บทที่ 253: สิ้นสุดความกังวล (1/2)
พอพี่น้องตระกูลซ่งพาลูกๆ ทั้งสี่คนของบ้านกู้ออกไปแล้ว ห้องนั่งเล่นที่เคยคึกคักก็ดูโล่งกว้างขึ้นถนัดตา
“เจาเจา เฉิงหวย มาดื่มชาก่อนสิลูก” ป้าสะใภ้ซ่งเอ่ยชวนอย่างอบอุ่น พร้อมกับหยิบทั้งลูกอมและแตงโมออกมาต้อนรับอย่างแข็งขัน
หลินเจาจิบชาในมืออย่างสบายอารมณ์ ขณะที่ลุงซ่งหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “ชาที่หลานให้ลุงมาน่ะ ยังไม่เคยชิมเลยใช่ไหมล่ะ”
“ยังเลยค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม “หนูรู้ว่าคุณลุงชอบดื่มชา พอดีหนูได้ชามาประป๋องหนึ่งก็นึกถึงคุณลุงเป็นคนแรกเลยค่ะ อย่าว่าแต่ชิมเลยนะคะ แค่กลิ่นหนูก็ยังไม่ทันได้ดมเลย”
ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก็สร้างความอบอุ่นในหัวใจของผู้ฟังได้อย่างประหลาด
ลุงซ่งมีสีหน้าเปี่ยมสุข “ลุงรู้ว่าหลานเป็นเด็กกตัญญู”
หลินเจาวางถ้วยชาลง เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “คุณลุงคะ หนูมีข่าวดีจะบอกค่ะ แต่คุณลุงต้องสัญญาว่าจะไม่ตื่นเต้นจนเกินไปนะคะ”
“เรื่องอะไรกัน” ลุงซ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว
หรือว่า…เจาเจาท้องอีกแล้ว
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น สายตาที่เหลือบไปทางกู้เฉิงหวยฉายแววไม่พอใจอยู่หลายส่วน
กู้เฉิงหวย “...”
หลินเจาไม่ทันได้สังเกตเห็นการคาดเดาในใจของลุง เธอยังคงพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง “คุณลุงคะ…หนูเจอพี่สี่แล้วค่ะ”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
ลุงซ่งตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ในหูมีแต่เสียงดังอื้ออึง ต้องใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้
เขารีบหันไปจ้องหลินเจาเขม็ง เสียงสั่นเครือ “เจาเจา…เมื่อกี้หลานพูดว่าใครนะ”
เขาต้องหูฝาดไปแน่ๆ
“พี่สี่ของหลานน่ะเหรอ” เสียงของลุงซ่งแหบพร่าจนแทบจะขาดห้วง
หลินเจาพยักหน้าหนักแน่น “ใช่ค่ะ พี่สี่ของหนูเอง”
ลุงซ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับความตื่นเต้นที่ถาโถมเข้ามา เขาขยับตัวเข้าไปใกล้หลานสาวมากขึ้นแล้วรัวคำถามออกไปเป็นชุด “แล้วพี่สี่ของหลานอยู่ที่ไหน ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีไหม แต่งงานหรือยัง มีลูกหรือยัง”
มีคำถามมากมายเหลือเกินที่เขาอยากรู้คำตอบในตอนนี้
หลินเจายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาใจเย็นลงและบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้ต้องเป็นความลับ ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเล่าต่อ
“พี่สี่ถูกส่งมาอบรมและปรับทัศนคติที่หมู่บ้านของเราค่ะ ตอนนี้สถานะของเขามีปัญหานิดหน่อย แถมยังถูกตีจนขาเจ็บด้วย แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ พี่สี่มีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่แล้ว เดี๋ยวคืนนี้หนูจะเอาเข็มไปให้ เขาจะได้ฝังเข็มรักษาตัวเอง”
เธอยังไม่ทันให้ลุงได้เอ่ยถาม ก็รีบอธิบายต่อทันที “พี่สี่เคยแต่งงานมีลูก 2 คนแล้วค่ะ แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว ลูกๆ อยู่กับแม่ในเมือง ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้เรายังไม่ได้คุยกัน รอให้สนิทกันมากกว่านี้อีกหน่อยหนูจะลองถามดูนะคะ”
แค่เห็นสีหน้าของหลินเจา ลุงซ่งก็พอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ของหลานชายคงไม่สู้ดีนัก และเมื่อเธอเล่าจบ ใจที่เคยเฝ้ารออย่างมีความหวังก็ดับสลายลงโดยสิ้นเชิง
เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด
พื้นเพมีปัญหาจริงๆ
แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังปลอดภัย
“แค่คนปลอดภัยก็ดีมากแล้ว”
เขาเคยเห็นสภาพของคนที่ถูกส่งตัวไปยังกองพลการผลิตต่างๆ มานักต่อนักแล้ว แต่ละคนดูน่าสังเวชใจอย่างยิ่ง บางคนนอกจากเสื้อผ้าที่ใส่อยู่บนตัวก็ไม่มีสมบัติอะไรติดกายมาเลย ดวงตาว่างเปล่าเหม่อลอยไม่ต่างจากวิญญาณที่ไร้จุดหมาย
“เจาเจา ถ้าพี่สี่เขาขาดเหลืออะไรก็บอกลุงนะ เดี๋ยวลุงจัดการให้เอง”
หลินเจาแย้มยิ้ม “คุณลุงลืมไปแล้วเหรอคะว่าหนูทำงานอยู่ที่สหกรณ์การค้าและการตลาด ของส่วนใหญ่หนูหามาได้ไม่ยากหรอกค่ะ”
แววตาของลุงซ่งเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ลุงรู้ว่าหลานเก่ง แต่ถ้ามีอะไรที่ลุงพอจะช่วยได้ก็บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“แน่นอนค่ะ หนูไม่เกรงใจอยู่แล้ว” หลินเจาตอบกลับอย่างมั่นใจไร้กังวล
รอยยิ้มในดวงตาของลุงซ่งยิ่งเด่นชัดขึ้น เขาเอื้อมมือไปตบที่ศีรษะของเธอเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ทั้งอ่อนใจและอบอุ่นใจระคนกัน หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยนัก เขาก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันว่าหลานสาวคนนี้จะห่างเหินไป
“เฉิงหวย เรื่องงานของเจาเจา ต้องขอบใจเธอมากนะ” ลุงซ่งหันไปกล่าวกับหลานเขยด้วยรอยยิ้ม
การที่กู้เฉิงหวยช่วยเหลือจนหลานสาวของเขาได้งานทำนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เขาพอใจในตัวชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นจริงๆ
“ต้องขอบคุณคุณลุงมากกว่าครับที่อุตส่าห์ส่งเสียให้เจาเจาได้เรียนหนังสือ เธอเรียนจบมัธยมปลายอยู่แล้ว การหางานจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ” กู้เฉิงหวยตอบอย่างถ่อมตน เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน เขาเชื่อเสมอว่าโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสามารถของแต่ละบุคคลนั้นสำคัญยิ่งกว่า
หากภรรยาของเขาไม่ได้เรียนมาสูง และไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากคุณลุงจนเติบโตมาเป็นคนร่าเริง มั่นใจ และใจกว้างอย่างทุกวันนี้ เธอก็คงไม่สามารถทำงานนั้นได้อย่างแน่นอน
ลุงซ่งยิ้ม แต่ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ในใจของเขาคิดว่า เด็กที่เรียนสูงๆ มีอยู่ถมไป แต่คนที่จบแค่มัธยมต้นแล้วยังไม่มีงานทำก็มีอีกเยอะ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะไม่มีเส้นสายไม่ใช่หรือไง สังคมทุกวันนี้ดูเหมือนจะซับซ้อนแต่ความจริงแล้วเข้าใจง่ายนิดเดียว ความสามารถส่วนตัวเป็นแค่ส่วนเสริมที่ดี แต่ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีโอกาสก็สามารถไต่เต้าขึ้นไปได้
“เจาเจา แล้วพ่อของหลานล่ะ สบายดีอยู่หรือเปล่า”
หลินเจาจิบชาพลางยิ้มตอบ “สบายดีมากเลยค่ะ ตอนนี้พ่อกำลังทานยาตัวใหม่อยู่ ร่างกายก็เลยค่อยๆ ดีขึ้น แม่บอกว่าช่วงนี้พ่อนอนหลับสนิทขึ้นเยอะ ทุกตอนบ่ายแม่เลยลากพ่อออกไปเดินเล่นวันละ 2 รอบค่ะ”
“นอนหลับได้ ออกไปเดินได้ ก็แสดงว่าดีขึ้นจริงๆ นั่นแหละ” ลุงซ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารู้ดีว่าน้องสาวกับน้องเขยของเขารักกันมากเพียงใด คนสองคนใช้ชีวิตเคียงข้างกันมาหลายสิบปี ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย
ทันใดนั้น หลินเจานึกถึงบ้านพร้อมลานส่วนตัวของตัวเองบนถนนสายตะวันออกขึ้นมาได้ เธอจึงขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ ลุงซ่ง แล้วทำตาแป๋วมองเขา “คุณลุงคะ คุณลุงพอจะหาช่างฝีมือดีๆ มาซ่อมแซมบ้านให้หนูได้ไหมคะ”
“หลานถามทำไมกัน” ลุงซ่งไม่เข้าใจ “บ้านของหลานที่กำลังสร้างเป็นบ้านอิฐอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วจะซ่อมอะไรอีกล่ะ”
“หนูหมายถึงบ้านของหนูที่อยู่ในตัวอำเภอน่ะค่ะ” หลินเจาอธิบายพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเงียบไป รอให้ผู้เป็นลุงเอ่ยถามต่อเอง
“หลานมีบ้านในตัวอำเภอด้วยเหรอ” ลุงซ่งทำหน้างุนงง “บ้านที่ไหนกัน”
หลินเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “อยู่ที่ถนนสายตะวันออกค่ะ แต่สภาพเก่ามากเพราะไม่มีคนอยู่นานแล้ว พอดีบ้านหลังนั้นตกมาเป็นของหนู หนูเลยอยากจะซ่อมแซมเสียใหม่ พ่อกับแม่ก็เลยแนะนำให้มาหาคุณลุง บอกว่าคุณลุงรู้จักคนเยอะ น่าจะช่วยหนูได้”
ป้าสะใภ้ซ่งซึ่งรู้เรื่องบ้านหลังนี้อยู่แล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “บ้านที่อยู่ติดถนนหลังนั้นน่ะเหรอ”
“ใช่ค่ะ คุณป้ารู้จักด้วยเหรอคะ” หลินเจาหันไปมอง
“รู้จักสิ บ้านหลังนั้นน่ะเคยมีคนจ้องอยากได้อยู่ตั้งหลายคน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตชุมชนปฏิเสธไปหมด ไม่คิดเลยว่าจะมาตกอยู่ในมือของหลาน” ป้าสะใภ้ซ่งรู้สึกยินดีไปกับหลานสาวด้วยใจจริง “หลานนี่โชคดีจริงๆ นะ บ้านหลังนั้นไม่เล็กเลย ทั้งทิศทางและโครงสร้างก็ดีมาก ถ้าซ่อมแซมเสร็จรับรองว่าน่าอยู่กว่าตึกแถวเป็นไหนๆ”
เธอไม่ได้ซักไซ้ว่าหลินเจาได้บ้านหลังนั้นมาได้อย่างไร เพราะในเมื่อหลานสาวกล้าเอ่ยปากขอให้สามีของเธอช่วยเหลือ ก็ย่อมหมายความว่ากรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง
เมื่อลุงซ่งได้ยินภรรยาของตนยืนยันว่าบ้านหลังนั้นดีจริง เขาก็กล่าวขึ้นทันที “เจาเจา เฉิงหวย บ่ายนี้พวกหลานพาลุงไปดูหน่อยก็แล้วกัน ลุงขอดูสถานที่จริงก่อน แล้วจะช่วยหาช่างให้ ถ้าพวกหลานมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลย ลุงจะจดเอาไว้ รับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อยอย่างดีที่สุด”
ปกติเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบในทุกเรื่องอยู่แล้ว และเมื่อเป็นเรื่องบ้านของหลานสาว แน่นอนว่าเขายิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
กู้เฉิงหวยรินน้ำร้อนเติมลงในถ้วยชาของหลินเจา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ผมไม่มีความเห็นครับ ทุกอย่างแล้วแต่เจาเจาเลย”
ลุงซ่งขมวดคิ้วมุ่น เขาตีความไปว่าหลานเขยคงไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยอะไรออกไป หลินเจาก็หันไปพูดกับกู้เฉิงหวยด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส “คุณต้องรับผิดชอบเรื่องซื้ออิฐซื้อกระจก หาคนมาขุดบ่อน้ำ อ้อ! แล้วก็ต้องเดินสายไฟด้วยนะคะ ฉันอยากได้โคมไฟ อยากได้เฟอร์นิเจอร์ใหม่ อยากได้โซฟา…”
เธอร่ายยาวความต้องการของตัวเองออกมาไม่หยุด
กู้เฉิงหวยตั้งใจฟังทุกอย่าง ก่อนจะรับคำอย่างหนักแน่น “ได้เลย คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมจัดการเอง”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นานตัวเองก็ต้องกลับไปประจำการที่กองทัพ ปล่อยให้ภรรยาอยู่บ้านคนเดียวอาจจะเหงา เขาจึงเอ่ยถามขึ้น “อยากได้โทรทัศน์ด้วยไหม”
ลุงซ่งพลันตระหนักว่าตนเองคิดมากไปเอง สีหน้าจึงผ่อนคลายลง ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะเสแสร้งหรือจริงใจ อย่างน้อยเขาก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ
หลินเจาไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของลุง ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเป็นประกายวาววับ “คุณหาตั๋วโทรทัศน์ได้ด้วยเหรอคะ”
พอเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเธอแล้ว มีหรือที่กู้เฉิงหวยจะไม่เข้าใจ “ผมจะลองหาทางดูครับ”
เขาตั้งใจว่าพอกลับไปแล้วจะลองเขียนจดหมายไปถามอวิ๋นเจี้ยนดู
โทรทัศน์เลยนะ
ในยุคสมัยที่แค่มีวิทยุสักเครื่องก็โก้เสียจนอวดคนได้ทั้งตำบลแล้ว
หลินเจาชะงักไปเล็กน้อย “มันจะดูโอ้อวดเกินไปหรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอก เงินทุกบาททุกสตางค์ของบ้านเราหามาด้วยความสุจริต ไม่เห็นต้องกลัวอะไร” กู้เฉิงหวยเอ่ยปลอบเธอด้วยน้ำเสียงมั่นคง
สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ไม่มีความกังวลฉายออกมาแม้แต่น้อย
“แต่ว่า…มันคงจะแพงมากใช่ไหมคะ” หลินเจาเริ่มรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาตะหงิดๆ
ราคาของมันคงไม่ต่ำกว่าหลายร้อยหยวนแน่ๆ
ทว่าสีหน้าของกู้เฉิงหวยยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่เป็นไรหรอก เราหาเงินมาก็เพื่อใช้จ่าย ขอแค่คุณมีความสุข เงินเท่าไหร่ก็คุ้มค่าทั้งนั้น”
[จบบท]