บทที่ 248: หัวหน้าอนุมัติไหมครับ (2/2)
“ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลยนี่คะ” หลินเจาพูดอย่างจริงจัง “แค่เรารู้ว่าตอนนี้พี่สี่อยู่ที่ไหน และสามารถช่วยเหลือเขาได้ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว ทั้งครอบครัวเราก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”
เธอบ่นอุบอิบ “ดีกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ ที่ไม่รู้เลยว่าเขาหายไปไหน”
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพี่สี่จะกลับมา แล้วจู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้”
“งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ลูกๆ เลยนะ ถ้าพวกเขาไม่ช่างสังเกตขนาดนั้น ฉันคงไม่รู้เร็วขนาดนี้หรอกว่าเป็นพี่สี่ ฉันว่าเด็กแฝดสมควรได้รับรางวัลนะคะ คุณว่าไหม”
กู้เฉิงหวยไม่ได้คัดค้าน แต่กลับพูดขึ้นว่า “นี่คุณตามใจพวกเขามากเกินไปหน่อยไหม”
หลินเจาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วจ้องหน้าเขาเขม็ง “อะไรกันคะ ตามใจไม่ได้เหรอ”
“ผมไม่ได้บอกว่าตามใจไม่ได้ แต่หมายถึงอย่าตามใจจนพวกเขาเสียคน” กู้เฉิงหวยไม่ใช่พ่อประเภทที่ไม่อยากเห็นลูกได้ดี เพียงแต่เขารู้สึกว่าภรรยาตามใจลูกแฝดมากเกินไปหน่อย เด็กทั้งสองอายุ 5 ขวบแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้าน พอมาเจอเจาเจาตามใจขนาดนี้อีก เขากลัวว่าเจ้าสองแสบนิสัยจะเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่
“ไม่มีทางเสียคนหรอกค่ะ” หลินเจาจิ้มแก้มสามีอย่างขัดใจ “ลูกแฝดเป็นเด็กดีจะตาย คุณเห็นแต่ตอนที่ฉันตามใจพวกเขา ทำไมไม่เห็นตอนที่พวกเขาเป็นเด็กดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครเลยล่ะคะ”
กู้เฉิงหวยกำลังจะอ้าปากเถียง แต่เสียงเห่าของเจ้าต้าหวงก็ดังแว่วมาแต่ไกล ไม่นานนัก เด็กน้อยสองคนที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะก็วิ่งตรงมาหาพวกเขา
“แม่ครับ” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะมาถึงเสียอีก
พอเห็นว่าแม่ขี่หลังพ่ออยู่ เด็กๆ ก็พากันคิดว่าแม่เจ็บขา สองใบหน้าที่ถอดแบบกันมาปรากฏแววกังวลขึ้นมาทันที
ทั้งคู่รีบวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้ากู้เฉิงหวย
“แม่ครับ แม่เจ็บขาเหรอครับ” อวี้เป่าเงยหน้ามองหลินเจา คิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่น
น้ำเสียงของเหิงเป่าเต็มไปด้วยความร้อนใจ “แม่ครับ เดี๋ยวผมไปตามหมอให้นะ”
พูดจบก็ทำท่าจะวิ่งออกไปทันที
หลินเจารีบร้องห้าม “แม่ไม่เป็นอะไรจ้ะ”
เหิงเป่าหยุดกึก หันกลับมามองอย่างไม่แน่ใจ “จริงเหรอครับ”
“จริงสิจ๊ะ” หลินเจาแกว่งขาไปมาให้ดูเป็นตัวอย่าง “แม่แค่เดินจนเหนื่อย ก็เลยให้พ่อเขาอุ้มแค่นั้นเอง”
อวี้เป่าหันไปมองกู้เฉิงหวย “จริงเหรอครับพ่อ”
กู้เฉิงหวยพยักหน้า “อืม”
อวี้เป่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปสั่งพ่อด้วยเสียงเล็กๆ “พ่อครับ อุ้มแม่ดีๆ นะครับ อย่าทำแม่ตกนะ”
กู้เฉิงหวย: “…”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เหิงเป่าก็ฉีกยิ้มหวานหยดให้หลินเจา “แม่ครับ โตขึ้นผมจะซื้อรถยนต์ให้แม่นะ แม่ไปไหนจะได้ไม่ต้องเดินให้เหนื่อยไงครับ”
หลินเจาส่งสายตาเย้ยหยันไปให้กู้เฉิงหวย ‘เห็นไหมล่ะ เด็กแบบนี้จะเสียคนได้ยังไง’
เธอมองลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยน “แล้วถ้าแม่ขับรถไม่เป็นจะทำยังไงล่ะจ๊ะ”
เหิงเป่าหัวไวปานจรวด คิดหาทางออกได้ในทันที “เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง ผมก็จ้างคนขับรถให้แม่สิครับ”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็จ้างคุณป้ามาทำกับข้าวซักผ้าให้ด้วย แบบนี้แม่ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย สบายจะตาย”
กู้เฉิงหวยมองลูกชายทั้งสองที่ในหัวใจและสายตามีเพียงแม่ของพวกเขาเท่านั้น เขาก็เม้มปากแน่น
เจ้าสองแสบในหัวมีแต่เจาเจา คงไม่เสียคนง่ายๆ หรอกมั้ง
“ที่รัก คุณพูดถูก” เขายอมรับแต่โดยดี
อวี้เป่าละสายตาจากแม่มามองพ่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายฉายแววงุนงง “พ่อบอกว่าอะไรถูกเหรอครับ”
“ไม่มีอะไร” กู้เฉิงหวยปฏิเสธเสียงแข็ง
อวี้เป่าทำหน้ามุ่ย ไม่พอใจ
หลินเจายิ้มพลางเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วนี่ลูกสองคนออกมาทำไมกัน มืดค่ำแล้วนะ ไม่กลัวหรือไง”
อวี้เป่าตอบอย่างกระฉับกระเฉง “ไม่กลัวครับ ผมกับน้องมากับเจ้าต้าหวง”
“ใช่ครับ” เหิงเป่ารับคำ ก่อนจะยื่นมือไปจับมือแม่ไว้พลางพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เจ้าต้าหวงเก่งมากเลยนะ มันสู้กับผู้ใหญ่ได้สบายมาก มันจะปกป้องพวกเราเอง พวกเราไม่กลัวหรอก”
“ใช่ไหมล่ะ ต้าหวง”
เขาใช้อีกมือลูบหัวเจ้าตูบเบาๆ
ต้าหวง “โฮ่ง”
“เห็นไหมครับ ต้าหวงบอกว่าจะปกป้องพวกเรา” เหิงเป่าดีใจจนตาหยีเป็นสระอิ
หลินเจาตบไหล่กู้เฉิงหวยเบาๆ เป็นเชิงบอกให้วางเธอลง
เมื่อเท้าสัมผัสพื้น เธอก็จูงมือลูกชายทั้งสองคนละข้าง “เจ้าต้าหวงก็เป็นสมาชิกในครอบครัวเรานะ เราต้องดูแลมันกับลูกๆ ของมันให้ดีๆ รู้ไหม”
“ครับ” สองแฝดพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
คุยกันไปเดินกันไป ไม่นานก็ถึงบ้านตระกูลกู้ พอดีกับที่คนบ้านหลินกำลังเข็นจักรยานเตรียมจะกลับบ้าน
หลินเจาเห็นดังนั้นจึงรีบร้องบอก “พ่อคะ แม่คะ รอเดี๋ยวนะคะ หนูไปเอาไฟฉายให้”
พูดจบเธอก็วิ่งเข้าบ้าน หายเข้าไปในห้องนอนครู่หนึ่งก่อนจะออกมาพร้อมกับไฟฉาย
หลินเฮ่อหลิงรับไฟฉายมาพลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “งั้นพวกพ่อกลับก่อนนะ มีอะไรก็ให้คนไปส่งข่าวก็แล้วกัน รีบกลับเข้าบ้านไปเถอะ ให้อวี้เป่ากับเหิงเป่านอนเร็วๆ”
“ค่า” หลินเจารับคำอย่างว่าง่าย
ครอบครัวสี่คนพร้อมด้วยเจ้าต้าหวง ยืนส่งครอบครัวหลินจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับเข้าบ้าน
อวี้เป่านึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามด้วยความสงสัย “แม่ครับ เมื่อกี้พวกแม่ขึ้นไปบนภูเขาทำไมเหรอครับ”
หลินเจาจูงมือลูกชายเดินเข้าประตูไป แต่ไม่ได้บอกความจริง เธอพูดเลี่ยงๆ “ก็บอกแล้วไงจ๊ะว่าพวกเรากินอิ่มเกินไป เลยออกไปเดินย่อยอาหารกัน”
อวี้เป่าสบตากับน้องชาย ก่อนที่สองพี่น้องจะหัวเราะคิกคักออกมาพร้อมกัน
“แม่ครับ พวกเราไม่ใช่เด็กโง่นะ” อวี้เป่าทำท่าเป็นผู้ใหญ่เอามือกุมขมับ พลางมองแม่แล้วพูดว่า “เหตุผลที่แม่แต่งขึ้นมาน่ะ เด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลย”
เหิงเป่ารีบเสริม “ใช่ๆ ถ้าจะเดินย่อยอาหาร เดินในสวนหลังบ้านก็ได้นี่ครับ ไม่เห็นต้องลำบากขึ้นไปบนภูเขาเลย แล้วยังไม่ยอมให้พวกเราไปด้วยอีก พวกผู้ใหญ่ต้องมีความลับกันแน่ๆ ผมกับพี่เดาออกตั้งนานแล้ว”
หลินเจาเอ็นดูในความช่างจินตนาการของลูก เธอจึงบีบแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยเบาๆ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ “งั้นลองเดาสิ ว่าความลับที่ว่าน่ะคืออะไร”
เหิงเป่ากับพี่ชายเดากันมาสารพัดแล้ว แต่ก็ยังเดาไม่ออก เขาจึงเอามือทาบแก้ม บีบแก้มกลมๆ เข้าหากันจนดูเหมือนกำลังทำหน้าทะเล้น
“แม่ บอกผมหน่อยนะ นะครับ” เขาอ้อนเสียงหวาน
หลินเจาส่ายหน้า “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้จ้ะ ไว้มีโอกาสแม่จะเล่าให้ฟังนะ”
แม่กู้ได้ยินเสียงเอะอะในสวนจึงสวมรองเท้าผ้าเดินออกมา แล้วเรียกสองแฝดเสียงเบา “อวี้เป่า เหิงเป่า ยังไม่มานอนกันอีกเหรอลูก”
ถ้าแม่ยังไม่กลับมา มีหรือที่เจ้าสองแสบจะยอมเข้านอน ติดแม่กันแจจริงๆ
“มาแล้วครับ” อวี้เป่าขานรับ
ก่อนจะจูงมือน้องชายเดินไปยังห้องใหญ่
เหิงเป่านึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของแม่ จึงหันกลับมาถาม “แม่ครับ พรุ่งนี้แม่จะพาพวกเราไปบ้านตาใหญ่ใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้วจ้ะ รีบไปนอนนะ พรุ่งนี้เช้ากินข้าวเสร็จแล้วจะพาไป” หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม
สองแฝดตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น พวกเขารับคำเสียงใส ก่อนจะจูงมือกันกลับเข้าห้องไปนอนอย่างว่าง่าย
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินเจาตื่นขึ้นมาตามธรรมชาติ รู้สึกได้ถึงก้อนนุ่มนิ่มที่ขยับอยู่ข้างๆ พอเธอลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าน่ารักของเหยาเป่า
“เหยาเป่า ลูกมานอนนี่ได้ยังไงจ๊ะ” เธอรวบตัวก้อนแป้งน้อยเข้ามากอด แล้วหอมแก้มยุ้ยๆ ฟอดใหญ่
เหยาเป่ายิ้มแป้นจนเห็นฟันซี่เล็กๆ หวานเจี๊ยบ “หนูรอนอนกับแม่ค่ะ” เธอบอกเสียงอู้อี้ แล้วเอาหัวเล็กๆ ถูไถกับแก้มแม่
หลินเจาอุ้มลูกสาวลุกขึ้นนั่ง แล้วก็เห็นเชียนเป่านั่งขัดสมาธิอยู่ที่ปลายเตียง กำลังก้มหน้าก้มตาเปิดพจนานุกรมอย่างตั้งอกตั้งใจ ชนิดที่ผู้ใหญ่ยังต้องอาย
“เชียนเป่า” เธอเรียกเบาๆ
ครั้งแรกเจ้าตัวเล็กไม่ได้ยิน พอเรียกครั้งที่สองเขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมา
เชียนเป่าวางพจนานุกรมลงอย่างใจเย็น แล้วขยับขาขาวๆ สั้นๆ ที่มีรอยยุงกัดเป็นตุ่มแดงสองตุ่มเข้ามาใกล้ ก่อนจะเรียกเสียงนุ่ม “แม่ครับ”
พอเห็นรอยยุงกัด หลินเจาก็ขมวดคิ้ว “ทำไมโดนยุงกัดล่ะลูก”
หรือว่าถุงหอมไล่ยุงจะหมดฤทธิ์แล้ว
เหยาเป่าทำแก้มป่อง พูดอย่างโมโห “เจ้ายุงนิสัยไม่ดี”
“ใช่แล้วจ้ะ เจ้ายุงนิสัยไม่ดี เหยาเป่าขยับไปหน่อยนะลูก เดี๋ยวแม่ไปเอายามาทาให้พี่เขา” หลินเจาบอกเสียงอ่อนโยน
เหยาเป่าพลิกตัวไปอีกทาง แต่ดันกอดผ้าห่มผืนบางไว้แน่นจนล้มตึงลงบนเตียง ด้วยความที่ตัวเล็กนิดเดียว ร่างทั้งร่างเลยจมหายไปใต้ผ้าห่มกว่าครึ่ง เธอพยายามดึงผ้าห่มออกอย่างทุลักทุเล แต่ยิ่งดึงก็ยิ่งพัน จนสุดท้ายก็ต้องร้องเรียกให้พี่ชายช่วย
“พี่จ๋า ผ้าห่ม… ผ้าห่ม…”
เชียนเป่าขยับเข้าไปอย่างใจเย็น แล้วช่วยน้องสาวดึงผ้าห่มออกแค่สองสามทีก็เรียบร้อย
เผลอแป๊บเดียว ใบหน้าเล็กๆ ของเหยาเป่าก็แดงก่ำ เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วบ่นพึมพำ “โอ๊ย เหนื่อยจะแย่แล้วค่า”
หลินเจาเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
หลังจากทายาให้เชียนเป่าเสร็จ เธอก็ตรวจดูตามตัวเหยาเป่าบ้าง ก็พบว่าที่เท้าของลูกสาวมีตุ่มแดงเล็กๆ อยู่ตุ่มหนึ่งเหมือนกัน ดูท่าว่าถุงหอมไล่ยุงจะหมดอายุการใช้งานแล้วจริงๆ
[จบบท]