บทที่ 252: หยุดชะงัก (2/2)
พอนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเจาเจา ดวงตาของเธอก็ทอประกายแห่งความสุข “ตอนที่แม่ของหนูยังเด็กนะ เขาชอบโซฟาที่บ้านเราที่สุดเลย พอเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านทีไร เป็นต้องมานอนแผ่หลาอยู่บนนี้ทุกที”
ซ่งอวิ๋นเฉิงเองก็จำได้ดี “ผมยังจำได้เลยว่าพี่สาวทั้งดุทั้งเผด็จการ ถ้าผมกับอวิ๋นจิ่นไปก่อเรื่องเมื่อไหร่ พี่ก็จะไม่อนุญาตให้พวกเรานั่งโซฟา แต่จะสั่งให้ไปนั่งเก้าอี้แข็งๆ แทน เป็นอย่างนี้ติดกันเป็นอาทิตย์เลยนะครับ”
ก้นของเขาแทบจะด้านเป็นตุ่มอยู่แล้ว
ลุงซ่งที่เพิ่งชงนมผงให้หลานแฝดเสร็จหันมาเหลือบมองลูกชายแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ก็พวกแกสองคนมันซนเกินไป ไม่สมควรได้นั่งโซฟาหรอก นี่ฉันเป็นคนให้สิทธิ์พี่สาวแกเอง ถ้าจะโทษก็มาโทษฉันนี่”
“จะโทษได้ยังไงล่ะครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงรีบแก้ “มีอะไรให้โทษกัน พี่สาวไม่ได้ลงโทษผิดสักหน่อย ผมกับอวิ๋นจิ่นยอมรับแต่โดยดี”
ครั้งหนึ่งเขาเคยเอาหนังสติ๊กไปยิงคนอื่นจนเกือบจะโดนตา การที่พี่สาวลงโทษเขาก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เขายอมรับผิดทุกอย่าง
ลุงซ่งวางแก้วเคลือบลงบนโต๊ะ แล้วหันไปพูดกับหลานแฝด “ตาใหญ่ชงนมผงให้แล้วนะ เดี๋ยวรอให้อุ่นๆ ก่อนแล้วค่อยดื่ม”
นมผงเหรอ
สองฝาแฝดกำลังกระหายน้ำพอดี เหยาเป่าหันไปมองพี่ชายด้วยแววตาสงสัย “พี่ ขวดนมล่ะ”
“ขวดนมอยู่กับแม่ รอแม่มาก่อนนะ” เชียนเป่าเอ่ยปลอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงสุขุม
เหยาเป่าหันขวับไปจ้องที่ประตูทันที พลางร้องเรียก “แม่จ๋า แม่จ๋า”
เชียนเป่าทำท่าเลียนแบบคุณแม่ เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวเบาๆ แล้วปลอบต่อว่า “เดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว”
ภาพความน่ารักของเด็กน้อยทั้งสอง ทำให้ลุงซ่งและป้าสะใภ้ซ่งนึกอยากจะมีหลานเป็นของตัวเองขึ้นมาจับใจ
ลุงซ่งหยิบขนมเปี๊ยะถั่วเขียวที่สั่งทำพิเศษออกมา ยื่นให้หลานแฝดคนละชิ้นพร้อมรอยยิ้ม “กินขนมเปี๊ยะถั่วเขียวรองท้องไปก่อนนะ”
เขาคำนึงถึงว่าหลานแฝดของหลานสาวยังเล็กอยู่ จึงสั่งให้คนทำทำขนมชิ้นเล็กๆ พอดีคำ เปลือกนอกกรุบกรอบ ส่วนด้านในเป็นไส้ถั่วเขียวเนื้อร่วนละเอียด เชียนเป่าและเหยาเป่าจะได้ลองชิมได้
นี่เป็นขนมที่สองฝาแฝดไม่เคยกินมาก่อนอีกแล้ว เชียนเป่าและเหยาเป่ารับมาอย่างมีความสุข ก่อนจะลงมือนั่งกินอย่างเงียบๆ พอได้ลิ้มรสชาติหวานหอม ดวงตาทั้งคู่ก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
“อวิ๋นเฉิง นายไปรับอวี้เป่ากับเหิงเป่า ส่วนอวิ๋นจิ่น นายคอยดูเชียนเป่ากับเหยาเป่าให้ดี อย่าให้พวกเขาสำลักล่ะ พ่อจะไปชงชา” ลุงซ่งออกคำสั่ง
ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นเลยสักนิด แต่ก็ไม่ได้คิดจะขัดใจคุณพ่อที่กำลังตื่นเต้นดีใจอยู่ เขาจึงรับกุญแจรถแล้วเปิดประตูเดินออกไป
เขาเพิ่งจะเดินลงมาถึงชั้นล่าง ยังไม่ทันได้ไขกุญแจจักรยาน ก็ได้ยินเสียงของหลินเจาดังขึ้นเสียก่อน
“อวิ๋นเฉิง นายจะไปไหนอีกน่ะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงล้มเลิกความคิดที่จะไขกุญแจจักรยานในทันที เขายืนตัวตรงแหน่วแล้วตอบ “พ่อให้ผมไปรับอวี้เป่ากับเหิงเป่าครับ”
“หา”
เหิงเป่าวิ่งเข้าไปหาน้าอวิ๋นเฉิง เขายืนเขย่งปลายเท้าหมายจะเอื้อมมือไปตบไหล่ แต่ก็เป็นอย่างที่คาด แม้จะกระโดดก็ยังตบไม่ถึง สุดท้ายจึงทำได้เพียงเปลี่ยนเป้าหมายไปตบที่แขนของลุงแทน
“น้าครับ ผมกับพี่มาถึงแล้ว ไม่ต้องไปรับแล้วครับ!”
ซ่งอวิ๋นเฉิงเดินเข้าไปช่วยพี่เขยถือของ พลางยิ้มอย่างจนใจ “ขอบใจมากนะ”
เหิงเป่าวางท่าเลียนแบบคุณปู่ของเขาพลางโบกมือไปมา ท่าทางแก่แดดเกินวัยทำเอาซ่งอวิ๋นเฉิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มหลานชาย “ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
“กลับเข้าบ้านไปกินขนมเปี๊ยะถั่วเขียวกันเถอะ เชียนเป่ากับเหยาเป่ากำลังกินอยู่เลย”
สองฝาแฝดผู้พี่ไม่เคยลิ้มลองรสชาติของขนมเปี๊ยะถั่วเขียวมาก่อน ในใจจึงพลันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังขึ้นมาทันที กว่าจะเดินมาถึงนี่ พวกเขาเริ่มหิวกันแล้ว
ทุกคนในครอบครัวพากันเดินขึ้นไปบนอาคาร
หลินเจาเอ่ยปากถาม “ไปเอาขนมเปี๊ยะถั่วเขียวมาจากไหนกันเหรอ”
“จะเป็นที่ไหนได้อีกล่ะครับ ก็พ่อไปสั่งให้คนทำมาน่ะสิ เตรียมไว้ให้หลานๆ ทั้ง 4 คนโดยเฉพาะเลยนะ ไม่ใช่แค่ขนมเปี๊ยะนะ พ่อยังชงนมผงไว้ให้ด้วย ตอนที่ผมออกมาพ่อก็กำลังจะไปชงชาพอดี ผมเดาว่าน่าจะชงให้พี่กับพี่เขยนั่นแหละ ส่วนผมกับอวิ๋นจิ่นน่ะเหรอ ไม่มีวาสนาได้ลิ้มลองหรอกครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงคอยระวังทางเดินเบื้องหน้าให้อวี้เป่าและเหิงเป่า ปากก็ไม่ลืมที่จะตอบคำถามของพี่สาว ชาที่พี่สาวเอามาฝาก เขากับอวิ๋นจิ่นยังไม่เคยเห็นแม้แต่กากชาเลยด้วยซ้ำ
หลินเจายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ฉันจะไปรู้ที่ไหนกันว่านายชอบดื่มชา ถ้านายชอบล่ะก็ ฉันจะให้สักกระป๋องเอามั้ยล่ะ”
คงต้องรอให้กู้เฉิงหวยไปก่อน พอพ่อของเจ้าแฝดอยู่บ้าน เธอก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสุ่มรางวัลเลยสักนิด เพราะผู้ชายคนนี้ช่างสังเกตเป็นบ้า หากเธอสุ่มได้ของดีๆ ขึ้นมาแล้วไม่มีที่มาที่ไปดีๆ มาอธิบาย คงเป็นเรื่องแน่
ช่างมันเถอะ ทำตัวสงบเสงี่ยมไปก่อนสักครึ่งเดือนแล้วกัน
“ชาอะไรเหรอครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงถามอย่างไม่คิดเกรงใจ
“แล้วนายชอบชาอะไรล่ะ ชาเก๊กฮวย หรือชาเขียว” หลินเจาถามกลับ
ซ่งอวิ๋นเฉิงเคยดื่มชาเก๊กฮวยแล้วแต่ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ เขาจึงตอบกลับไปว่า “ผมเอาชาเขียวครับ”
“ได้เลย เดี๋ยวฉันหามาให้” หลินเจารับคำและจดจำไว้ในใจ
วงล้อสุ่มรางวัลมีคะแนนสะสมอยู่ตั้งหลายพันแต้ม น่าจะพอให้สุ่มได้หลายครั้ง ยังไงก็ต้องสุ่มได้ชาเขียวบ้างล่ะน่า
ซ่งอวิ๋นเฉิงถึงกับหัวเราะออกมา “ขอบคุณครับพี่สาว”
เมื่อผู้ใหญ่คุยกันจบ เหิงเป่าก็เอ่ยถามขึ้นมาบ้าง “แม่ครับ ขนมเปี๊ยะถั่วเขียวอร่อยไหมครับ”
หลินเจาไม่เคยกินขนมเปี๊ยะถั่วเขียว เคยกินแต่ขนมถั่วเขียว เธอจึงคิดว่ารสชาติน่าจะคล้ายๆ กัน “ก็เป็นขนมที่ทำจากถั่วเขียวนั่นแหละลูก รสชาติจะออกหวานๆ มีกลิ่นถั่วเขียว”
“แล้วมันอร่อยไหมครับ” อวี้เป่าถามย้ำ
“อร่อยสิจ๊ะ”
คำตอบของแม่ทำให้สองฝาแฝดเร่งฝีเท้าในการปีนบันไดให้เร็วขึ้นทันที
ในไม่ช้า ทั้งหมดก็มาถึงชั้น 3
“อวี้เป่า เหิงเป่า เลี้ยวซ้าย!” ซ่งอวิ๋นเฉิงทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ
เด็กน้อยทั้งสองคนเลี้ยวไปทางซ้ายตามคำสั่ง
แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว
ซ่งอวิ๋นเฉิงก็สั่งขึ้นอีกครั้ง “หยุด เคาะประตู”
เหิงเป่าทำตามอย่างว่าง่าย แต่ทันทีที่มือสัมผัสกับประตู เขาก็พบว่าประตูเพียงแค่แง้มอยู่เท่านั้น เขาไม่ได้ผลักเข้าไปทันที แต่เลือกที่จะลองส่งเสียงเรียกเข้าไปก่อน “เชียนเป่า เหยาเป่า”
“พี่รอง!” เหยาเป่ารีบไถลตัวลงจากโซฟาแล้ววิ่งต๊อกแต๊กไปที่ประตู
เมื่อเปิดประตูออกจนกว้าง พอได้เห็นหน้าพี่รองของเธอ ดวงตาทั้งสองก็โค้งงอเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวด้วยความดีใจ
เธอยกมือขวาขึ้นสูง โชว์ขนมเปี๊ยะถั่วเขียวชิ้นเล็กๆ ที่ติดอยู่บนนิ้วให้เหิงเป่าดู
“ดูสิ หวานๆ”
ป้าสะใภ้ซ่งเห็นฝาแฝดอีกคู่ยืนอยู่ที่หน้าประตูก็อดยิ้มไม่ได้ สองพี่น้องคู่นี้หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ เธอจึงเอ่ยทักทายอย่างเอ็นดู “นี่อวี้เป่ากับเหิงเป่าใช่ไหมลูก หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลย เข้ามาเร็วเข้า ยายใหญ่จะหยิบขนมเปี๊ยะถั่วเขียวให้”
สองฝาแฝดเดินเข้ามาในห้องอย่างว่าง่าย พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งอวิ๋นจิ่นจูงมือหลานทั้งสองไปนั่งลงที่โซฟา
ทันทีที่ได้สัมผัสกับความนุ่มนิ่มใต้ก้น อวี้เป่าก็รีบกระซิบกระซาบกับน้องชายทันที “เหิงเป่า เก้าอี้นี่มันนุ่มนิ่มด้วยล่ะ!!”
เหิงเป่าพยักหน้ารับ “อื้ม ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน”
ขณะที่สองพี่น้องกำลังซุบซิบกันอยู่นั้น ซ่งอวิ๋นเฉิงก็นำข้าวของที่พี่สาวและพี่เขยหอบหิ้วมาไปวางไว้บนตู้ ก่อนจะชูไก่เป็นๆ ขึ้นมาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “แม่ครับ ไก่ตัวนี้จะเอาไปไว้ที่ไหนดี”
ป้าสะใภ้ซ่งยื่นขนมเปี๊ยะถั่วเขียวให้หลานแฝดคนละชิ้น พอเหลือบไปเห็นข้าวของพะรุงพะรังที่หลินเจาและกู้เฉิงหวยนำมาก็อดที่จะเอ่ยตำหนิอย่างอดไม่ได้ “เจาเจา เฉิงหวย มาก็มาสิลูก จะหอบของมาเยอะแยะมากมายขนาดนี้ทำไมกัน ขนาดไก่เป็นๆ ยังเอามาด้วย!”
กู้เฉิงหวยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม “หลังจากที่ผมกับเจาเจาแต่งงานกัน ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทำให้พวกเราไม่ค่อยได้มาเยี่ยมบ่อยนัก นานๆ จะได้มาสักครั้ง จะให้มามือเปล่าก็คงจะไม่ได้หรอกครับ”
“แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องเอามาเยอะขนาดนี้ไหม นี่พวกเธอสองคนขนของที่บ้านมาจนหมดแล้วหรือเปล่า” ป้าสะใภ้ซ่งเอ่ยอย่างอ่อนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวของเจาเจาย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของตระกูลกู้แล้ว ตัวเจาเจาเองก็ไม่ได้เลี้ยงไก่ ไก่ตัวนี้ต้องเป็นของบ้านตระกูลกู้แน่ๆ หวังว่าจะไม่สร้างปัญหาให้หลานสาวของเธอนะ
“อวี้เป่า เหิงเป่า บอกยายใหญ่สิลูก ว่าบ้านเราของหมดเกลี้ยงแล้วหรือยัง” หลินเจาหันไปขอความช่วยเหลือจากลูกชายฝาแฝดที่กำลังอร่อยอยู่กับขนมเปี๊ยะถั่วเขียว
“ยังไม่หมดครับ!” สองพี่น้องตอบเสียงดังฟังชัด
หลินเจาเดินเข้าไปควงแขนป้าสะใภ้ซ่งให้นั่งลงข้างๆ “คุณป้าไม่ต้องห่วงนะคะ หนูรู้ว่าควรทำยังไงค่ะ”
จังหวะนั้นเอง ลุงซ่งก็เดินเข้ามาในห้อง
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เจาเจาหลานสาวสุดที่รักเป็นอันดับแรก ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปทางกู้เฉิงหวยอย่างเชื่องช้า
“มากันแล้วเหรอ” เขาเอ่ยทัก
หลินเจาส่งเสียงตอบรับอย่างร่าเริง “คุณลุง!”
กู้เฉิงหวยลุกขึ้นยืนตามมารยาทแล้วเอ่ยทักทาย “คุณลุงครับ”
“คนกันเองไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ” ลุงซ่งพูดพลางก้มๆ เงยๆ หาถ้วยชาเพื่อจะรินน้ำชาให้
กู้เฉิงหวยลุกขึ้นช่วยอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องให้ใครเอ่ยปาก
พอเห็นว่าหลานเขยคนนี้รู้จักช่วยงาน ไม่ใช่พวกที่เอาแต่นั่งเฉยๆ ทำตัวเป็นคุณชาย ลุงซ่งก็เริ่มรู้สึกพอใจในตัวเขาขึ้นมานิดหน่อย สำหรับหลานเขยคนนี้ เขามีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือต้องดีกับเจาเจา ดีแบบไม่มีเงื่อนไข
ป้าสะใภ้ซ่งเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียดไปสักหน่อยจึงรีบเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เหล่าซ่ง เจาเจากับเฉิงหวยเอาไก่มาด้วยตัวหนึ่ง ดูสิว่าจะทำอะไรกินดี”
“เดี๋ยวค่อยฆ่าทำไก่ตุ๋น ทุกคนจะได้กินด้วยกัน” ลุงซ่งตอบ
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับตาลุกวาว “จะได้กินไก่แล้วเหรอครับ ดีไปเลย!”
ถึงแม้ว่าน่องไก่จะไม่ตกมาถึงท้องเขา แต่อย่างน้อยได้แทะตูดไก่ก็ยังดี
พัดลมในห้องนั่งเล่นส่งเสียงดังกระหึ่ม แต่เพราะมีคนอยู่เยอะ ในห้องจึงยังคงร้อนอบอ้าวอยู่ดี ลุงซ่งจึงหันไปสั่งลูกชายทั้งสอง “อวิ๋นเฉิง อวิ๋นจิ่น พวกแกสองคนพาน้องๆ ทั้ง 4 คนลงไปซื้อไอศกรีมข้างล่างไป”
“ได้เลยครับ” สองพี่น้องตระกูลซ่งรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะพากันจูงมือน้องๆ ทั้งสี่คนลงไปข้างล่าง
ที่ซื้อไอศกรีมอยู่ไม่ไกลจากอาคารบ้านพัก หลินเจาจึงไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ อีกอย่าง... มันก็เป็นจังหวะที่ดีพอดี เพราะเธอมีเรื่องของพี่ชายคนรองจะคุยด้วย การที่เด็กๆ ออกไปข้างนอกจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
[จบบท]