บทที่ 234: โลงไม้มะฮอกกานี (2/2)
เมื่อลับมีดจนคมกริบแล้ว เขาก็ใช้มือซ้ายคว้าตัวไก่ไว้มั่น ก่อนจะใช้มือขวาตวัดมีดเชือดลงไปที่ลำคอของไก่ป่าอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เพื่อให้มันทรมานน้อยที่ สุด
แม่กู้ถือชามกระเบื้องที่ใส่เกลือเตรียมไว้แล้วเดินเข้ามา “อย่าให้เลือดไก่เสียของนะ เอาไว้ทำเต้าหู้เลือดไก่”
“เต้าหู้เลือดไก่คืออะไรเหรอครับ ผมไม่เคยกินเลย” เอ้อร์ไจ่เดินเข้ามาดูผู้ใหญ่ฆ่าไก่อย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับเถี่ยฉุยที่วิ่งแนบไปหลบอยู่มุมห้องแล้วใช้สองมือปิดตาตัวเองแน่น
“เดี๋ยวย่าทำให้กินนะลูก” แม่กู้พูดพลางหัวเราะอย่างเอ็นดู
“ครับ!”
ระหว่างนั้น หลินเจาได้เข้าไปเตรียมการในครัวเรียบร้อยแล้ว วันนี้เธอตั้งใจจะลงมือปรุงเมนูไก่ด้วยตัวเอง โสมที่เธอนำกลับไปฝากที่บ้านแม่นั้น เธอได้ดึงรากฝอยเล็กๆ ติดมาด้วยสองสามเส้น ตั้งใจว่าจะใส่ลงไปในน้ำแกงเพื่อบำรุงร่างกายให้สามี กู้เฉิงหวยรับใช้ชาติในกองทัพมานานหลายปี ผ่านการบาดเจ็บมานับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายของเขาสมควรได้รับการบำรุงอย่างดี
หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงเองก็ไม่ได้นิ่งดูดาย กำลังช่วยกันเตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น โชคดีที่ห้องครัวของบ้านกู้มีขนาดใหญ่พอสมควร ไม่เช่นนั้นคงจะอึดอัดน่าดู เมื่อนำหม้อของบ้านสามกลับมาด้วย ก็ยิ่งทำให้มีอุปกรณ์ครบครัน เตาไฟทั้ง 2 เตาถูกจุดขึ้นพร้อมกัน โดยมีกู้หลานรับหน้าที่คอยเติมฟืน เธอคอยชำเลืองมองหลินเป็นระยะ
เมื่อเห็นแววตาที่ใฝ่รู้ของเด็กสาว หลินเจาจึงไม่คิดจะหวงวิชา และเริ่มสอนเธออย่างเปิดเผย
“วันนี้เราจะทำไก่หนึ่งตัวสองเมนูนะจ๊ะ มีต้มซุปไก่ แล้วก็ไก่ตุ๋นซีอิ๊ว” ทันทีที่หลินเจาประกาศเมนู ทุกคนในครัวก็พร้อมใจกันกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่โดยอัตโนมัติ
แม้จะพูดได้ว่าครอบครัวกู้ได้กินเนื้อสัตว์ค่อนข้างบ่อย แต่ด้วยจำนวนสมาชิกที่มากมาย ทำให้ทุกคนยังรู้สึกว่าร่างกายขาดไขมันอยู่ดี เพราะเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อเป็นเพียงส่วนประกอบให้พอมีกลิ่นเท่านั้น ไม่เคยมีใครได้กินอย่างเต็มอิ่ม ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีเมนูเนื้อบนโต๊ะอาหาร ทุกคนจึงตั้งตารอคอยเป็นพิเศษ
กู้เฉิงหวยนำเนื้อไก่ที่ชำแหละเรียบร้อยแล้วเข้ามาในครัว แต่เขายังไม่รีบออกไป เขากลับเดินมายืนข้างๆ หลินเจาแล้วเอ่ยถามความเห็นของภรรยา “ให้สับเป็นชิ้นเลยไหม”
เมื่อเห็นว่าเขาอาสาที่จะช่วย หลินเจาจึงไม่ปฏิเสธ “ค่ะ”
ชายหนุ่มหยิบมีดขึ้นมาสับไก่ ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลของเขา เสียงดังปังๆๆ เพียงไม่กี่ครั้ง เนื้อไก่ก็ถูกสับเป็นชิ้นๆ อย่างสวยงาม
“มีอะไรให้ช่วยอีกไหม” กู้เฉิงหวยหันมาถามภรรยาอีกครั้ง
“ไม่ต้องแล้วค่ะ คุณออกไปพักข้างนอกเถอะ ฉันทำเองแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ถ้าหิวก็กลับไปหาอะไรในห้องกินรองท้องก่อนนะคะ” หลินเจาส่งเขาออกไป แล้วก็เริ่มลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว
เธอมีนิสัยติดตัวคือต้องนำเนื้อไปลวกน้ำร้อนก่อนหนึ่งรอบเพื่อกำจัดกลิ่นคาว
ภายในครัวที่กำลังจุดไฟอยู่นั้นย่อมร้อนอบอ้าวเป็นธรรมดา กู้เฉิงหวยจึงเดินไปเปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายอากาศให้ลมพัดผ่านเข้ามา ก่อนที่เขาจะเดินออกไป
จ้าวลิ่วเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างอดที่จะอิจฉาไม่ได้ “เฮ้อ... เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ทำไมน้องสามถึงได้ช่างสังเกตแบบนี้นะคะ มองเห็นไปซะทุกอย่างว่าต้องทำอะไร”
พอคิดถึงสามีของตัวเอง เธอก็พูดขึ้นอย่างหัวเสีย “ถ้าเป็นสามีของฉันนะ พี่สะใภ้ใหญ่เชื่อไหมคะว่าเขาโยนไก่โครมมาให้ฉันแล้วก็เดินหนีไปเลย แถมยังจะพึมพำอีกว่าในครัวร้อนจะตายชัก”
หวงซิ่วหลันกล่าว “ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ ผู้ชายพวกนี้น้อยคนนักที่จะมีสายตาแหลมคมมองเห็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้” สามีของเธอยังถือว่าพอใช้ได้ ถึงจะไม่ใช่คนละเอียดอ่อน แต่ถ้าบอกให้ทำอะไร เขาก็จะทำ
หลินเจาฟังแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ก็บอกพวกเขาตรงๆ เลยสิคะว่าต้องการอะไร” เธอแนะนำ “ทำให้เขาชิน เดี๋ยวต่อไปพอเขาเห็น เขาก็จะทำเองโดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากเลยค่ะ” นี่แหละที่เขาเรียกว่า ‘ต้มกบในน้ำอุ่น’
กู้เฉิงหวยช่างสังเกตมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่าน่ะเหรอ แน่นอนว่าไม่ใช่ ทุกอย่างล้วนมาจากการสั่งสอนของเธอทั้งนั้น ตอนที่เพิ่งเริ่มคบหากันใหม่ๆ กู้เฉิงหวยเป็นคนซื่อและใสซื่อมาก เขาเคยบอกเธอว่าถ้ามีอะไรที่ต้องการก็ให้บอกเขาตรงๆ เขาจะจดจำไว้ อย่าปล่อยให้เขาต้องเดา เพราะเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน จึงไม่เข้าใจความคิดของผู้หญิง เขากลัวว่าจะเดาใจเธอไม่ถูกแล้วจะพาลทำให้เธอโกรธเอาได้
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ ทุกคำที่เธอพูด เขาจดจำได้ทั้งหมด
จ้าวลิ่วเหนียงมองหลินเจาด้วยแววตาสนใจใคร่รู้ “แล้วมันได้ผลเหรอ”
“จะได้ผลหรือเปล่า ก็ต้องลองดูก่อนสิคะ” หลินเจาไม่กล้ารับประกัน
“พูดมีเหตุผลนะ ถ้ามันได้ผลขึ้นมา ฉันจะเลี้ยงลูกอมเธอเลย” จ้าวลิ่วเหนียงตัดสินใจว่าจะลองนำวิธีนี้ไปใช้ดู
“ตกลงค่ะ” หลินเจารับคำอย่างไม่เกรงใจ
กู้หลานที่ฟังอยู่เงียบๆ แอบหัวเราะคิกคัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยออกมาจากห้องครัวของบ้านกู้ ที่หน้าประตูและหน้าต่างปรากฏศีรษะเล็กๆ โผล่ออกมาเรียงกันเป็นแถว ดวงตาหลายคู่ส่องประกายวิบวับจับจ้องไปยังต้นตอของกลิ่นหอมนั้นไม่วางตา ทุกคนเม้มปากแน่นเพราะกลัวว่าน้ำลายจะหยดแหมะลงมา
หู่โพซึ่งถูกกู้เฉิงหวยฝึกมาอย่างดี ไม่ได้บุกรุกเข้าไปในครัวอีกต่อไป มันทำได้เพียงใช้ขาหน้าข่วนไปที่บานประตูไม่หยุดจนเกิดเสียงดังแครกๆ น่ารำคาญ
แม้แต่ต้าหวงที่ปกติจะสุขุมเยือกเย็นก็ยังอดรนทนไม่ไหว มันมานั่งยองๆ อยู่หน้าประตู ดวงตาจับจ้องไปที่เตาไฟไม่กะพริบ พร้อมกับแลบลิ้นยาวห้อยออกมา
หลินเจาส่งยิ้มบางๆ ให้กับเหล่าลูกเจี๊ยบที่รอคอย “รออีกแป๊บนะลูก ใกล้จะเสร็จแล้ว”
ความร้อนในครัวทำให้แก้มของเธอแดงระเรื่อ ประกอบกับรอยยิ้มจางๆ นั้น ช่างดูงดงามราวกับน้ำค้างบนกลีบดอกสาลี่ที่ถูกไอหมอกยามเช้าจุมพิต
เอ้อร์ไจ่เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “แม่สวยที่สุดในโลกเลยครับ”
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเจรจาต่อรอง “แม่ครับ พอผมโตขึ้น แม่มาเป็นภรรยาของผมได้ไหมครับ”
หลินเจาถึงกับเสียหลักเกือบจะสะดุดขาตัวเองล้ม
เด็กอายุ 5 ขวบกว่าๆ ก็มักจะมีความคิดแปลกๆ ผุดขึ้นมาเป็นพักๆ แบบนี้แหละ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย ใจเย็นไว้!
ปังปังใช้มือลูบหัวของเอ้อร์ไจ่เบาๆ “ไม่ได้นะ! คนที่เป็นญาติกันทางสายเลือดแต่งงานกันไม่ได้”
เอ้อร์ไจ่ฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เด็กตัวแค่นี้จะไปรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรกัน เขาก็แค่อยากจะอยู่ใกล้ชิดกับแม่ของเขาให้นานที่สุดเท่านั้นเอง
“ก็ได้ครับ งั้นผมไม่เอาภรรยาแล้วก็ได้! เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมหามาได้ ผมจะให้แม่ทั้งหมดเลย!”
พอเห็นปู่กับย่าเดินผ่านมา เขาก็รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที “แล้วก็จะซื้อโลงไม้มะฮอกกานีให้ปู่กับย่าด้วยครับ”
“…”
“!”
ความเงียบ...
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมและเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากบนเตาเท่านั้นที่ดังอยู่
“กู้เอ้อร์ไจ่!” ทัพพีเหล็กในมือของหลินเจาแทบจะร่วงหล่นลงสู่พื้น เธอรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที “ใครสอนให้ลูกพูดแบบนี้?!”
เมื่อเอ้อร์ไจ่เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของแม่ เขาก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าจางหายไปในทันที เด็กน้อยก้มหน้าลงมองมือเล็กๆ ของตัวเองแล้วพูดเสียงอ่อย “ผม… ผมได้ยินพวกชาวบ้านเขาพูดกันมาครับ”
ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววคับข้องใจ “พวกคุณปู่ในหมู่บ้านบอกว่า ถ้ามีโลงไม้มะฮอกกานีไว้ส่งตัวเองตอนตายได้ล่ะก็ จะเป็นเรื่องที่น่าเชิดหน้าชูตามากๆ เลย ผมก็แค่อยากให้ปู่กับย่าได้มีหน้ามีตาบ้างนี่ครับ แล้วทำไมแม่ต้องดุผมด้วย ผมพูดอะไรผิดไปเหรอครับ”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้อ้าปากพูด แม่กู้ก็รู้สึกสงสารหลานชายจับใจจนต้องรีบออกโรงปกป้อง “สะใภ้สาม อย่าดุเอ้อร์ไจ่เลยนะลูก หลานมันก็แค่กตัญญูเท่านั้นเอง จะมีหลานบ้านไหนที่นึกถึงปู่ย่าเวลาเจอเรื่องดีๆ บ้าง เด็กตัวแค่นี้จะไปรู้อะไร อย่าไปถือสาเลยนะ”
เธอไม่รู้สึกว่าคำพูดของหลานเป็นลางร้ายหรืออัปมงคลแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หัวใจของเธอกลับอบอุ่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เธอดึงเอ้อร์ไจ่เข้ามากอดแน่นแล้วเอ่ยเรียกอย่างรักใคร่ “โอ๊ย เอ้อร์ไจ่แก้วตาดวงใจของย่า หลานย่าช่างกตัญญูจริงๆ ย่าขอแค่ให้พวกหนูทุกคนเติบโตขึ้นมาอย่างดี มีชีวิตที่เป็นสุข แค่นั้นย่าก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
ความรักของคนเฒ่าคนแก่มักจะเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความเสียสละเช่นนี้เสมอ
เพียงแค่ถูกย่าปลอบประโลมไม่กี่คำ เอ้อร์ไจ่ก็หายจากอาการน้อยใจเป็นปลิดทิ้ง เขากลับมายิ้มร่าได้อีกครั้ง
ต้าไจ่หันไปมองกู้เฉิงหวยแล้วถาม “พ่อครับ ที่เอ้อร์ไจ่พูดเมื่อกี้มีอะไรไม่ถูกต้องเหรอครับ ทำไมทุกคนถึงได้ทำหน้าตาแปลกๆ กันล่ะครับ”
การซื้อโลงไม้มะฮอกกานีมันผิดตรงไหนกัน ในเมื่อคุณปู่ในหมู่บ้านทุกคนก็อยากได้กันทั้งนั้น
กู้เฉิงหวยกำลังครุ่นคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี
ปังปังจึงเป็นคนตอบขึ้น “ก็เพราะว่าคำพูดของเขาน่ะ มันง่ายที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่ากำลังแช่งให้ปู่กับย่าตายเร็วๆ”
“เอ้อร์ไจ่ไม่มีทางแช่งปู่กับย่าหรอกครับ! พวกเรารักปู่กับย่า เราอยากจะกตัญญูต่อท่าน” ต้าไจ่รีบแก้ต่างให้น้องชาย
สีหน้าจริงจังของเด็กน้อยทำให้แม้แต่พ่อกู้ที่ยืนฟังอยู่ก็ยังรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“ปู่รู้ว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กกตัญญู” เขาไม่ได้ถือสาหาความกับคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายเช่นเดียวกับภรรยาของเขา คนเราทุกคนล้วนต้องตาย จะมีอะไรให้ต้องถือเป็นเรื่องต้องห้ามกัน การมีหลานที่ดีเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
“สะใภ้สาม คำพูดของเด็กไม่มีพิษภัย อย่าไปโทษเอ้อร์ไจ่เลยนะ” พ่อกู้ที่ปกติเป็นคนเงียบขรึมและไม่ค่อยได้สนทนากับลูกสะใภ้ปีละไม่กี่ประโยค ถึงกับเอ่ยปากพูดจาดีๆ เพื่อปกป้องหลานชายสุดที่รัก
เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านพูดถึงขนาดนี้แล้ว หลินเจาจะพูดอะไรได้อีก “ค่ะ ฉันไม่พูดแล้วค่ะ เอ้อร์ไจ่ ต่อไปห้ามพูดแบบนี้อีกนะลูก” เธอได้แต่เตือนลูกชายเบาๆ
“แต่เมื่อกี้แม่ดุผมนี่ครับ” เด็กน้อยฟ้องด้วยความน้อยใจ
ไม่รอให้หลินเจาได้ทันตอบ เขาก็เดินไปเกาะขอบประตู ใช้นิ้วก้อยเล็กๆ ขูดไปที่เนื้อไม้เบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แม่ครับ แม่พูดอะไรผมก็จะฟังทั้งนั้นแหละ แต่แม่อย่าดุผมได้ไหมครับ หัวใจของผมจะสลาย”
หลินเจาถึงกับนิ่งอึ้งไป “แม่ไม่ได้ดุลูกนะ แม่แค่ตกใจไปหน่อย เสียงแม่ดังไปใช่ไหม ทำให้ลูกตกใจเหรอ”
เมื่อเห็นเอ้อร์ไจ่พยักหน้ารับ เธอก็รีบลดเสียงลงทันที “แม่ขอโทษนะลูก ที่เผลอเสียงดังเกินไป”
เอ้อร์ไจ่หายงอนเป็นปลิดทิ้งในทันที เขายิ้มกว้างจนตาหยี “ผมไม่โกรธแม่หรอกครับ”
เขาไม่เคยกลัวฟ้าไม่เคยกลัวดิน สิ่งเดียวที่เขากลัวที่สุดในโลกใบนี้ก็คือการที่แม่จะไม่รักเขา
หลินเจายิ้ม “ขอบใจนะจ๊ะเอ้อร์ไจ่คนใจกว้างของแม่ วันนี้น่องไก่หนึ่งข้างเป็นรางวัลของลูกนะ”
เด็กน้อยยิ้มกว้างกว่าเดิม “ครับผม!”
เรื่องราวเกี่ยวกับโลงไม้มะฮอกกานีก็จบลงด้วยประการฉะนี้ คำพูดที่ไร้เดียงสาของเด็ก คนในครอบครัวต่างก็ทำเสียงไล่สิ่งไม่เป็นมงคล แล้วก็ไม่มีใครเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีก
เมื่ออาหารมื้อค่ำพร้อมแล้ว หลินเจาจึงตักซุปไก่หนึ่งชามพร้อมเนื้อไก่ชิ้นโตสองสามชิ้น แล้วมอบให้กู้เฉิงหวยนำไปส่งที่บ้านตระกูลหนิง สองพี่น้องฝาแฝดที่ยังคงเป็นห่วงเมาตั้นจึงกระโดดโลดเต้นตามพ่อไปด้วย
[จบบท]