บทที่ 270: รักษาเท้า (2/2)
อวี้เป่าลองบีบเนื้อนิ่มๆ ที่พุงของตัวเองดูบ้าง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา “พวกเราก็อ้วนขึ้นเหมือนกันนะ”
“ฮิฮิ” เหิงเป่าหัวเราะร่าเริง “อ้วนขึ้นสิดีแล้ว”
กู้เฉิงหวยถึงกับพูดไม่ออก “…”
หลังจากอาบน้ำให้ลูกๆ ทั้งสี่คนและส่งเข้าห้องนอนเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อลูกสี่ก็ถือโอกาสอาบน้ำแบบลวกๆ ให้กับตัวเองบ้าง
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง ก็พบว่าลูกๆ ทั้งสี่คนกำลังล้อมวงอยู่บนเตียงใหญ่ ส่งเสียงออดอ้อนให้หลินเจาเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง
“แม่ครับ คืนนี้ผมนอนด้วยได้ไหมครับ” เหิงเป่าเอ่ยอ้อนมารดาเสียงหวาน
หลินเจาเองก็คิดถึงลูกๆจับใจ จึงพยักหน้าอนุญาต “ได้สิจ๊ะ งั้นพวกหนูไปเอาหมอนใบเล็กของตัวเองมานะ แล้วก็อย่าลืมไปบอกปู่กับย่าด้วยล่ะ”
ดวงตาของอวี้เป่าเปล่งประกายขึ้นมาทันที เขาจูงมือน้องชายลงจากเตียง “ไปกันเถอะ เดี๋ยวพวกเราไปเอามาเอง”
ฝาแฝดชายหญิงทำท่าจะปีนลงจากเตียงตามไปบ้าง แต่ก็ถูกหลินเจารวบตัวกอดไว้ “ให้พี่ชายทั้งสองไปเอามาให้ดีกว่านะลูก”
“ใช่แล้ว เดี๋ยวพวกเราไปเอามาให้เอง เชียนเป่ากับเหยาเป่าอยู่บนเตียงนี่แหละ ไม่ต้องลงมานะ!” อวี้เป่าหันไปบอกน้องๆ
เชียนเป่ายิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ขอบคุณครับพี่ชาย”
น้องสาวตัวน้อยชอบทำตามพี่ชาย พอเห็นพี่ชายพูดขอบคุณ เธอก็พูดตามบ้าง
สองพี่น้องฝาแฝดหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพากันวิ่งตึงตังออกไปเอาหมอนและผ้าห่มผืนเล็กของตัวเอง
ค่ำคืนนั้น
เด็กน้อยทั้งสี่คนได้นอนเบียดเสียดอยู่บนเตียงเดียวกับพ่อและแม่ ก่อนจะหลับใหลไป พวกเขากลิ้งไปมาบนเตียงด้วยความสุขใจ
กู้เฉิงหวยเห็นลูกๆ กำลังเกาะแกะภรรยาไม่ห่างเพื่อรอฟังนิทาน แววตาคมกริบของเขาก็กวาดมองเด็กๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “แม่ของลูกพรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า เดี๋ยวพ่อเล่าให้ฟังเอง”
สองพี่น้องฝาแฝดไม่ชอบฟังพ่อเล่านิทานเอาเสียเลย เพราะเขาเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย แถมยังไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาอีกต่างหาก หนำซ้ำยังบังคับให้นอนตัวตรงนิ่งๆ ห้ามลืมตาเด็ดขาด ช่างเป็นคนที่เผด็จการเสียจริง!
ส่วนเชียนเป่ากับเหยาเป่าที่ยังเล็กอยู่จึงไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรมากนัก โดยเฉพาะเชียนเป่าที่นอนนิ่งอย่างว่าง่าย มือเล็กๆ วางประสานกันไว้บนท้อง ดวงตากลมโตใสแป๋วจ้องมองไปยังผู้เป็นพ่อ
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางมองไปยังสองพี่น้องฝาแฝด “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
อวี้เป่ากับเหิงเป่ารีบพลิกตัวนอนหงายในทันที ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนเล็กขึ้นมาคลุมท้องของตัวเองไว้
กู้เฉิงหวยนอนลงที่ด้านนอกสุดของเตียง ร่างสูงใหญ่ของเขาช่วยบดบังแสงส่วนใหญ่เอาไว้ ก่อนที่เขาจะกดเสียงให้ต่ำลงแล้วเริ่มเล่านิทาน “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา มีเด็กชายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคน…”
เมื่อหลินเจาได้ยินบทนำที่แสนคุ้นเคยนี้ มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
น่าขันสิ้นดี
ครั้งหนึ่งเขาเคยเล่านิทานเรื่องนี้ให้เธอฟัง และตอนนี้เมื่อต้องมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พ่อของเจ้าตัวเล็กพวกนี้นี่ช่างไม่มีพัฒนาการเอาเสียเลย
ที่เขาเคยบอกว่าตัวเองเล่านิทานไม่เป็น ท่าจะเป็นความจริง
กู้เฉิงหวยสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของภรรยา เสียงเล่านิทานของเขาจึงหยุดชะงักไปชั่วครู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เหิงเป่าลืมตาขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น “แล้วยังไงต่อครับ หลังจากที่เด็กชายคนนั้นเจอกองทัพทหารแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?”
“…หลับตาลงซะ” กู้เฉิงหวยสั่ง
“ครับ” เหิงเป่าหลับตาลงอย่างว่าง่าย
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจกดให้เบาลงดังขึ้นอีกครั้ง
หลินเจาค่อยๆ เคลิ้มหลับไปขณะที่กำลังฟังนิทานเรื่องเดิมที่คุ้นเคย
เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกๆ หลับสนิทแล้ว กู้เฉิงหวยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด เขาหยิบห่อของที่เตรียมไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังตีนเขา
เขาเคาะประตูเบาๆ เป็นจังหวะยาวหนึ่งครั้งและสั้นสองครั้ง
เมิ่งจิ่วซือที่กำลังนั่งอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็ลุกขึ้นไปเปิด
สิ่งแรกที่เขาทำคือมองลอดผ่านไหล่ของกู้เฉิงหวยเข้าไปด้านหลัง “แล้วเจาเจาไม่ได้มาด้วยเหรอ?”
“เธอหลับไปแล้วน่ะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า” กู้เฉิงหวยอธิบายพลางยื่นห่อของในมือให้พี่ชายของภรรยา
“พี่สี่ นี่คือของที่เจาเจาฝากผมมาให้พี่ครับ”
“ขอบคุณมากนะ รบกวนคุณจริงๆ” เมิ่งจิ่วซือเอ่ยขอบคุณจากใจจริง ก่อนจะรับห่อของมาไว้
กู้เฉิงหวยไม่ต้องการอยู่รบกวนนานนัก เมื่อส่งของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขอตัวกลับทันที
เมิ่งจิ่วซือมองส่งแผ่นหลังของกู้เฉิงหวยจนลับสายตา ก่อนจะลงกลอนประตูแล้วเดินกะเผลกกลับเข้าไปในบ้าน
เขาพักอยู่ห้องเดียวกับคุณปู่เมิ่ง ซึ่งต้องขอบคุณความช่วยเหลืออย่างลับๆ จากครอบครัวหลิน ทำให้ในห้องของพวกเขามีเตียงไม้อยู่สองเตียง
คุณปู่เมิ่งเพิ่งจะงีบหลับไปได้ไม่นาน พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็ตื่นขึ้นมาทันที
“กลับมาแล้วรึ” ชายชราเอ่ยทัก
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง “ผมปลุกคุณปู่หรือครับ”
“นอนจนเมื่อยแล้วน่ะ ตื่นมาพักสักหน่อย เดี๋ยวค่อยนอนต่อ” คุณปู่เมิ่งพูดพลางยิ้มอย่างใจดี
“…”
เมิ่งจิ่วซือนั่งลงแล้วคลี่ห่อผ้าขนาดใหญ่ออก สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเทียนไขสีแดงสามเล่ม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดเทียนไขหนึ่งเล่ม แล้วจึงเป่าลมดับตะเกียง
แสงสว่างจากเปลวเทียนขับไล่ความมืดในห้องให้สว่างวาบขึ้นมาทันที
คุณปู่เมิ่งลุกจากเตียงแล้วเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ผุพังอีกตัวหนึ่ง
เขารู้ดีว่าคืนนี้จิ่วซือจะรักษาเท้าของตัวเอง ตัวเขาเองนั้นแก่เกินไปแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้วก็เรี่ยวแรงถดถอยจนจับเข็มไม่ไหว จึงไม่สามารถลงมือรักษาหลานชายด้วยตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้น ความรู้และทฤษฎีทางการแพทย์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตก็ยังคงอัดแน่นอยู่ในหัว และเขายังสามารถถ่ายทอดมันให้กับจิ่วซือได้
เมิ่งจิ่วซือไม่ล่วงรู้ถึงความคิดของคุณปู่ เขายังคงหยิบของในห่อออกมาทีละชิ้นอย่างใจเย็น
หม้อเหล็กใบเล็กๆ ที่มีรอยบิ่นที่ขอบ
ชุดถ้วยชามและตะเกียบสองชุด
นมผงมอลต์สกัดหนึ่งกระป๋อง
อาหารกระป๋องสองกระป๋อง เป็นเนื้อหนึ่งกระป๋อง และผลไม้อีกหนึ่งกระป๋อง
น้ำตาลทรายแดงสองตำลึง
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขนหนู และสบู่
เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนในฤดูร้อนสองชุด พร้อมด้วยรองเท้าผ้าอีกสองคู่
ธัญพืชหยาบที่บดละเอียดอีกห้าชั่ง น้ำมันพืชครึ่งกระปุก และเครื่องปรุงสำหรับทำอาหารอีกเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์เก่าๆ หนึ่งปึก
และขนมเปี๊ยะถั่วเขียวอีกห้าชิ้น
คุณปู่เมิ่งมองของล้ำค่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ขาหักด้วยความตกตะลึงจนเบิกตากว้าง “ของดีๆ ทั้งนั้นเลยนี่!”
แล้วจะไม่ใช่ของดีได้อย่างไรกัน?
ในสมัยที่ยังอยู่ที่เมืองหลวง พวกเขาไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด แต่บัดนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่มีแม้แต่ผ้าขนหนูสำหรับเช็ดหน้าเช็ดตัว เรียกได้ว่าขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง
ดวงตาของเมิ่งจิ่วซือทอประกายอ่อนโยน “เป็นของที่น้องสาวกับลุงของผมเตรียมมาให้ครับ”
เมื่อตอนกลางวัน หลินซื่อชางก็แอบมาหาเขาเช่นกัน และยังนำของใช้ในชีวิตประจำวันมาให้อีกด้วย
คุณปู่เมิ่งรู้สึกยินดีไปกับหลานชายผู้โชคร้ายคนนี้ “ครอบครัวของแกนี่ดีจริงๆ”
“ครับ พวกเขาทุกคนดีกับผมมาก” เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณปู่ที่เลี้ยงดูเขามา เมิ่งจิ่วซือก็ดูจะพูดมากขึ้นกว่าปกติ “น้องสาวผมบอกว่า ที่บ้านจะตัดเสื้อนวมหนาๆ มาให้พวกเราด้วยนะครับ คุณปู่ครับ ฤดูหนาวนี้พวกเราไม่ต้องกลัวว่าจะทนความหนาวไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”
คุณปู่เมิ่งยิ้มกว้าง “สงสัยปู่คงจะได้รับอานิสงส์จากแกแล้วล่ะ”
เขามีลูกหลานอยู่มากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับมีเพียงหลานชายที่เก็บมาเลี้ยงคนนี้เท่านั้นที่ใส่ใจเขามากที่สุด
“คุณปู่ครับ ทานขนมเปี๊ยะถั่วเขียวนี่สิครับ” เมิ่งจิ่วซือเอ่ยขึ้น “ลุงของผมเป็นคนหาคนทำให้ พอท่านรู้ข่าวว่าผมกลับมา ก็เลยฝากเจาเจามาให้ผมสองสามชิ้น เจาเจาบอกว่าขนมเปี๊ยะนี่ทั้งกรอบทั้งนุ่ม คุณปู่ทานเถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปต้มน้ำร้อนมาให้”
พูดจบ เขาก็เดินออกไปต้มน้ำที่นอกห้อง
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ทำให้ในลานบ้านไม่มืดสนิท เมื่อต้มน้ำเสร็จ เขาก็ล้างเท้าจนสะอาด แล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าคู่ใหม่ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง เขาเทน้ำร้อนให้คุณปู่ก่อนครึ่งถ้วย จากนั้นจึงนั่งลงข้างเตียงของตัวเอง แล้วลงมือรักษาเท้า
คุณปู่เมิ่งชูเทียนไขขึ้นสูงเพื่อให้แสงสว่างแก่หลานชายอย่างเต็มที่
“ลงเข็มไปได้เลย ไม่ต้องกลัว ถ้ามีอะไรผิดพลาดปู่จะบอกเอง”
“ครับ” เมิ่งจิ่วซือเชื่อมั่นในตัวเขา
คุณปู่ของเขาเริ่มศึกษาแพทย์แผนจีนตั้งแต่ยังเด็ก และสำเร็จวิชาตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบปี เขารักษาผู้คนมานานหลายสิบปีจนมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการแพทย์ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่สามารถฝังเข็มได้อีกต่อไปแล้ว แต่ประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตก็ยังคงเป็นสมบัติล้ำค่า
ภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ ใบหน้าด้านข้างของเมิ่งจิ่วซือดูมุ่งมั่นและจริงจัง เขาวางเข็มลงบนเท้าด้วยท่าทีที่เฉียบขาดและมั่นคง
แม้ว่าบาดแผลที่เท้าของเขาจะดูน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเบากว่าที่ใครๆ คิดไว้มาก เพียงแค่ฝังเข็มลงไปไม่กี่เล่ม นิ้วเท้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างไม่น่าเชื่อก็ค่อยๆ คลายตัวกลับสู่สภาพปกติ
คุณปู่เมิ่งลูบเคราสีดอกเลาที่รกรุงรังของตัวเองเบาๆ ดวงตาที่เคยขุ่นมัวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ
“ฝีมือไม่เลวเลย” เขาเอ่ยปากชม
เมิ่งจิ่วซือใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก รอยยิ้มของเขาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้แสงเทียน
“ชุดเข็มที่เจาเจาให้มานี่พิเศษจริงๆ ครับ”
คุณปู่เมิ่งยิ้มบางๆ “ต่อไปก็จงใช้มันให้ดีล่ะ”
เขามองดูชุดเข็มนั้นแล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเป็นชุดเข็มในตำนานที่หายสาบสูญไปนานแล้ว
เมิ่งจิ่วซือพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ผมจะใช้มันอย่างดีที่สุดครับ”
คุณปู่เมิ่งรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลที่เขารับจิ่วซือมาเลี้ยงดูในตอนนั้น นอกจากพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาแล้ว ก็คือจิตใจที่กว้างขวางและเปี่ยมด้วยเมตตาของเด็กคนนี้ และบัดนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเขาไม่ได้ดูคนผิดเลย
เพียงแต่…
ชุดเข็มประจำตระกูลเมิ่งชุดนั้น ไม่รู้ว่าหลานชายของเขาจะสามารถรักษามันไว้ได้หรือไม่?
หลานชายที่เขากำลังนึกถึง ไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของเขา แต่เป็นลูกชายทั้งสองคนของจิ่วซือต่างหาก
แต่ถึงจะรักษาเข็มชุดนั้นไว้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นอาจหมายความว่าวาสนาของตระกูลเมิ่งที่มีต่อมันได้สิ้นสุดลงแล้ว…
[จบบท]