บทที่ 237: ปานรูปใบไม้ (1/2)
ณ หน่วยทหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา
ผู้บัญชาการหนิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่เห็นคือพลทหารคนสนิทของเขากำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เขาจึงไม่อยากรบกวน ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อจะรินน้ำดื่มด้วยตัวเอง
ทว่าพลทหารคนสนิทกลับนอนหลับไม่สนิทนัก เพียงแค่ผู้บังคับบัญชาขยับตัวเล็กน้อย เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบรุดเข้าไปประคอง
“ท่านผู้บัญชาการตื่นแล้วทำไมไม่เรียกผมล่ะครับ”
ใบหน้าที่เคยเด็ดเดี่ยวและน่าเกรงขามของผู้บัญชาการหนิงฉายแววอ่อนใจอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำกับพลทหารคนสนิท หลังจากยกแก้วขึ้นดื่มน้ำไปหนึ่งอึก จึงเอ่ยปากถามขึ้นเรียบๆ “ฉันเป็นอะไรไป”
พลทหารคนสนิทเกาศีรษะแก้เก้อ “เมื่อช่วงบ่ายจู่ๆ ท่านก็เอามือกุมหน้าอกแล้วตะโกนเรียกใครสักคนที่ชื่อขึ้นต้นว่าเหมา จากนั้นก็หมดสติไปเลยครับ คุณหมอมาตรวจแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เลยสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับความทรงจำของท่านที่กำลังค่อยๆ ฟื้นตัวอยู่ คุณหมอบอกแค่ว่าให้พักผ่อนสัก 2 วันเดี๋ยวก็หายดีแล้วครับ”
ผู้บัญชาการหนิงเอนหลังพิงหัวเตียง พลางพยักหน้ารับรู้เบาๆ
สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นต้นไม้เก่าแก่ยืนต้นตระหง่านราวกับภาพวาดในฟิล์มหนัง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลอดผ่านกระจกเข้ามา ทิ้งเงาอันงดงามไว้บนพื้นห้อง
“แล้วหมอเทวดาซุนว่ายังไงบ้าง”
พลทหารคนสนิทรู้ดีว่าผู้บังคับบัญชาของเขากำลังร้อนใจ จึงรีบรายงาน “หมอเทวดาซุนบอกว่าขอฝังเข็มอีกสัก 3 ครั้ง ลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ในสมองของท่านก็จะสลายไปจนหมด พอมันสลายไปแล้ว ความทรงจำของท่านก็น่าจะกลับมาเป็นปกติครับ”
“แล้วจะนัดครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นอีกหน่อยได้ไหม” ผู้บัญชาการหนิงถามอย่างกระวนกระวายใจ เขามีลางสังหรณ์รุนแรงว่ามีบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งกำลังรอคอยการกลับบ้านของเขาอยู่ อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกเมื่อตอนบ่ายยังส่งผลให้ศีรษะของเขาปวดร้าวเป็นระลอก ราวกับมีภาพความทรงจำบางอย่างกำลังพยายามจะทะลักออกมาให้ได้ เขากลัวเหลือเกินว่ากว่าตัวเองจะนึกทุกอย่างออกได้ มันอาจจะสายเกินแก้ไปแล้ว
“ไม่ได้ครับ” พลทหารคนสนิทปฏิเสธทันควัน “หมอเทวดาซุนย้ำว่าอาการบาดเจ็บที่สมองจะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ยิ่งลิ่มเลือดของท่านคั่งอยู่แบบนั้นมาหลายปีแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลยครับ”
“จะให้ฉันไม่รีบได้ยังไงกัน ไปตามตาแก่นั่นมานี่สิ” น้ำเสียงของผู้บัญชาการหนิงเริ่มฉุนเฉียวขึ้นมา
พอเห็นผู้บังคับบัญชาเริ่มโมโห พลทหารคนสนิทก็ถึงกับไปไม่เป็น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา แต่ก็ยังรวบรวมความกล้ายืนกราน “ให้ผมไปตามมาก็ได้ครับ แต่ท่านจะเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้นะครับ เรื่องอะไรก็เทียบไม่ได้กับสุขภาพของท่านหรอกครับ”
“อย่าพล่ามให้มากความ”
พลทหารคนสนิทไม่กล้าขัดคำสั่งอีก จึงรีบวิ่งแจ้นไปตามหมอเทวดาซุน
หมอเทวดาซุนผู้นี้คือปรมาจารย์ด้านการแพทย์แผนจีนผู้มีฝีมือการฝังเข็มอันเลื่องชื่อ เมื่อเดือนก่อนเขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ผู้บัญชาการหนิงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและพามายังหน่วยทหารแห่งนี้
ด้วยเหตุนี้ หมอเทวดาซุนจึงนับถือผู้บัญชาการหนิงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต เขาจึงทุ่มเทและใส่ใจสุขภาพของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง อะไรก็ตามที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายของผู้บัญชาการแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะไม่ยอมทำเด็ดขาด และเลือกใช้วิธีการรักษาที่ปลอดภัยและรอบคอบที่สุดเสมอ
เมื่อมาถึงห้องพักผู้ป่วยและได้ฟังความต้องการของผู้บัญชาการ เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็งทันที “ไม่ได้เด็ดขาด ร่างกายของคุณต้องพักฟื้นมากกว่านี้”
คิ้วของหมอเฒ่าขมวดเข้าหากันจนแทบจะหนีบแมลงวันให้ตายได้ ไม่มีแพทย์คนไหนชอบคนไข้ดื้อรั้นหรอก ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้ ป่านนี้คงโดนสวดไปหลายชุดแล้ว
ผู้บัญชาการหนิงเองก็รอต่อไปไม่ไหว “อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
แต่ตาเฒ่าซุนหาได้เกรงกลัวไม่ เขายืดคอเถียงกลับอย่างไม่ยอมลดละ “ก็บอกว่าเร็วไม่ได้ไง”
ผู้บัญชาการหนิงถึงกับถลึงตาใส่ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ทำเอาหัวใจคนรอบข้างเต้นระรัว
ทว่าหมอเทวดาซุนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเคยพบเจอผู้มีอำนาจมานักต่อนักแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องมาทำตาโตใส่ผม ตราบใดที่ผมยังเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของคุณอยู่ คุณก็ต้องฟังผม”
ผู้บัญชาการหนิงยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อคลายอาการปวดศีรษะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ผมจากบ้านมานานหลายปีแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่บ้านยังเหลือใครอยู่บ้าง ผมกลัว...กลัวว่าจะกลับไปไม่ทัน”
เป็นครั้งแรกที่ผู้บัญชาการผู้ยืนหยัดอย่างองอาจเสมอมาได้เผยความเปราะบางออกมาให้เห็น หมอเทวดาซุนถึงกับชะงักงัน
ภาพเรื่องราวของชายชาติทหารผู้นี้ผุดขึ้นในความคิด เขายอมอุทิศตนแทรกซึมเข้าไปในแดนศัตรูนานหลายปี ถึงขนาดสูญเสียความทรงจำไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลือนคือภารกิจและหน้าที่ของตนเอง จนสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จลุล่วง
ความรู้สึกนับถือเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของหมอเทวดาซุน เขาไม่อาจทนเห็นผู้มีพระคุณต้องผิดหวังได้ จึงเริ่มครุ่นคิดหาทางออกอย่างไม่รู้ตัว
“ก็ได้...เดี๋ยวผมจะลองคิดหาวิธีอื่นดู”
ในที่สุดสีหน้าของผู้บัญชาการหนิงก็ผ่อนคลายลง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณด้วยนะ ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
หมอเทวดาซุนเหลือบมองผู้บัญชาการหนิงแวบหนึ่ง พลันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่อีกฝ่ายวางไว้
แต่เมื่อพินิจดูสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียดแล้วกลับไม่พบพิรุธอะไร เขาจึงได้แต่คิดว่าตัวเองคงตาฝาดไปเอง
ทว่าไม่ว่าจะใช่หรือไม่ก็ตาม ในเมื่อเขาได้ลั่นวาจาออกไปแล้ว ก็คงไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไป
“ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับไปศึกษาดูก่อน”
พูดจบหมอเทวดาซุนก็เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปทันที
ในที่สุดผู้บัญชาการหนิงก็วางใจลงได้เปราะหนึ่ง เขาจะต้องรีบฟื้นความทรงจำกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รับครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่กองทัพ เพราะสถานการณ์ภายนอกนับวันยิ่งวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้
ขณะครุ่นคิดอยู่นั้น ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่สง่างามก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียง
“ท่านผู้บัญชาการ ไม่เป็นอะไรแน่นะครับ ให้สังเกตอาการอีกหน่อยดีไหมครับ” พลทหารคนสนิทเอ่ยทักท้วงอย่างร้อนรน
แค่เพียงนึกถึงภาพที่ผู้บังคับบัญชาล้มพับไปต่อหน้าต่อตาเมื่อตอนบ่าย เขาก็วางใจไม่ลงจริงๆ
“จะสังเกตอาการอะไรกันอีก กลับห้องทำงาน” ผู้บัญชาการหนิงไม่สนใจคำทัดทาน เขาคว้าเสื้อเครื่องแบบทหารจากราวแขวนเสื้อมาสวม ก่อนจะก้าวยาวๆ อย่างรวดเร็วและมั่นคงออกไปข้างนอก
พลทหารคนสนิทจนปัญญาจะรับมือกับผู้บังคับบัญชาที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเอง จึงทำได้เพียงรีบสาวเท้าตามไปติดๆ พร้อมกับจับจ้องทุกย่างก้าวของเขาอย่างไม่วางตา
ทางด้านต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ หรือที่ตอนนี้มีชื่อใหม่ว่าอวี้เป่าและเหิงเป่า หลังจากวิ่งอวดชื่อใหม่เอี่ยมของตัวเองไปทั่วหมู่บ้านจนหนำใจแล้ว พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด เด็กดีทั้งสองก็ไม่ได้อยู่นอกบ้านนาน แต่กลับมาเล่นกันเงียบๆ ในลานบ้านของตัวเองแทน
วันนี้หลินเจารู้สึกเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็นอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเสื่อเย็นสบาย
ทว่าแพขนตายาวงอนที่กะพริบไหวเบาๆ นั้น กลับบ่งบอกว่าเจ้าตัวยังไม่ได้หลับใหลอย่างที่เห็น
“ให้ผมช่วยนวดให้เอาไหมครับ” กู้เฉิงหวยนั่งลงข้างเตียงอย่างแผ่วเบา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววขบขัน
หลินเจาที่ได้ยินดังนั้นก็พลันลืมตาขึ้นมาทันที ก่อนจะพลิกตัวนอนคว่ำลงบนเตียงในวินาทีถัดมา “ปวดไปหมดเลยค่ะ ทั้งไหล่ทั้งเอวเลย แล้วก็ขาก็ปวดด้วย”
ฝ่ามือใหญ่ที่มีข้อนิ้วเด่นชัดวางทาบลงบนไหล่บอบบางของเธอ ก่อนจะเริ่มนวดคลึงอย่างนุ่มนวลและไม่รีบร้อน “ก็คุณขี่จักรยานไปไกลขนาดนั้นนี่นา จะไม่ปวดได้ยังไงกัน”
“น้ำหนักมือแบบนี้หนักไปหรือเปล่าครับ” กู้เฉิงหวยเอ่ยถามอย่างเอาใจใส่
“กำลังดีเลยค่ะ” หลินเจาซบหน้าลงกับหมอนนุ่ม ทำให้เสียงใสๆ ของเธอดังอู้อี้ชอบกล
“แหม ก็ป้าใหญ่ของฉันรออยู่นี่คะ ถ้าจะรอให้พี่ใหญ่กับพี่รองกลับไปก็คงอีกนาน เที่ยวนี้ฉันเลยต้องไปให้ได้ คุณไม่รู้หรอกค่ะว่าป้าใหญ่ดีใจขนาดไหน” เธออธิบายถึงเหตุผลที่ยอมเหนื่อย
“ผมเข้าใจครับ ผมไม่ได้จะตำหนิคุณเลย แค่รู้สึกว่าคุณลำบากก็เท่านั้นเอง” กู้เฉิงหวยค่อยๆ ไล้มือจากไหล่ลงมานวดคลึงที่บั้นเอว “จะให้ผมทาน้ำมันยาให้ไหม”
“ไม่เอาค่ะ” หลินเจาปฏิเสธทันควัน “ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ไม่อยากนอนทั้งที่ตัวเหนียวเหนอะหนะแบบนั้น”
“ว่าแต่ต้าไจ่ เอ๊ย ไม่ใช่สิ อวี้เป่ากับเหิงเป่าอยู่ไหนกันคะ พอเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ปุบปับแบบนี้ ฉันยังไม่ชินเลย”
กู้เฉิงหวยหัวเราะเบาๆ “เดี๋ยวเรียกไปสักอาทิตย์ก็ชินเองแหละครับ สองคนนั้นกำลังเล่นอยู่ข้างนอกกับพวกซิงฉือน่ะ”
พอได้ยินชื่อนี้ หลินเจาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ไหลเม่ยคงจะดีใจจนเนื้อเต้นเลยสิคะ เขาอยากจะเปลี่ยนชื่อมาตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็ได้เปลี่ยนสมใจซะที”
เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากที่พี่สะใภ้รองให้กำเนิดซิงเหย่คนโตแล้ว เธอก็อยากจะมีลูกสาวมาโดยตลอด แต่ใครจะไปคิดว่าลูกคนที่สองก็ยังคงเป็นเด็กผู้ชายอีก ได้ยินมาว่าตอนที่พี่สะใภ้รองรู้ความจริงจากปากหมอตำแย เธอก็ถึงกับร้องไห้ออกมาทันที พร้อมกับตั้งชื่อให้ทารกน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าว่า ‘ไหลเม่ย’ ซึ่งแปลว่า ‘น้องสาวจงมา’
“เออนี่คะ ฉันยังไม่มีโอกาสได้ถามเลยว่าทำไมพี่สะใภ้รองถึงได้อยากมีลูกสาวนักล่ะคะ”
เรื่องนี้กู้เฉิงหวยพอจะรู้มาบ้าง “ที่บ้านพ่อแม่ของพี่สะใภ้รองน่ะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาตลอด เธอเลยอยากจะมีลูกสาว”
“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เธออยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกสาวก็ล้ำค่าไม่แพ้กัน และอยากจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองไม่เคยได้รับในวัยเด็กให้กับลูกสาวของตัวเองใช่ไหมคะ” หลินเจาเอียงศีรษะหันมามองเขา
เรือนผมดกดำขลับของเธอกระจายตัวอยู่บนหมอนจนบางส่วนปรกดวงตาคู่สวย
“ใช่แล้ว” กู้เฉิงหวยเอื้อมมือไปช่วยภรรยาสุดที่รักปัดผมยาวสลวยให้พ้นใบหน้า ก่อนจะหยิบยางรัดผมมารวบไว้หลวมๆ
หลินเจาขยับตัวดุ๊กดิ๊กเหมือนหนอนตัวน้อยเข้าไปใกล้ขอบเตียง ก่อนจะคว้ามือใหญ่ของเขาไว้ แล้วเอนศีรษะซบลงบนต้นขาที่แข็งแรงของเขาอย่างออดอ้อน
[จบบท]