บทที่ 260: จงสนใจแต่เรื่องของตัวเองเถอะ (2/2)
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่อยากให้พี่สาวของเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง แม้ว่าตอนอยู่ที่หมู่บ้าน พี่สาวของเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายเหมือนเป็นเจ้าถิ่น ไม่มีใครกล้ารังแก แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าการอยู่ในเมืองนั้นสะดวกสบายกว่ากันเยอะ
"อวิ๋นจิ่น ช่วยหยิบชามให้หน่อย"
ซ่งอวิ๋นจิ่นยกกองชามที่ซ้อนกันสูงบนโต๊ะอาหารเข้าไปในครัว
ทันทีที่เขาเดินจากไป อวี้เป่าก็หยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว
ป้าสะใภ้ซ่งยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูหลานชาย เธอพูดอย่างซาบซึ้งว่า "ถ้าลูกของอวิ๋นเฉิงในอนาคตจะเรียบร้อยแบบนี้ก็คงจะสบายใจน่าดู"
"เด็กๆ ต้องค่อยๆ สอนถึงจะเป็นค่ะ บรรยากาศครอบครัวของเราไม่มีทางมีเด็กเอาแต่ใจกับเด็กขี้เกียจหรอกค่ะ ป้าสะใภ้จะต้องสมหวังแน่นอน" หลินเจาพูดให้กำลังใจอย่างจริงจัง
ป้าสะใภ้ซ่งตบที่มือของเธอเบาๆ "หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะจ๊ะ"
หลังจากสองพี่น้องตระกูลซ่งช่วยกันล้างหม้อล้างชามจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งกลุ่มก็พากันออกไปเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร และถือโอกาสไปดูบ้านที่ถนนสายตะวันออกด้วย
เมื่อเห็นว่าซ่งอวิ๋นจิ่นกำลังล็อกประตู และคนในบ้านซ่งทั้งหมดก็ออกมายืนรออยู่ตรงทางเดิน ดูเหมือนว่ากำลังจะออกไปข้างนอกพร้อมกัน เพื่อนบ้านจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เจาเจาจะพาลูกๆ กลับแล้วเหรอ"
ป้าสะใภ้ซ่งเป็นคนตอบแทน "กองพลการผลิตอยู่ไกลน่ะจ้ะ พวกเขามากันหลายคน แล้วก็ไม่ได้ขี่จักรยานมาด้วย คงต้องรีบไปหน่อย นี่กะว่าจะให้พวกเขาเดินเล่นเป็นเพื่อนฉันกับลุงซ่งสักพัก แล้วเดี๋ยวก็จะกลับเลย"
สายตาของเพื่อนบ้านจับจ้องไปที่กู้เฉิงหวย มองแล้วมองอีกด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
ช่างเป็นชายหนุ่มที่ดูโดดเด่นเสียจริง ยากที่จะเชื่อว่าเขามาจากชนบท
แต่ถึงแม้จะเป็นคนชนบท ชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิได้เลย เขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวในกองทัพได้ด้วยความสามารถของตัวเอง นับว่าเป็นคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริง
เจาเจาช่างโชคดีจริงๆ
เธอได้แต่หวังว่าลูกสาวของเธอจะได้แต่งงานกับชายหนุ่มดีๆ แบบนี้บ้าง
"ไกลจริงด้วย" เพื่อนบ้านพูด "เจาเจาต้องมาเยี่ยมลุงกับป้าสะใภ้บ่อยๆ นะ พวกเขาสองคนคิดถึงเธออยู่เรื่อยเลย"
หลินเจายิ้มหวาน ควงแขนป้าสะใภ้ซ่งอย่างสนิทสนมราวกับเป็นแม่ลูกกันแท้ๆ "แน่นอนค่ะ ฉันก็คิดถึงลุงกับป้าสะใภ้เหมือนกันค่ะ"
แววตาของป้าสะใภ้ซ่งทอประกายแห่งความอ่อนโยนออกมา
ทั้งครอบครัวเดินลงจากตึก ตลอดทางก็ต้องแวะทักทายกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อาหารบ้านซ่งวันนี้หอมมาก คงจะกินกันอิ่มหนำสำราญน่าดู บ้างก็ชื่นชมว่าลูกๆ ทั้ง 4 คนของหลินเจาน่ารัก เรียบร้อย และมีมารยาท หรือไม่ก็พูดว่ากู้เฉิงหวยนั้นทั้งหล่อเหลาและตัวสูง... กว่าจะฝ่าวงล้อมคำทักทายออกมาได้ เมื่อพวกเขาลงมาถึงข้างล่าง เวลาก็ผ่านไปแล้วถึง 20 นาที
ซ่งอวิ๋นจิ่นถอนหายใจยาว "พี่ครับ อิทธิพลของพี่นี่สุดยอดจริงๆ สมแล้วที่เป็นดาวเด่นของอาคารบ้านพักโรงงานทอผ้าของเรา หายไปตั้งหลายปีก็ยังเป็นที่นิยมขนาดนี้"
หลินเจารู้ดีอยู่แก่ใจว่าทุกคนสนใจเรื่องอะไรกันแน่
"ที่ไหนกันเล่า ไม่ใช่ฉันที่เป็นที่นิยมซะหน่อย เห็นๆ กันอยู่ว่าทุกคนอยากรู้เรื่องลูกๆ 4 คนของฉัน แล้วก็พ่อของเด็กๆ นี่แหละ ตลอดทางที่ผ่านมา มีใครพูดถึงฉันบ้างล่ะ!"
ในบรรดาคนที่อาศัยอยู่ในอาคารบ้านพักแห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นกู้เฉิงหวยกับลูกๆ ทั้ง 4 คน การที่พวกเขาจะพากันออกมามุงดูก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่เธอนานๆ จะกลับมาที่อาคารบ้านพักสักครั้ง สำหรับคนพวกนั้นแล้ว มันก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ครั้งหน้าถ้ามาอีกก็คงจะเป็นแบบเดิม คืออยากจะถามโน่นถามนี่ไปเสียทุกเรื่อง
มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ คนที่อาศัยอยู่ในอาคารบ้านพักล้วนเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่กันมานาน ทุกคนรู้เรื่องของกันและกันจนหมดสิ้น กระทั่งว่าใครเข้าห้องน้ำตอนกี่โมง มันหมดความน่าสนใจไปนานแล้ว คนอย่างเธอที่นานๆ จะโผล่มาทีจึงกลายเป็นจุดสนใจไปโดยปริยาย
"เหมือนจะจริงของพี่" ซ่งอวิ๋นจิ่นครุ่นคิด "ตอนพี่ซิ่วซิ่วกลับบ้านแม่ ทุกคนก็อยากรู้เรื่องครอบครัวของพี่เขาเหมือนกัน"
เขามองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลงกระซิบว่า "แต่พี่ซิ่วซิ่วไม่ได้รับความสนใจเท่าพี่นะ"
หลินเจาเหลือบมองเขา "ไร้สาระน่า เรื่องแบบนี้มีอะไรให้เปรียบเทียบกันด้วย"
"นี่มันแสดงให้เห็นว่าพี่เป็นที่นิยมมากกว่าไง" ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้าจริงจัง "พี่ อย่าทำเป็นไม่ใส่ใจนะ ผมรู้นะว่าพี่ซิ่วซิ่วแอบเปรียบเทียบตัวเองกับพี่อยู่ลับๆ ตอนที่รู้ว่าพี่แต่งงานกับพี่เขย พี่เขาเอาเรื่องแย่ๆ ของพี่ไปพูดในอาคารบ้านพักนี้เยอะแยะเลย"
ประมาณว่าหลินเจาจะต้องกลายเป็นผู้หญิงโทรมๆ ที่ไม่มีแม้แต่งานชั่วคราวทำ ต่อไปก็ต้องลงไปทำนา เผลอๆ อาจจะต้องเลี้ยงหมูด้วย... สรุปคือพูดจาไม่ดีมากๆ จนทำให้พ่อกับแม่ของเขาโกรธจนตัวสั่น
หลินเจาจำคนที่ซ่งอวิ๋นจิ่นพูดถึงไม่ค่อยได้ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ครั้งหน้าถ้าเขายังพูดจาไร้สาระอีก นายก็บอกไปว่าฉันถามว่าเขาเป็นใคร แล้วก็ฝากบอกไปด้วยว่า การมาเปรียบเทียบตัวเองกับฉัน ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นหรอกนะ ให้เขาสนใจแต่เรื่องของตัวเองเถอะ"
ซ่งอวิ๋นจิ่นโชคดีที่ไม่ได้กำลังดื่มน้ำอยู่ ไม่อย่างนั้นคงได้พ่นออกมาจนหมดแก้วแน่ๆ
"พี่ซิ่วซิ่วต้องโกรธตายแน่ๆ ครับ"
หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นคนขี้โมโหจริงๆ..."
ทันทีที่เธอหันไป ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินตรงมาจากที่ไม่ไกลนัก
"..."
ไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากอะไร คนข้างหน้าก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่หนังตาตกกวาดมองกลุ่มของหลินเจาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่ป้าสะใภ้ซ่ง พร้อมกับรอยยิ้มที่กระตือรือร้นจนออกนอกหน้า
คนที่มาคือแม่สื่อป้าจู
"แม่ของอวิ๋นเฉิง ฉันมาหาเธออีกแล้วจ้ะ"
ป้าสะใภ้ซ่งถามอย่างสงสัย "มีเรื่องอะไรรึ"
"ต้องมีเรื่องสิ ไม่มีเรื่องฉันจะมาหาได้ยังไง" ป้าจูพูดอย่างแง่งอน แล้วก็เข้าเรื่องทันที "ฉันมีหนุ่มดีๆ มาแนะนำอีกคนนะ เขาไม่รังเกียจที่หลานสาวของเธออายุเยอะ ไม่มีงานประจำ แล้วก็เป็นคนชนบทด้วย ว่ายังไงล่ะ จะนัดให้สองคนเจอกันเมื่อไหร่ดี"
ป้าสะใภ้ซ่งทำหน้าจนใจ
ถ้าเธอจำไม่ผิด ครั้งที่แล้วที่คนนี้มาที่บ้าน เธอก็ปฏิเสธไปแล้วนี่นา
หลินเจามองไปที่ซ่งอวิ๋นเฉิง พลางใช้สายตาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ซ่งอวิ๋นเฉิงได้แต่ยักไหล่
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็แม่ของเขาบอกว่าปฏิเสธไปแล้วนี่นา
ป้าสะใภ้ซ่งจึงพูดขึ้นว่า "พี่จูคะ ครั้งที่แล้วฉันไม่ได้พูดบ่ายเบี่ยงนะคะ หลานสาวของฉันมีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้วจริงๆ ไม่ต้องหาคู่ให้แล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้พี่ต้องมาเสียเที่ยว"
ป้าจูถึงกับชะงักไปทันที ก่อนจะหน้าบึ้งลง "เธอโกหกฉันเหรอ การคบหาดูใจมันไม่ใช่การเลือกซื้อผักกาดนะ ไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีแฟนแล้วเนี่ยนะ แม่ของอวิ๋นเฉิง เรื่องมันไม่ควรเป็นอย่างนี้นะ"
ป้าสะใภ้ซ่งได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
หลินเจาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นว่า "ป้าสะใภ้ของฉันไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกหรอกค่ะ พี่สาวของฉันมีแฟนแล้วจริงๆ ฉันเป็นคนแนะนำให้เอง"
ป้าจูหัวเราะ "นี่เธอ...เจาเจาใช่ไหม ฉันไปรู้มาจากไหนว่าเธอกลายเป็นแม่สื่อไปแล้ว หาข้ออ้างก็หาให้มันน่าเชื่อหน่อยสิ"
"ฉันไม่ได้บอกว่าฉันเป็นแม่สื่อนะคะ" หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้ใส่ใจท่าทีของอีกฝ่าย "แค่พอดีมีเพื่อนร่วมงานกำลังหาแฟนให้น้องชาย ฉันก็เลยแนะนำพี่สาวของฉันไป พอสองคนได้เจอกันก็ถูกชะตากันค่ะ อ้อ หนุ่มคนนั้นอายุ 20 กว่า เป็นคนของหน่วยขนส่ง สูงเกือบ 180 เซนติเมตร หน้าตาดี แถมยังอยู่บ้านพร้อมลานส่วนตัวคนเดียวด้วยนะคะ ที่สำคัญ สินสอดให้ตั้ง 200 หยวน พร้อมนาฬิกาข้อมืออีก 1 เรือน แล้วก็จักรเย็บผ้าอีก 1 เครื่อง..."
รอยยิ้มของป้าจูแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
หลินเจาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างจริงใจ "แล้วคนที่ป้าจูจะแนะนำเป็นคนยังไงเหรอคะ ไม่ลองเล่าให้ฟังก่อนล่ะคะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าจูก็ไม่อยากจะพูดอะไรอีกต่อไป เธอสะบัดหน้าแล้วหันหลังเดินจากไปทันที
จะให้เล่าอะไร เธอจะบอกได้ยังไงว่าคนที่เธอจะแนะนำน่ะ อายุ 40 ต้นๆ มีลูกติดมาด้วยตั้ง 4 คน แถมแม่แก่ๆ ก็ยังป่วยติดเตียงอยู่อีก
หึ! คนบ้านซ่งนี่ก็จริงๆ เลยนะ อุตส่าห์มาฝากฝังเรื่องไว้กับเธอแล้วแท้ๆ ยังจะแอบไปหาคนอื่นอีก น่าโมโหจริงๆ!
ซ่งอวิ๋นจิ่นมองหลินเจาด้วยแววตาเป็นประกาย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ "พี่ สุดยอดไปเลย!"
"สวนกลับได้สวยมากครับ"
"ผมอยากจะสวนกลับป้าเขามานานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแม่คอยห้าม กังวลโน่นกังวลนี่สารพัด ผมคงระเบิดไปนานแล้ว!"
เด็กหนุ่มบ่น "น่าเบื่อจริงๆ ทุกครั้งที่มาบ้านก็ทำท่าทีวางโต เหมือนกับว่าคนอื่นต้องไปกราบกรานขอร้องอย่างนั้นแหละ"
หลินเจาพูดปลอบ "เอาล่ะ ป้าเขาคงไม่มาที่บ้านอีกแล้วล่ะ"
ซ่งอวิ๋นเฉิงที่กลั้นหัวเราะมานาน ในที่สุดก็หลุดขำออกมา "ไม่มาแน่นอนครับ ต่อไปนี้ถ้าเดินผ่านอาคารบ้านพักของเราคงต้องเดินอ้อมไปเลยล่ะ"
ป้าสะใภ้ซ่งถอนหายใจแล้วพูดว่า "ยังไงก็ต้องเป็นลูกสาวจริงๆ สินะ เวลาฉันต้องออกไปสู้รบปรบมือ อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยช่วย"
"แม่ครับ ผมก็จะช่วย แต่แม่ก็สั่งให้ผมหุบปากนี่ครับ" ซ่งอวิ๋นเฉิงแย้ง
"นั่นเรียกว่าช่วยเหรอ นั่นมันเรียกว่าไปสร้างศัตรูต่างหาก!" ป้าสะใภ้ซ่งมองค้อนลูกชาย บอกให้เขาเงียบไปเลย เห็นแล้วปวดใจ
พูดจาไม่เข้าเรื่องเข้าประเด็นเอาเสียเลย สู้แม้กระทั่งอวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ยังไม่ได้
หลังจากออกจากอาคารบ้านพัก กลุ่มของหลินเจาก็เดินไปอย่างช้าๆ จนมาถึงถนนสายตะวันออก และได้เห็นบ้านหลังนั้น
ฝาแฝดมองดูบ้านที่เก่าโทรมอย่างพินิจพิเคราะห์ พลางค่อยๆ ใช้มือเท้าคางของตัวเอง
"แม่ครับ ไม่มีหลังคา!" เหิงเป่าหัวเราะลั่น