บทที่ 256: บ้านจัดสรรในเมือง (2/2)
เขาคาดว่าน้องภรรยาคงอยากจะถ่ายรูปสักสองสามใบ จึงเอ่ยปาก “เดี๋ยวพี่ถ่ายให้สักสองสามรูป”
ทว่าซ่งอวิ๋นจิ่นกลับสวนขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด “พี่เขยครับ ผมขอลองจับกล้องดูหน่อยได้ไหม”
กู้เฉิงหวยเข้าใจภรรยาของตัวเองดีว่าเธอสนิทสนมกับพี่น้องตระกูลซ่งมากและรักพวกเขาเหมือนน้องชายแท้ๆ หากเจาเจาเป็นคนถือกล้องนี้อยู่ อย่าว่าแต่จะให้ซ่งอวิ๋นจิ่นได้ลองจับเลย ต่อให้ยกให้เขาไปทั้งกล้อง เธอก็คงไม่เสียดาย
“เอาสิ” เขายื่นกล้องถ่ายรูปส่งไปให้
หลินเจาหันไปยิ้มให้สามี
ซ่งอวิ๋นจิ่นรีบรับกระเป๋าสีดำใบเล็กมาพลิกดูซ้ายทีขวาที ดวงตาฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“เยี่ยมไปเลย ในที่สุดฉันก็ได้จับกล้องถ่ายรูปจริงๆ สักที”
“อะไรจะขนาดนั้น” หลินเจาแสร้งทำเสียงรังเกียจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เอาออกมาดูสิ”
“ได้เหรอครับ” แม้ปากจะถาม แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี มือของซ่งอวิ๋นจิ่นก็คว้าหมับเข้าที่ซิปของกระเป๋าแล้ว เขาออกแรงรูดซิปเปิดออก ก่อนจะหยิบกล้องถ่ายรูปสีดำใหม่เอี่ยมออกมาประคองไว้ในมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
หลินเจาถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
สรุปว่าที่ถามเมื่อกี้เป็นแค่การพูดไปตามมารยาทสินะ สมกับเป็นซ่งอวิ๋นจิ่นจริงๆ
“พอไปถึงลานสเก็ตแล้ว ให้พี่เขยของนายสอนวิธีใช้ให้ก็แล้วกัน” หลินเจาบอก
ตอนนี้ครอบครัว 4 คนของเธอกำลังขาดคนถ่ายรูปให้อยู่พอดี
ซ่งอวิ๋นจิ่นตื่นเต้นจนกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่ “ได้เลยครับพี่ เดี๋ยวพอผมเรียนเป็นแล้วจะถ่ายรูปครอบครัวให้เอง”
“ก็ต้องเป็นงั้นอยู่แล้วสิ ตั้งใจเรียนให้ดีล่ะ ถึงตอนนั้นจะได้ถ่ายออกมาสวยๆ หน่อย” หลินเจาตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ
ซ่งอวิ๋นจิ่นนั้นปากหวานเป็นเลิศ “พี่กับพี่เขยหน้าตาดีจะตายไป อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ได้แต่ส่วนดีๆ ของพี่ทั้งสองคนมาเต็มๆ รูปที่ถ่ายออกมาจะน่าเกลียดได้ยังไงกันล่ะครับ”
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงม้วนฟิล์มที่พี่สาวเคยให้เอาไปล้างที่ร้านถ่ายรูปขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม “พี่ครับ แล้วรูปที่เอาไปล้างไว้น่ะ พี่ไปรับมารึยัง”
“ม้วนแรกไปรับมาแล้ว ส่วนม้วนที่สองเขาบอกว่าวันนี้เสร็จพอดี เดี๋ยวพวกเราเล่นเสร็จแล้วว่าจะแวะไปเอากัน” หลินเจาตอบ
“เยี่ยมเลยครับ”
บทสนทนาสิ้นสุดลงพร้อมกับที่ทุกคนเดินทางมาถึงลานสเก็ตพอดี
ซ่งอวิ๋นเฉิงไปจัดการเช่ารองเท้าสเก็ตมาสองสามคู่ ก่อนจะเดินนำทางไปพร้อมกับซ่งอวิ๋นจิ่นเข้าไปยังสนามกีฬา
“ไม่ได้มาตั้งหลายปี ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ” หลินเจามองไปรอบๆ พลางหวนนึกถึงความหลัง
ครั้งแรกที่เธอมาที่นี่คือตอนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง "พี่น้องบนลานน้ำแข็ง" ซึ่งถ่ายทำในปี 1959 ในช่วงเวลานั้น เธอกับซ่งอวิ๋นเฉิงและซ่งอวิ๋นจิ่นต่างก็คลั่งไคล้การเล่นโรลเลอร์สเก็ตกันอย่างหนัก ถึงขนาดยอมทุ่มเงินแต๊ะเอียทั้งหมดเพื่อแอบมาเล่นกันเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่อย่างช้าที่สุดภายในปีหน้า สถานที่แห่งความทรงจำนี้ก็คงจะถูกสั่งปิดอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้น…
แค่ได้กลับมาเล่นอีกสักครั้งก่อนที่มันจะปิดตัวลง หลินเจาก็พอใจมากแล้ว
ซ่งอวิ๋นเฉิงกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงเอ่ยขึ้น “เมื่อก่อนที่นี่คึกคักกว่านี้อีกนะ มีทั้งร้านขายน้ำอัดลมกับตุ๊กตาน้ำตาลปั้นด้วย พอไม่กี่วันก่อนมีคำสั่งปิดไป ทุกอย่างก็หายเกลี้ยง ทุกคนกลัวจนหัวหดกันหมดแล้ว ช่างเรื่องพวกนั้นเถอะน่า เราเล่นได้อีกครั้งก็เล่นไปก่อน ดีกว่ารอให้มันปิดถาวรแล้วจะมาเสียดายทีหลังที่ไม่ได้เล่น”
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าการปล่อยให้มีสถานที่แบบนี้ไว้ให้ทุกคนได้มาพักผ่อนหย่อนใจยามว่างมันผิดตรงไหน ทำไมถึงถูกมองว่าเป็นคตินิยมฟุ่มเฟือยไปได้นะ
พอที่นี่ปิดไป ที่สำหรับนัดเจอกับคนรักก็น้อยลงไปอีกที่หนึ่ง
หลินเจาส่ายหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “อย่าพูดเรื่องนี้ ต่อไปห้ามพูดเรื่องพวกนี้ในที่สาธารณะเด็ดขาด”
เธอจำได้แม่นว่าในเนื้อเรื่องดั้งเดิม ซ่งอวิ๋นเฉิงต้องสูญเสียตำแหน่งช่างเทคนิคที่เพิ่งได้รับการบรรจุใหม่ไปก็เพราะปากพล่อยของตัวเอง จนถูกคนใกล้ชิดหักหลัง
กู้เฉิงหวยขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ฟังที่พี่สาวของนายพูด”
ซ่งอวิ๋นเฉิงอยากจะถามว่ามันจำเป็นถึงขนาดนั้นเชียวหรือ แต่พอได้สบเข้ากับแววตาจริงจังจนไม่อาจปฏิเสธได้ของทั้งพี่สาวและพี่เขย หัวใจของเขาก็พลันกระตุกวูบ
“ครับ” เขาจดจำคำเตือนนี้ไว้ในใจอย่างแน่วแน่ “ผมจำไว้แล้วครับ”
“จำได้ก็ดีแล้วล่ะ” หลินเจาเอ่ยรับคำ
นี่เป็นครั้งแรกที่อวี้เป่ากับเหิงเป่าได้มาสถานที่แบบนี้ ทั้งสองมองภาพผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วบนลานสเก็ตตาไม่กะพริบ
“พี่ครับ ดูนั่นสิ พวกเขาเร็วมากเลย” เหิงเป่าดึงมืออวี้เป่า ชี้ไปยังผู้คนในสนามด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ก็รองเท้าของพวกเขามีล้อเล็กๆ ติดอยู่น่ะสิ แน่นอนว่าต้องเร็วอยู่แล้ว” ซ่งอวิ๋นจิ่นอธิบาย “แม่ของพวกเธอน่ะเล่นสเก็ตเก่งมากเลยนะจะบอกให้ สมัยก่อนเวลาแม่เธอลงลานทีไรมีแต่คนมายืนมุงดู เป็นที่นิยมสุดๆ เลยล่ะ”
ที่สำคัญยังเคยดึงดูดสายตาของพวกเด็กเกเรจนพ่อของเขาต้องพาคนไปสั่งสอนเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู พี่สาวของเขาถึงได้รอดพ้นจากการถูกตอแย
“ว้าว” อวี้เป่ามองหน้ามารดาด้วยแววตาชื่นชม “แม่ครับ แม่สอนผมได้ไหม”
“ผมก็อยากให้แม่สอนด้วยครับ” เหิงเป่าร้องขึ้นเสียงดัง
หลินเจาและกู้เฉิงหวยจึงช่วยกันเปลี่ยนรองเท้าให้ลูกชายฝาแฝด
เธอยิ้มพร้อมกับตอบตกลง “ได้สิจ๊ะ แต่อย่าเพิ่งลุกขึ้นนะ เดี๋ยวจะล้มเอา รอดูแม่เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก่อนแล้วแม่จะจูงพวกหนูเอง”
ฝาแฝดพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
สองพี่น้องยกเท้าขึ้นมองรองเท้าหน้าตาประหลาดบนเท้าของตัวเองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
เมื่อหลินเจาเปลี่ยนรองเท้าเสร็จ เธอก็จับแขนของกู้เฉิงหวยเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืน ทดลองไถไปมาอยู่กับที่เพื่อสร้างความคุ้นเคยครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือแล้วถีบตัวเบาๆ ร่างของเธอก็ถอยหลังไปได้ไกลหลายเมตรอย่างสวยงาม
อวี้เป่ากับเหิงเป่าเห็นภาพนั้นก็ปรบมือให้ด้วยความตื่นเต้น
“แม่เก่งที่สุดเลย” น้ำเสียงเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความร่าเริง
หลินเจายิ้มมุมปาก เธอหมุนตัวเลี้ยวโค้งแล้วไถลกลับมายังจุดเดิม ก่อนจะยื่นมือไปหาลูกชายทั้งสอง “มานี่สิจ๊ะ เดี๋ยวแม่สอนให้”
พอเหลือบไปเห็นว่ากู้เฉิงหวยทำท่าจะเอ่ยปาก เธอก็รีบพูดดักคอ “ฉันจะสอนลูกๆ เอง ส่วนคุณก็ถ่ายรูปให้พวกเราก็แล้วกัน”
กู้เฉิงหวยหัวเราะอย่างจนใจ เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วหยิบกล้องขึ้นมา ยืนห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อคอยเก็บภาพความทรงจำของภรรยาและลูกๆ
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าตำแหน่งที่เขายืนนั้นคำนวณมาอย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะสามารถพุ่งเข้าไปปกป้องหลินเจาและลูกๆ ได้ในทันที
อวี้เป่าและเหิงเป่าเชื่อใจแม่สุดหัวใจ ทั้งสองยื่นมือออกไปจับแขนของหลินเจาไว้มั่น
ทว่าทันทีที่เท้าแตะพื้น รองเท้าเจ้ากรรมก็ไถลไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างเล็กๆ ของทั้งสองเอียงวูบไปข้างหน้า พยายามคว้าแขนแม่ไว้เพื่อทรงตัว แต่ยิ่งรีบร้อนก็ยิ่งเสียหลักจนทำท่าจะล้มคะมำ
“แม่ครับ ผมจะล้มแล้ว” เหิงเป่าร้องลั่นอย่างร้อนรน
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น ‘แชะ’
กู้เฉิงหวยได้บันทึกภาพช่วงเวลาขายหน้าของลูกชายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เหิงเป่าที่ยังคงเกาะแขนหลินเจาแน่นหันไปมองพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “พ่อ!” เสียงของเขาแทบจะเพี้ยนด้วยความอับอายและขุ่นเคืองจนอยากจะหาที่ข่วนระบายอารมณ์
“พ่อครับ ผมยังไม่ทันตั้งตัวเลยนะ” เขาเน้นย้ำด้วยท่าทีฮึดฮัด
หลินเจาช่วยพยุงฝาแฝดให้ยืนตัวตรง ก่อนจะเอ่ยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหิงเป่าลูก อย่าเสียงดังกับพ่อสิจ๊ะ พ่อคงเห็นว่า...ท่าทางเก้ๆ กังๆ ตอนที่ลูกหัดเล่นสเก็ตมันน่ารักดี ก็เลยถ่ายเก็บไว้ยังไงล่ะ”
“แม่เองก็ว่าน่ารักมากเลยนะ”
เพียงเท่านั้นเหิงเป่าก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าขาวนวลเผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปขอโทษบิดา “ขอโทษครับพ่อ ผมไม่น่าเสียงดังเลย”
หลังจากขอโทษเสร็จ เขาก็เอ่ยขอร้องแกมบังคับ “พ่อครับ พ่อถ่ายรูปผมให้มันดูดีๆ หน่อยได้ไหมครับ ต้องแบบ...”
เด็กน้อยใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ต้องดูแบบว่าเก่งมากๆ เลยครับ”
กู้เฉิงหวยถึงกับไปไม่เป็น… นี่มันบีบคั้นกันเกินไปแล้ว
เขาเป็นคนพูดจาหวานๆโอ๋เด็กไม่เป็น คิ้วเข้มจึงได้แต่ขมวดมุ่นเข้าหากัน
หลินเจาเห็นแล้วก็ยิ้มขำ “ในสายตาของพ่อกับแม่น่ะ ลูกๆ ของเราเก่งที่สุดในโลกอยู่แล้วจ้ะ”
เหิงเป่าถูกแม่กล่อมจนเคลิ้มตาม เขาหัวเราะแหะๆ “ก็ได้ครับ งั้น…พ่อก็ถ่ายตามใจพ่อเลยแล้วกันครับ”
กู้เฉิงหวยยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ
เจ้าตัวเล็กนี่ถูกหลอกง่ายเกินไปหรือเปล่านะ ดูท่าว่าคงต้องรีบส่งไปโรงเรียนเสียแล้ว
หลินเจาดูแลลูกชายสองคนในคราวเดียว สักพักซ่งอวิ๋นเฉิงที่เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เข้ามาช่วยพี่สาวสอนหลานๆ เล่นสเก็ต
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้มาสัมผัสการเล่นโรลเลอร์สเก็ต ทั้งสองจึงมีความสุขมากจนยิ้มไม่หุบ
“ฮ่าๆๆ สนุกจังเลย” เหิงเป่าใจกล้าอย่างน่าประหลาด พอเริ่มปรับตัวเข้ากับรองเท้าได้ เขาก็ทะยานไปข้างหน้าราวกับม้าป่าพยศ
“พี่ครับ เหิงเป่าเหมือนพี่ไม่มีผิดเลย” ซ่งอวิ๋นเฉิงเอ่ยชม
พี่สาวของเขามาเล่นครั้งแรกก็ไม่กลัวแบบนี้เหมือนกัน ล้มแค่สองครั้งก็ทรงตัวได้แล้ว
เหิงเป่ายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
หลินเจาไม่ลืมที่จะชมลูกชายคนโต “อวี้เป่าเองก็เก่งมากเหมือนกันนะลูก”
ดวงตาของอวี้เป่าทอประกายแห่งความสุข
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวิ๋นจิ่นก็กำลังเรียนรู้การถ่ายภาพจากกู้เฉิงหวย พอเริ่มจับทางได้ เขาก็ถือกล้องตามถ่ายภาพหลินเจาที่กำลังโลดแล่นอยู่บนลานสเก็ตไม่หยุด
ทั้งที่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จับกล้องถ่ายรูป แต่เขากลับดูคล่องแคล่วราวกับมืออาชีพ ทั้งรู้จักหามุม หาแสง…
[จบบท]