บทที่ 241: “ได้มาโดยบังเอิญ” (1/2)
“ให้ทายอีกทีก็คงเดาไม่ถูกอยู่ดี มันคืออะไรเหรอครับ” กู้เฉิงหวยเอื้อมมือไปรับถุงผ้าจากภรรยามาแขวนไว้ที่แฮนด์จักรยาน
หลินเจาแกล้งดึงชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเบาๆ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “ฉันไปซื้องานมาค่ะ”
คิ้วเข้มของกู้เฉิงหวยเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “งานเหรอครับ”
“ใช่แล้ว!” หลินเจาตอบรับเสียงหนักแน่น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
วันนี้ต้องยกความดีความชอบให้สหายหวังจวีจริงๆ แล้วก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจฉับไว ไม่อย่างนั้นป่านนี้ตำแหน่งงานดีๆ คงหลุดลอยไปเป็นของคนอื่นแล้ว
“งานอะไรครับ” กู้เฉิงหวยถามด้วยความอยากรู้
หลินเจายังไม่รีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน แต่เลือกที่จะเดินเคียงข้างไปกับเขาพลางอมยิ้มอย่างมีความสุข “ตำแหน่งผู้ดูแลคลังสินค้าของโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าค่ะ เงื่อนไขคือไม่ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมาก เป็นยังไงคะ ดีไหม”
“ไม่เลวเลยครับ” กู้เฉิงหวยชมก่อนด้วยน้ำเสียงสบายๆ “แล้วคุณตั้งใจจะให้ใครเหรอ”
ในใจของหลินเจามีคำตอบอยู่แล้ว แต่พอถูกถามซึ่งๆ หน้า เธอก็อดลังเลไม่ได้ “แล้วคุณล่ะคะ คิดว่าไงดี”
กู้เฉิงหวยหัวเราะในลำคอ “งานที่คุณอุตส่าห์หามา จะให้ใครผมก็ไม่มีปัญหาทั้งนั้นแหละครับ”
แต่การที่ภรรยาเอ่ยปากถามความคิดเห็น ก็ทำให้เขารู้สึกดีใจที่เธอให้ความสำคัญกับเขา
หลินเจาแสร้งทำหน้าหนักใจ “ตอนแรกฉันกะว่าจะให้พี่สาวใหญ่นะคะ แต่คิดไปคิดมา งานพับกล่องไม้ขีดไฟก็เพิ่งให้เธอไป ถ้าจู่ๆ จะให้งานประจำกับเธออีกคน พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองได้น้อยใจกันพอดี เดี๋ยวที่บ้านจะไม่สงบสุขเอาได้”
งานเล็กๆ น้อยๆ อย่างการพับกล่องไม้ขีดไฟน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เดือนนึงทำเงินได้ไม่กี่หยวน พี่สะใภ้ทั้งสองคนคงพอทำใจได้ แต่นี่มันคืองานประจำเลยนะ ต่อไปก็ไม่ต้องมาตรากตรำทำงานในไร่นา แถมยังสามารถเปลี่ยนสถานะจากเกษตรกรเป็นคนเมืองได้อีก ที่สำคัญที่สุดคืองานนี้สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกต่างหาก ใครกันจะไม่อยากได้ล่ะ
กู้เฉิงหวยเห็นว่าภรรยาของเขาคิดการณ์ไกลและรอบคอบก็เบาใจ
“ให้พี่ชายใหญ่ของคุณเถอะครับ”
“ผมรู้ว่าคุณหวังดีกับพี่สาวใหญ่ แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะให้เธอ มันจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งเปล่าๆ แต่ถ้าให้พี่ชายของคุณมันจะต่างออกไป ทางฝั่งครอบครัวผม... ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแน่นอน”
ต่อให้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองจะแอบกระซิบกระซาบกันบ้าง แต่สุดท้ายพวกเธอก็คงหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองได้
อีกอย่าง
การที่เจาเจาหาตำแหน่งงานดีๆ ให้กับครอบครัวฝั่งแม่ได้ ก็จะยิ่งทำให้พี่สะใภ้แท้ๆ ของเธอรักและเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง หลินเจาก็เห็นด้วยทันที “งั้นให้พี่ใหญ่หรือไม่ก็พี่รอง แล้วให้พวกเขาไปตกลงกันเองดีไหมคะ”
ที่อยากจะให้พี่สาวสามีก็เพราะหวังจะเปลี่ยนชะตากรรมของครอบครัวเว่ย เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าพี่สาวมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว พี่เขยจะยังริไปทำการเก็งกำไรที่มันสุ่มเสี่ยงอีกไหม เขาจะได้ไม่ต้องถูกจับเข้าคุก แล้วครอบครัวเว่ยก็จะไม่ต้องแตกแยก
แต่พอมาคิดดูอีกที ตอนนี้บ้านเว่ยก็แยกบ้านกันไปแล้ว สถานการณ์แตกต่างจากในนิยายต้นฉบับไปมากโข แถมยังมีกู้ฉานคอยจับตาดูอยู่ ที่บ้านก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น พูดกันแบบไม่เกรงใจเลยก็คือ ต่อให้เว่ยเซี่ยงตงโดนจับไปจริงๆ แค่มีกู้เฉิงหวยอยู่ทั้งคน เขาก็สามารถช่วยออกมาได้อย่างแน่นอน เธอเชื่อมั่นในตัวพ่อของลูกๆ ขนาดนั้นเลยล่ะ
กู้เฉิงหวยพยักหน้าเห็นด้วย “ได้ครับ”
เขากลัวว่าเธอจะคิดมาก จึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “พี่เขยรู้จักคนเยอะแยะครับ ถ้าเจอตำแหน่งงานที่เหมาะสม เขาจะหาทางจัดการให้พี่สาวใหญ่เอง”
“เขาพูดเองเลยเหรอคะ” เธอหมายถึงเว่ยเซี่ยงตง
กู้เฉิงหวยยิ้มบางๆ “เขาเคยพูดไว้นานแล้วครับว่าไม่อยากให้พี่สาวใหญ่ต้องลำบากทำนา แต่เมื่อก่อนครอบครัวเว่ยยังอยู่รวมกัน การหางานประจำให้ใครสักคนก็เหมือนการจุดระเบิดในบ้าน เลยไม่กล้าทำอะไรวู่วาม แต่ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว เขาสามารถเดินหน้าหาได้อย่างเต็มที่ครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หลินเจาก็ยิ้มกว้าง “โอเคค่ะ งั้นโอกาสแสดงฝีมือแบบนี้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่เขยสินะคะ”
“คิดแบบนั้นถูกแล้วครับ” เมื่อเห็นว่าภรรยาเข้าใจแล้ว ดวงตาสีนิลของกู้เฉิงหวยก็ทอประกายขบขัน เขาออกแรงถีบจักรยานให้พุ่งไปข้างหน้าราวกับลูกศร
หลินเจารีบคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น แล้วเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ของฉันไปคุยกับเมิ่งจิ่วซือหรือยังคะ”
“ตอนที่ผมออกมายังเลยครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาน่าฟัง “วันนี้ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งจัดสรรงานให้พวกที่อยู่ตีนเขา พวกเขากำลังยุ่งกันมาก พี่ใหญ่เลยยังหาจังหวะไม่ได้ แต่บางทีพอเรากลับถึงบ้าน เขาอาจจะถามมาให้เรียบร้อยแล้วก็ได้ครับ”
“งั้นคุณก็รีบปั่นสิคะ ฉันอยากรู้ใจจะขาดแล้ว” หลินเจาเร่ง
กู้เฉิงหวยหัวเราะอย่างจนใจ “ไม่กลัวเจ็บก้นแล้วเหรอครับ”
“มีเบาะนุ่มๆ รองอยู่ ไม่เจ็บหรอกค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเมิ่งจิ่วซือเป็นพี่สี่ของฉันจริงๆ ต่อให้เจ็บกว่านี้ฉันก็ทนได้ค่ะ ไม่สนอะไรทั้งนั้น”
พอได้ยินแบบนั้น กู้เฉิงหวยก็เร่งความเร็วจักรยานขึ้นทันที แต่ถึงจะเร็วแค่ไหน เขาก็ยังคงประคองรถได้อย่างมั่นคง พยายามหลีกเลี่ยงการกระแทกกระทั้นให้มากที่สุด
ณ ปากทางเข้าหมู่บ้าน เหล่าขาเมาท์เจ้าประจำกำลังล้อมวงสนทนากันอย่างออกรส
“นี่ๆ พวกเธอเห็นบ้านใหม่ของบ้านสามตระกูลกู้กันรึยัง กำลังจะเสร็จแล้วนะ เป็นบ้านอิฐสีเทาตั้งหลายหลัง สวยอย่าบอกใครเชียว! ฉันยังได้ยินมาอีกว่า เฉิงหวยสั่งทำหน้าต่างใหม่ บอกว่าจะซื้อกระจกแผ่นใหญ่ๆ มาติดด้วยนะ บ้านของต้าไจ่นี่นับวันยิ่งอยู่ดีกินดีขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ”
“เขาไม่เรียกต้าไจ่แล้วย่ะ! ปู่กู้ตั้งชื่อจริงให้หลานๆ แล้ว ตอนนี้น้องชื่อกู้จืออวี้ เรียกสั้นๆ ว่าอวี้เป่า! ขืนไปเรียกต้าไจ่อีก ระวังอวี้เป่าจะงอนเอาไม่รู้นะ”
คนที่เผลอเรียกชื่อเก่ารีบตบปากตัวเองเบาๆ “เออใช่ อวี้เป่า อวี้เป่า ดูฉันสิ ลืมไปซะสนิทเลย”
แน่นอนว่าที่ไหนมีคน ที่นั่นย่อมมีคนขี้อิจฉา “ลูกๆ บ้านกู้นี่สุขสบายยิ่งกว่าเด็กในเมืองซะอีก ในมือไม่เคยว่างเว้นจากขนมเลย แม่ของเฉิงหวยนี่ก็ตามใจลูกเก่งจริงๆ ไม่กลัวว่าเด็กจะเสียคนรึไง”
หวังชุนฮวาสวนกลับทันที “ก็สามีภรรยาเขาขยันหาเงินนี่นา ถ้าบ้านฉันหาเงินเก่งแบบนี้บ้าง ฉันก็จะตามใจลูกชายฉันให้ยิ่งกว่านี้อีก”
อวี้เป่ากับเหิงเป่าเป็นเด็กน่ารัก เวลาเล่นกับต้าจ้วงลูกชายของเธอ ก็มักจะแบ่งขนมอร่อยๆ ให้เสมอ เธอจะเป็นคนอกตัญญูได้อย่างไร
“ใช่ๆ นั่นสิ” แม่หยวนเป่าซึ่งลูกชายของเธอก็ได้รับอานิสงส์อยู่บ่อยๆ รีบพูดเสริม
คนที่พูดจาแขวะเมื่อครู่ได้แต่เบ้ปากอย่างไม่พอใจ
ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
“ฉันเห็นพี่ชายสองคนของสะใภ้สามบ้านกู้มาช่วยงานติดๆ กันหลายวันแล้ว ที่บ้านหลินไม่มีการมีงานทำกันรึไง”
หวังชุนฮวาซึ่งรู้ตื้นลึกหนาบางดีจึงอธิบายว่า “บ้านไหนจะไม่มีงานทำกันล่ะ บ้านหลินเขาก็ยุ่งเหมือนกันนั่นแหละ แต่... สำหรับพี่น้องบ้านหลินแล้ว เรื่องของน้องสาวต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ พอสร้างบ้านให้น้องสาวเสร็จเรียบร้อย เห็นแม่ของอวี้เป่าพาลูกๆ ย้ายเข้าไปอยู่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว พวกเขาถึงจะวางใจได้”
หญิงคนนั้นดูเหมือนจะไม่มีญาติพี่น้องฝั่งแม่ที่ดีนัก เธอจึงรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ และอดไม่ได้ที่จะพูดแขวะอีกครั้ง “ได้ยินมาว่าพี่น้องบ้านหลินเรียนหนังสือมาสูงทั้งคู่นี่นา แล้วทำไมถึงต้องมาขุดดินทำนาเหมือนลูกชายไม่เอาไหนของฉันด้วยล่ะ”
หวังชุนฮวายังคงจำได้ดีว่าหลินเจาเคยให้ยาถ่ายพยาธิกับหลานชายของเธอ เธอจึงออกโรงปกป้องอีกครั้ง “ดูพูดเข้าสิ งานในอำเภอมันจะไปหาง่ายๆ ได้ยังไง ขนาดคนในเมืองยังแย่งกันแทบตาย แล้วจะมาถึงตาชาวไร่ชาวนาอย่างเราได้ยังไง ถึงพี่น้องบ้านหลินจะยังไม่มีงานประจำทำ แต่พวกเขาก็รู้หนังสือมากกว่าเราตั้งเยอะนะ”
“รู้หนังสือเยอะแล้วมันจะทำไมล่ะ” หญิงคนนั้นพูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องราวกับเป็นผู้ชนะ “ก็ไม่ได้หมายความว่ารู้หนังสือเยอะขึ้นแล้วจะได้คะแนนงานเพิ่มขึ้นวันละ 10 กงเฟินซะหน่อย”
คำพูดนี้ทำเอาหวังชุนฮวาและคนอื่นๆ ถึงกับพูดไม่ออก
ทำไมถึงได้เป็นคนชอบหาเรื่องได้ขนาดนี้นะ
ทุกคนต่างลงความเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ช่างพูดจาไม่น่าฟังเสียจริง
เมื่อไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วยอีกต่อไป วงสนทนาก็เลยพลอยสลายตัวไปโดยปริยาย
ดังนั้น เมื่อหลินเจาและกู้เฉิงหวยขี่จักรยานกลับมาถึงหมู่บ้าน ภาพของชาวบ้านที่จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างคุ้นตาจึงหายไปอย่างน่าประหลาด
หลินเจาไม่ได้เอะใจอะไร ในหัวของเธอมีแต่เรื่องที่จะต้องไปถามพี่ชายเกี่ยวกับเมิ่งจิ่วซือ เธอจึงบีบเอวสอบของสามีเบาๆ “แวะที่บ้านใหม่หน่อยค่ะ ฉันจะไปหาพี่ใหญ่”
“ได้ครับ” กู้เฉิงหวยหันหัวจักรยานมุ่งตรงไปยังที่ก่อสร้างทันที
ชาวบ้านในชนบทล้วนเป็นคนที่สู้ชีวิต แม้ตอนนี้แดดจะร้อนเปรี้ยงอยู่กลางศีรษะ แต่เหล่าคนงานก็ยังคงทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อเห็นเจ้าของบ้านทั้งสองมาถึง พวกเขาก็ส่งเสียงทักทาย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
พวกเขาไม่ใช่คนไร้สามัญสำนึก บ้านกู้ใจดีเลี้ยงซุปถั่วเขียวให้ดื่มคลายร้อน จะไปหาเจ้าของบ้านที่ใจกว้างขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด
เวลาไปช่วยบ้านอื่นสร้างบ้าน อย่างดีที่สุดก็ได้ดื่มแค่น้ำต้มสุกทิ้งไว้ให้เย็น หรืออาจจะมีรสหวานเจือจางอยู่นิดหน่อยเท่านั้น
แต่บ้านกู้กลับแตกต่างออกไป
พวกเขาเลี้ยงซุปถั่วเขียวใส่หัวลิลลี่ด้วย ไม่เพียงแต่จะเย็นชื่นใจ แต่ยังหอมหวานอีกต่างหาก
แค่ซดเข้าไปคำเดียวก็รู้สึกสดชื่นหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
แถมเวลาที่ลูกๆ ของพวกเขาแวะมา กู้เฉิงหวยก็ไม่เคยหวง ยังใจดีแบ่งให้เด็กๆ ได้ลิ้มรสความอร่อยด้วยเสมอ
ไม่มีทีท่าหยิ่งยโสหรือดูถูกดูแคลนชาวบ้านอย่างพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ช่างแตกต่างจากลู่อีโจวคนนั้นลิบลับ
ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงเขาเลย