถูกตามใจจนเคยตัวไปหมดแล้ว”
“ถ้าเป็นลูกฉันนะ โดนฟาดก้นไปหลายทีแล้ว ยังจะมาโอ๋อยู่อีก ไม่กลัวว่าพอแก่ตัวไปจะโดนมันจับโยนลงน้ำบ้างรึไง” อาเล็กฉางเซิ่งตะโกนแทรกขึ้นมาอย่างไม่กลัวเรื่องจะบานปลาย
“แล้วตกลงใครกันแน่ที่โดนทำร้าย”
…
หลินเจาจัดการแบ่งขนมหูแมวให้แม่สามีกับพี่สะใภ้คนละกำมือ เก็บไว้เองกำหนึ่ง คอยหยิบป้อนให้กู้เฉิงหวยทีละชิ้นสองชิ้น ส่วนที่เหลือก็ยื่นให้ต้าไจ่ทั้งถุง ให้สองพี่น้องไปแบ่งกันกินต่อเอง
จากนั้นเธอก็พูดลอยๆ ขึ้นมาว่า “เมาตั้นอายุน้อยกว่าหวังเย่าจู่ตั้งเยอะ เจอเรื่องเจ็บตัวขนาดนี้ยังไม่ร้องแอะเลย คนโบราณเขาว่าดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ แต่ดูคนเนี่ย ต้องดูตอน 3 ขวบ เมาตั้นโตขึ้นไปต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆ”
แก้มของเมาตั้นแดงปลั่งขึ้นมาทันที จากที่ซีดเป็นกระดาษก็เริ่มมีสีเลือดฝาด ดวงตาก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
เสียงร้องโหยหวนของยายเฒ่าหวังเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่ไฟโทสะจะลุกโชนขึ้นมาในใจ
นั่นมันหมายความว่ายังไง จะบอกว่าหลานชายของเธอโตไปจะไม่ได้ดีอย่างนั้นเรอะ
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้แผลงฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศบทลงโทษสำหรับบ้านหวังออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ยายเฒ่าหวังเลยหมดอารมณ์จะไปต่อปากต่อคำกับสะใภ้บ้านกู้ ได้แต่นั่งโขกพื้นร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญต่อไป
“โอ๊ยยย สวรรค์ จะฆ่ากันให้ตายเลยหรือยังไง”
เสียงโหยหวนนั่นดังจนน่ารำคาญ สองพี่น้องฝาแฝดเลยพร้อมใจกันยื่นมือคนละข้างไปอุดหูให้อีกฝ่าย ท่าทางพร้อมเพรียงกันเป๊ะ สมกับที่ออกมาจากท้องเดียวกันจริงๆ
เอ้อร์ไจ่เหลือบมองยายเฒ่าหวังด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะหันหลังหนี
เด็กชายหันหน้ามาหาแม่ของตัวเอง หยิบขนมหูแมวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ พอรู้สึกว่าอร่อยถูกใจก็เอ่ยถาม “แม่ครับ นี่ขนมอะไรเหรอครับ”
“ขนมหูแมวไงล่ะ” หลินเจาตอบ
เอ้อร์ไจ่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
หลินเจาเห็นหน้าเหวอๆ ของลูกชายก็อดขำไม่ได้ เลยอธิบายให้ฟัง “ลูกลองดูสิ รูปร่างมันเหมือนหูแมวหรือเปล่าล่ะ”
เอ้อร์ไจ่หยิบขึ้นมาพินิจพิจารณา “เหมือนครับ”
แถวนี้หนูชุกชุม บางบ้านเลยเลี้ยงแมวไว้จับหนู เขาเคยเห็นแมวมาก่อน
“แม่ครับ แล้วบ้านเราเลี้ยงแมวได้ไหมครับ” เอ้อร์ไจ่อยากเลี้ยงแมวขึ้นมาตะหงิดๆ ก็เพราะว่าแมวมันตัวนุ่มนิ่มดี กอดนอนคงจะอุ่นสบาย
หลินเจาก้มลงมองลูกชาย “อยากเลี้ยงแมวเหรอลูก”
“ครับ” เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ
“เลี้ยงน่ะได้อยู่แล้ว แต่ว่า…” หลินเจาเว้นช่วงไปนิดหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนที่ลูกชายจะได้พูดอะไรต่อ “ลูกต้องเป็นคนดูแลมันเองนะ แม่จะไม่เข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด”
“ได้เลยครับ” เอ้อร์ไจ่ตอบรับอย่างกระตือรือร้น “ผมจะดูแลมันอย่างดีเหมือนที่ดูแลต้าหวงกับหู่โพเลยครับ”
อันที่จริงหลินเจาเองก็อยากเลี้ยงแมวอยู่เหมือนกัน การได้ลูบขนนุ่มๆ ของมันช่างเป็นการบำบัดจิตใจชั้นเลิศ แถมยังช่วยจับหนูได้อีกต่างหาก
“ตกลงจ้ะ ถ้าเจอตัวที่ถูกชะตาก็เอาเลย”
แค่ความปรารถนาเล็กๆ ได้รับการเติมเต็ม ดวงตาของเอ้อร์ไจ่ก็เปล่งประกายเจิดจ้า
เป็นภาพที่น่าเอ็นดูจริงๆ
ต้าไจ่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แต่ตอนนี้เขากำลังนึกถึงเรื่องอื่นอยู่
“แม่ครับ แล้วเมาตั้นกินขนมนี้ได้ไหมครับ”
เขารู้สึกว่าวันนี้เมาตั้นเจอเรื่องแย่ๆ มาเยอะ น่าจะได้กินของอร่อยๆ ปลอบใจบ้าง เหมือนตอนที่เขาล้มแล้วแม่ให้ลูกอมนมตรากระต่ายขาว เขาก็กินแล้วหายเจ็บเป็นปลิดทิ้งเลย
“ไม่ได้จ้ะ เมาตั้นเพิ่งสำลักน้ำไป น้ำในแม่น้ำมันสกปรกนะลูก ตอนนี้เขากำลังอ่อนแออยู่ อย่าเพิ่งให้กินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าดีกว่า” หลินเจากังวลว่าน้ำสกปรกอาจจะเข้าปอดเมาตั้นไปแล้ว เดี๋ยวเธอคงต้องไปกระซิบผู้ใหญ่บ้านให้พาเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลสักหน่อย
“คุณยายฝากไก่ป่ามาให้แม่ตัวหนึ่ง เดี๋ยวตอนบ่ายเราจะทำซุปไก่กัน แล้วลูกสองคนค่อยตักไปให้เมาตั้นชามหนึ่งนะ”
สำหรับลูกกำพร้าของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ ไม่ว่าจะดูแลดีแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากเกินไป
ต้าไจ่ยิ้มกว้างจนแก้มปริ “ผมขอบคุณแม่แทนเมาตั้นด้วยนะครับ”
คุณยายใจดีที่สุดในโลกเลย
“ผมจะช่วยแม่ฆ่าไก่เองครับ” เอ้อร์ไจ่เคี้ยวขนมหูแมวจนหมดคำ แล้วประกาศกร้าวด้วยท่าทีองอาจ
หลินเจา “…” เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตีหน้าขรึม “ลูกอายุเท่าไหร่กันแล้ว มีดยังจับไม่มั่นเลย จะมาฆ่าไก่อะไรกัน ลืมไปแล้วเหรอที่แม่เคยบอกไว้”
เอ้อร์ไจ่รีบฉีกยิ้มหวาน “จำได้ครับ จำได้ครับ เด็กห้ามจับมีด”
พอเหลือบไปเห็นพ่อบังเกิดเกล้าที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล ดวงตาใสแจ๋วของเด็กชายก็กลอกไปมา “ผมไม่ฆ่าไก่หรอกครับ ให้พ่อฆ่าดีกว่า”
สองแม่ลูกยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ตรงมุมหนึ่ง
ในที่สุด เรื่องวุ่นวายของหวังเย่าจู่ที่ผลักเมาตั้นตกน้ำ ก็ได้บทสรุปออกมาท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย
บ้านหวังต้องจ่ายค่าทำขวัญให้บ้านหนิงเป็นเงินสด 50 หยวน ไข่ไก่อีก 1 ตะกร้า และแม่ไก่แก่อีก 1 ตัว ยังไม่หมดแค่นั้น หวังเย่าจู่ยังต้องเข้ารับการอบรมจากกองพลการผลิตด้วยการไปตัดหญ้าหมูเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม โดยห้ามคนในครอบครัวยื่นมือเข้าช่วยเด็ดขาด และทางกองพลการผลิตจะส่งคนไปคอยคุมเอง
เจ้าเด็กตัวแสบโดนลงโทษไปแล้ว ส่วนผู้ปกครองก็ไม่รอด ครอบครัวหวังถูกสั่งให้ไปทำงานตักมูลสัตว์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ซึ่งงานนี้ทั้งสกปรก ทั้งหนัก แถมยังเหม็นสุดๆ ไม่มีใครอยากจะทำ พอชาวบ้านรู้ว่าครอบครัวหวังต้องไปทำงานนี้ ต่างก็พากันสะใจไปตามๆ กัน
“แหมๆ บทลงโทษนี่ไม่เบาเลยนะ คราวนี้บ้านหวังคงได้เจ็บกระเป๋าไปอีกนาน” จ้าวลิ่วเหนียงกระซิบกระซาบ
เงิน 50 หยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ เงินเก็บส่วนตัวของเธอกับสามีรวมกันยังไม่ถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งหลายปียังมีแค่ 20 กว่าหยวนเอง
แม่กู้ไม่ใช่แม่สามีใจร้ายที่ไม่ยอมให้ลูกสะใภ้มีเงินเป็นของตัวเอง นอกจากคะแนนงานแล้ว เงินที่พวกเธอหามาได้จากการสานตะกร้าหรืองานอื่นๆ แม่สามีก็ปล่อยให้เก็บไว้ใช้ส่วนตัวได้
หลินเจาเอ่ยขึ้น “มีบทลงโทษก็ดีแล้วค่ะ จะได้ให้เด็กนั่นรู้สำนึกเสียบ้างว่าการทำร้ายคนอื่นมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ในเมื่อที่บ้านไม่ยอมสั่งสอน กองพลการผลิตก็ปล่อยไว้ไม่ได้”
ขืนปล่อยให้โตไปเป็นนักเลงหัวไม้ ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งกองพลการผลิตเปล่าๆ
หวงซิ่วหลันเห็นด้วยกับน้องสะใภ้สาม “เด็กน่ะต้องสอนกันดีๆ จะปล่อยให้ไปทำร้ายคนอื่นได้ยังไงกัน หวังเย่าจู่น่ะโดนตีน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
รักลูกแบบนี้ เขาไม่เรียกว่ารักหรอก เขาเรียกว่ารังแกลูก
ชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันถึงเรื่องที่บ้านหวังเลี้ยงลูกไม่เป็น
ผู้ใหญ่บ้านเห็นชาวบ้านยังมุงดูไม่เลิกรา แถมยังเหลือบไปเห็นพวกปัญญาชนแอบมองอยู่ไกลๆ ก็ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างหัวเสีย
“ดูท่าทางงานที่ฉันสั่งไปมันจะเบาไปสินะ อยากได้เพิ่มกันอีกไหมล่ะ”
พอได้ยินแบบนั้นเท่านั้นแหละ ทุกคนต่างวิ่งหนีกันป่าราบ
เพียงไม่นาน ผู้คนที่อออยู่ริมแม่น้ำก็สลายตัวไปจนหมด
ยายเฒ่าหนิงร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อุ้มเมาตั้นไม่ไหว ผู้ใหญ่บ้านจึงสั่งให้ลูกชายของตัวเองไปส่งสองย่าหลานที่บ้าน
หลินเจาเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปหายายเฒ่าหนิง
“คุณป้าหนิงคะ น้ำในแม่น้ำมันไม่ค่อยสะอาด เมาตั้นเผลอกลืนเข้าไปด้วย ไม่แน่ใจว่าจะพาเขาไปให้หมอตรวจดูหน่อยดีไหมคะ” เธอเสนอแนะด้วยความห่วงใย
ยายเฒ่าหนิงยิ้มบางๆ “หนูช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ขอบใจมากนะที่ช่วยเตือน ป้าก็คิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน”
เธอรู้ดีว่าการติดเชื้อในปอดมันอันตรายแค่ไหน เลยตั้งใจจะพาหลานไปโรงพยาบาลอยู่แล้ว
“ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กดีจริงๆ วันนี้ต้องขอบคุณพวกเขามากเลยนะ แล้วก็ขอบคุณเฉิงหวยด้วย ถ้าไม่ได้พวกเขา…” ยายเฒ่าหนิงพูดต่อไม่ไหว แค่นึกถึงตอนที่ได้ยินว่าเมาตั้นตกน้ำจนไม่หายใจ เธอก็รู้สึกเหมือนถูกจับยัดใส่ถุงที่ไม่มีอากาศ หายใจไม่ออกและสิ้นหวังไปหมด
หลินเจาพูดอย่างถ่อมตัว “เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำอยู่แล้วค่ะ เฉิงหวยเป็นทหาร การปกป้องเด็กๆ ก็เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ส่วนเจ้าสองคนนั่น ไม่ว่าจะเห็นใครตกน้ำ พวกเขาก็ต้องตะโกนเรียกคนมาช่วยอยู่แล้วค่ะ คุณป้าอย่าคิดมากเลยนะคะ”
เจ้าแฝดพยักหน้าหงึกๆ เป็นการยืนยัน
ใช่แล้วล่ะครับ
หัวใจของยายเฒ่าหนิงพลันอบอุ่นขึ้นมา
“พวกหนูเป็นคนดีกันจริงๆ”
หลังจากสองย่าหลานบ้านหนิงจากไปแล้ว คนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกลับบ้านใครบ้านมัน ครอบครัวกู้เองก็เดินกลับเข้าหมู่บ้านเช่นกัน
“แม่ครับ กลับไปกินไก่กันเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่เลียริมฝีปาก พอเรื่องตื่นเต้นจบลง กระเพาะก็เริ่มทำงานทันที
“ใช่แล้วจ้ะ” หลินเจาตอบ
แต่ยังไม่ทันไร ต้าไจ่ก็ถามขึ้นมาอีก “แม่ครับ แล้วเมาตั้นต้องไปฉีดยาที่โรงพยาบาลไหมครับ”
“ก็ไม่แน่เสมอไปจ้ะ ต้องให้คุณหมอดูอาการก่อน” หลินเจาตอบ
“เมาตั้นน่าสงสารจังเลยครับ” ต้าไจ่ถอนหายใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ “หวังเย่าจู่กล้ารังแกแต่เมาตั้นก็เพราะว่าเมาตั้นไม่มีพี่ชายไงครับ เขาไม่กล้ารังแกผมกับน้องๆ หรอก เพราะพวกเรามีพี่ชายตั้งเยอะ”
เอ้อร์ไจ่กอดอกแล้วสรุปอย่างฉะฉาน “เขาขี้ขลาดตาขาว รังแกได้แต่คนที่อ่อนแอกว่า”
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
ที่ลูกพูดมามันก็ถูกทุกอย่าง
ก็เพราะแบบนี้ไงล่ะ ทุกบ้านถึงอยากมีลูกเยอะๆ ยิ่งมีลูกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีพวกมากเท่านั้น เวลาไปมีเรื่องกับใครก็ไม่ต้องกลัว ส่วนครอบครัวที่มีลูกน้อย ก็มักจะต้องยอมถูกรังแกอยู่ร่ำไป
[จบบท]