บทที่ 272: จิงโม่ กว่างไป๋ (2/2)
เขาหมายมั่นจะยึดครองบ้านของตระกูลเมิ่ง แน่นอนว่าในใจลึกๆ ก็ย่อมอยากให้เด็กทั้งสองคนของบ้านเมิ่งหายไปจากโลกนี้เสียด้วยซ้ำ จะมีความปรารถนาดีให้พวกเขาอย่างจริงใจได้อย่างไร
นี่พวกเขาเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ ยังไม่ต้องรีบร้อน รอให้เด็กพวกนี้โตกว่านี้อีกหน่อยค่อยจัดการก็ยังไม่สาย อย่างน้อยในช่วงไม่กี่ปีนี้ก็ยังพอจะใช้ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ได้ ถือเป็นกำไรล้วนๆ ไม่มีทางขาดทุน
เมิ่งกว่างไป๋ที่พยายามจะปกป้องพี่ชายก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วยหลายที เด็กน้อยเจ็บจนใบหน้าซีดเผือด ร้องเรียกหาแม่เสียงสั่นเครือ
หยวนฉินเห็นแล้วปวดใจเหลือเกิน จึงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมลูกชายคนโต “จิงโม่ รีบขอโทษพี่จินเป่าเขาสิลูก...”
“ถุย!” เมิ่งจิงโม่ผู้มีใบหน้าบวมเป่งจากการถูกทำร้าย ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปมองหยวนฉินด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ปราศจากความรักใคร่เทิดทูนที่เคยมี “ที่นี่คือบ้านของผม บ้านที่ใช้นามสกุลเมิ่ง ไม่ใช่นามสกุลหยวน!”
เขาโอบกอดน้องชายไว้ในอ้อมแขนแน่น สัญญากับตัวเองในใจว่าหากมีโอกาส เขาจะต้องพาน้องชายไปตามหาพ่อให้เจอ
เมื่อหยวนฉินสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นของลูกชาย หัวใจของเธอก็กระตุกวูบ เกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับรับรู้ได้ว่าสิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจหวนคืนกำลังจะเลือนหายไปตลอดกาล
“จิงโม่...” เธอพึมพำเรียกชื่อเขาออกมาอย่างแผ่วเบา
เมิ่งจิงโม่เมินหน้าหนี เขาก้มศีรษะลง ยอมรับการทุบตีอย่างโหดเหี้ยมจากผู้เป็นยายและน้าสะใภ้แท้ๆ ของตนโดยไม่ปริปากร้อง
“ดูมันทำเข้าสิ ปากแข็งดีจริงๆ” น้องชายหยวนเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน
ทว่าในใจก็กลัวว่าแม่กับภรรยาจะพลั้งมือทำเด็กสองคนนี้ตายไปเสียก่อน พอเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงตะโกนห้าม “พอได้แล้ว! ได้เวลานอนกันแล้ว พรุ่งนี้ฉันยังต้องไปทำงานแต่เช้า”
พูดจบ เขาก็เหลือบมองไปยังห้องนอนใหญ่ทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินหายเข้าไปในห้องเล็ก
หยวนจินเป่าเดินเข้าไปเตะซ้ำที่ร่างของเมิ่งจิงโม่อีกหนึ่งที แล้วใช้เท้าเหยียบลงบนมือของเขา พลางยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย “เก่งอีกสิ กล้าดีนักนะมาตีฉัน คอยดูเถอะฉันจะอัดแกให้ตาย! จำไว้ ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของฉัน พวกแกสองพี่น้องทางที่ดีหัดสงบปากสงบคำเจียมตัวไว้ซะ ถ้ายังขืนมายุ่งกับฉันอีก ฉันจะเตะโด่งพวกแกออกจากบ้านไปเลย!”
สะใภ้บ้านหยวนไม่ได้รู้สึกเลยว่าลูกชายของตนทำเกินกว่าเหตุแม้แต่น้อย
ในอดีตตอนที่บ้านเมิ่งยังรุ่งเรือง เด็กสองคนนั่นมีพร้อมทุกอย่าง เสื้อผ้าสวยๆ ที่ใส่ไม่เคยซ้ำ ของเล่นราคาแพง และสมุดภาพงามๆ... ทุกครั้งที่ลูกชายของเธอเห็นก็มักจะร้องไห้ลงไปดิ้นกับพื้น ก่อกวนจนบ้านของเธอแทบไม่มีวันสงบสุข ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เรียกได้ว่าเวรกรรมมีจริง!
หลังจากที่สองแม่ลูกคู่นั้นเดินจากไป หยวนฉินก็รีบเข้าไปประคองลูกชายทั้งสองที่บอบช้ำไปทั้งตัว แต่เมิ่งจิงโม่กลับสะบัดแขนเธอออกอย่างแรง ไม่ยอมให้เธอแตะต้องตัวแม้แต่ปลายเล็บ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเธอด้วยซ้ำ
เมิ่งกว่างไป๋ซึ่งสนิทกับพี่ชายมากกว่าแม่ เมื่อเห็นพี่ชายแสดงท่าทีเช่นนั้น เขาก็ปฏิเสธการช่วยเหลือจากเธอเช่นกัน
ใบหน้าของหยวนฉินเต็มไปด้วยความเศร้าสลด น้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงของเธอขมขื่น “นี่พวกลูกว่าแม่เหรอ”
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่น้ำเสียงของเมิ่งจิงโม่กลับราบเรียบอย่างน่าประหลาดใจ “พ่อเคยบอกแม่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ให้ดูแลพวกเราดีๆ และให้อยู่ห่างจากคนบ้านหยวนเข้าไว้ ทำไมแม่ถึงไม่ยอมฟัง”
ภาพใบหน้าอันผิดหวังของสามีผุดขึ้นมาในความคิด แววตาของหยวนฉินฉายแววรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด เธอแก้ตัวเสียงอ่อย “พูดมันง่ายนี่จ๊ะ เราแม่ม่ายลูกสอง ถ้าไม่พึ่งพาน้าชายของลูกแล้วจะไปพึ่งใคร บ้านที่ไม่มีผู้ชายมันจะอยู่กันได้ยังไง พวกลูกยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจอะไร รอให้โตกว่านี้ก่อนเถอะ แล้วจะรู้ว่าแม่ลำบากใจแค่ไหน!”
คำพูดเหล่านั้น ไม่แน่ใจว่าเธอใช้เพื่อปลอบใจตัวเอง หรือเพื่อหลอกลวงคนอื่นกันแน่
เมิ่งจิงโม่สิ้นหวังในตัวผู้หญิงคนนี้โดยสิ้นเชิงแล้ว เขามองหน้าเธอแล้วเอ่ยขึ้น “แล้วเงินที่พ่อทิ้งไว้ให้ล่ะครับ ผมต้องการครึ่งหนึ่ง”
“ลูกจะเอาเงินไปทำอะไรกัน”
เมิ่งจิงโม่ไม่ได้อธิบาย แต่สายตาของเขายังคงแน่วแน่ “แม่จะให้หรือไม่ให้ครับ”
“ลูกเป็นลูกของแม่นะ ถ้าลูกขอเงินแม่ก็ต้องให้สิ แต่ว่าครึ่งหนึ่งมันเยอะเกินไปนะ แม่ให้แกสัก 1 หยวนก่อนดีไหม” หยวนฉินพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ผมต้องการครึ่งหนึ่ง” เมิ่งจิงโม่ยืนกรานคำเดิมอย่างเด็ดเดี่ยว เขารู้ดีว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เขาต้องได้เงินก้อนนั้นมา เพื่อเป็นทุนในการพาน้องชายออกตามหาพ่อ
หากยังขืนปล่อยให้คนบ้านหยวนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป มีหวังเขากับน้องชายคงไม่รอดชีวิตไปจนโตแน่
หยวนฉินกลัวว่าลูกชายจะตีตัวออกห่างจากเธอไปจริงๆ จึงจำใจต้องยอมตกลงไปก่อน “ก็ได้จ้ะ”
“ผมต้องการพรุ่งนี้เลย” เมิ่งจิงโม่ย้ำชัด
“...ก็ได้” สามีของเธอทิ้งเงินไว้ให้ 800 หยวน ซึ่งเธอแอบนำไปซ่อนไว้ข้างนอก หากเก็บไว้ในบ้าน ป่านนี้คงถูกครอบครัวของเธอฉกไปจนหมดแล้ว
หยวนฉินไปค้นหากล่องยาเพื่อจะทำแผลให้ลูกชาย เมื่อเห็นรอยฟกช้ำบวมแดงบนร่างกายของพวกเขา หัวใจของเธอก็ปวดร้าวราวกับถูกบีบจนดวงตาแดงก่ำ
“จิงโม่ กว่างไป๋ ตอนนี้พวกหนูไม่มีพ่อแล้วนะ แม่เองก็ไม่มีปัญญาพอที่จะปกป้องพวกหนูได้ พวกหนูต้องหัดปรับเปลี่ยนนิสัยของตัวเองบ้าง อะไรที่ยอมได้ก็ต้องยอมนะลูก จินเป่าเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของพวกหนู ต้องพยายามเข้ากับเขาให้ดี อย่าไปมีเรื่องกับเขาอีก โดยเฉพาะลูกนะจิงโม่ นิสัยใจร้อนวู่วามของลูกแบบนี้ มีแต่จะทำให้ตัวเองเสียเปรียบนะ เข้าใจที่แม่พูดไหม”
เมิ่งจิงโม่ไม่คิดว่าตนเองทำอะไรผิด เขาเอื้อมมือไปคว้ายามาจากมือของหยวนฉิน แล้วลงมือทาแผลให้ตัวเอง
“ผมไม่ผิด”
น้ำเสียงของหยวนฉินเริ่มเจือแววฉุนเฉียว “เมิ่งจิงโม่!”
เมิ่งจิงโม่เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ภายใน ก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ผม-ไม่-ผิด! ที่นี่คือบ้านของผม บ้านของตระกูลเมิ่ง ไม่ใช่ตระกูลหยวน”
หยวนฉินเงื้อมือขึ้นหมายจะตบเขา แต่เมิ่งกว่างไป๋ก็รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าพี่ชายไว้ เสียงเล็กๆ ของเขาสั่นเครือ “อย่าตีพี่ชายนะครับ ถ้าจะตีก็มาตีผมแทน”
เมิ่งจิงโม่ดึงน้องชายกลับมาอยู่ข้างหลัง แล้วเมินเฉยต่อหยวนฉินราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
เขาเกลียดทุกคนในตระกูลหยวน! และสำหรับแม่ของเขา...ความรู้สึกรักใคร่ก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว!
หยวนฉินรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างสุดซึ้ง เธอนั่งทรุดลงกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ทำไมครอบครัวของเธอถึงต้องมาลงเอยในสภาพเช่นนี้ด้วย เธอรู้ดีว่าตัวเองอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องลูกๆ ได้ แต่ทุกสิ่งที่เธอทำลงไป ก็เพราะหวังดีกับพวกเขาไม่ใช่หรือ
...
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น
เมิ่งจิ่วซือนอนกระสับกระส่ายตลอดคืน เขาฝันถึงลูกชายทั้งสองคน—
ในฝัน หลังจากที่เขาถูกจับตัวไป ภรรยาของเขาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของครอบครัวตัวเองอย่างสมบูรณ์ เธอปล่อยให้ญาติพี่น้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของพวกเขา คนเหล่านั้นยึดครองบ้านและทรัพย์สินทุกอย่าง ทั้งยังทารุณกรรมลูกชายทั้งสองของเขา อดข้าวอดน้ำ ไม่ยอมส่งเสียให้เล่าเรียน
ลูกๆ ที่น่าสงสารของเขา คนเล็กป่วยเป็นไข้สูงจนเสียชีวิตไปอย่างทรมาน ก่อนตายท้องของเขายังคงว่างเปล่า ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างของเขาถูกคนบ้านหยวนนำไปโยนทิ้งในป่าลึกให้หมาป่ากัดกิน ส่วนคนโต หลังจากจุดไฟเผาบ้าน เขาก็หนีเตลิดไปใช้ชีวิตเร่ร่อน ก่อนจะจบชีวิตลงอย่างเดียวดายอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่ง
“ไม่นะ!” เมิ่งจิ่วซือร้องตะโกนออกมาในความฝัน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก
คุณปู่เมิ่งสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติของหลานชาย จึงรีบเข้าไปเขย่าไหล่เขาเบาๆ “จิ่วซือ แกฝันร้ายอยู่ ตื่นได้แล้ว”
ไม่รู้ว่าหลานชายฝันร้ายถึงเรื่องอะไร สีหน้าถึงได้ดูเลวร้ายถึงเพียงนี้
เมิ่งจิ่วซือสะดุ้งตื่น เขาลุกพรวดขึ้นมานั่งหอบหายใจอย่างหนัก
ภาพในความฝันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างชัดเจน ทำให้สีหน้าของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด
“ฝันร้ายเหรอ” คุณปู่เมิ่งเอ่ยถาม
เมิ่งจิ่วซือพยักหน้า “ครับ ผมฝันถึงจิงโม่กับกว่างไป๋”
“เรื่องที่ครุ่นคิดในตอนกลางวัน มักจะเก็บไปฝันในตอนกลางคืนเป็นธรรมดา ภรรยาของแกก็มีงานการทำ บ้านก็มีให้อยู่ ขอแค่เธอไม่ทำอะไรโง่ๆ ลงไป เด็กสองคนนั่นก็คงไม่เป็นอะไรหรอก” คุณปู่เมิ่งเอ่ยปลอบ
เมิ่งจิ่วซือปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางฝืนยิ้มอย่างขมขื่น
ภรรยาของเขานั้นทั้งอ่อนแอและหูเบา เรื่องราวในความฝันจึงมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้
“คุณปู่ครับ ด้วยนิสัยอย่างหยวนฉิน ผมวางใจไม่ลงจริงๆ”
เมื่อคุณปู่เมิ่งนึกถึงนิสัยที่อ่อนปวกเปียกของหลานสะใภ้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอย่างหนักใจ
จริงอยู่ที่เธอเป็นผู้หญิงที่ดี ตอนที่จิ่วซือยังอยู่ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่เมื่อขาดจิ่วซือไปแล้ว เธอก็คงไม่อาจประคับประคองครอบครัวนี้ไว้ได้เพียงลำพังจริงๆ
“จิ่วซือ แกไปหาน้องเขยของแก ให้เขาช่วยสืบข่าวคราวของจิงโม่กับกว่างไป๋ให้หน่อย ถ้าพวกเขาสบายดี ก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่กับแม่ต่อไป แต่ถ้าพวกเขาลำบาก ฉันจะหาทางให้คนไปรับตัวพวกเขามาอยู่ที่นี่เอง”
เกรงว่าหลานชายจะคิดมาก เขาจึงพูดเสริมขึ้น “ไม่ต้องกลัวว่าจะติดหนี้บุญคุณใคร ชีวิตคนเรายังอีกยาวไกล หนี้บุญคุณที่สร้างไว้ ปู่กับแกจะช่วยกันชดใช้คืนเอง”
“ครับ” เมิ่งจิ่วซือรับคำ
เขาลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็ไปให้อาหารหมู แล้วจึงเดินเข้าป่าเพื่อไปขุดหาสมุนไพร
เดินไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็พบกับเด็กชายฝาแฝดคู่หนึ่ง
อวี้เป่ากับเหิงเป่าไม่ได้ขึ้นเขามาพักใหญ่แล้ว วันนี้พอเห็นพวกของกู้ซิงฉือขึ้นมา พวกเขาก็เลยตามมาด้วย ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บไข่ป่าอย่างสนุกสนานอยู่นั้นเอง พวกเขาก็เหลือบไปเห็นเมิ่งจิ่วซือ
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากทักทาย ก็เห็นว่าชายคนนั้นกำลังกวักมือเรียกพวกเขาอยู่
ฝาแฝดมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ก่อนจะจูงมือกันเดินเข้าไปหา
“คุณเรียกพวกเราเหรอครับ” เหิงเป่าเงยหน้าขึ้นถาม
เมิ่งจิ่วซือมองใบหน้าที่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวของเด็กทั้งสอง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาคือหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง แววตาของเขาจึงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ช่วยอะไรลุงหน่อยได้ไหม”
อวี้เป่ากับเหิงเป่าสบตากัน นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ใหญ่มาขอความช่วยเหลือ สองพี่น้องจึงยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“เรื่องอะไรเหรอครับ”
เมิ่งจิ่วซือตอบ “ลุงมีธุระกับพ่อของพวกเธอน่ะ ช่วยไปตามเขามาที่นี่ให้ลุงหน่อยได้ไหม”
[จบบท]