บทที่ 273: ไถ่ถาม (1/2)
“เรียกพ่อผมทำไมเหรอครับ” เหิงเป่าเอ่ยถามอย่างสงสัย “คุณรู้จักพ่อของผมด้วยเหรอ”
เมิ่งจิ่วซือพยักหน้าตอบ “ใช่ ฉันรู้จักน่ะสิ เธอแค่ไปบอกพ่อของเธอว่าชายขาเป๋ที่อยู่ตีนเขามีเรื่องด่วนมากต้องการพบ”
ฝาแฝดไม่ได้ตัดสินใจอะไรโดยพลการอย่างการปฏิเสธแทนพ่อ ทั้งคู่รับปากเป็นมั่นเหมาะ “ถ้างั้นคุณรออยู่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวพวกเราจะรีบไปเรียกพ่อมาให้”
“อย่าให้ใครได้ยินล่ะ” เมิ่งจิ่วซือไม่วายกำชับ
แม้ว่าอวี้เป่าจะรู้สึกว่าชายคนนี้มีท่าทีลับๆ ล่อๆ แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เด็กชายพยักหน้ารับ ก่อนจะจูงมือน้องชายวิ่งลงจากเขาไปอย่างรวดเร็ว
พอกลับมาถึงบ้าน
“พ่อครับ มีคนเรียกหา!” เสียงตะโกนอันดังลั่นของเหิงเป่าก็แผดไปทั่ว
อวี้เป่ารีบยกมือขึ้นปิดปากน้องชายแทบไม่ทัน “เบาๆ หน่อยสิน้อง!”
กู้เฉิงหวยได้ยินเสียงจึงเดินออกมา เขาชะโงกหน้ามองออกไปนอกประตูแต่กลับไม่เห็นใคร จึงก้มหน้าลงมองลูกชายทั้งสอง “ใครหาพ่อเหรอลูก”
“ก็คนที่ขาเป๋ซึ่งอยู่ที่ตีนเขาไงครับ คนที่หูมีติ่งเนื้อเล็กๆ ยื่นออกมา เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนมากๆ จะคุยกับพ่อ” อวี้เป่าเป็นคนเอ่ยปากบอก
พอได้ยินเช่นนั้น หลินเจาก็เงยหน้าขึ้นทันที
นี่มันยังเช้าตรู่อยู่เลย ทำไมพี่สี่ถึงมาเรียกสามีของเธอได้ ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ และคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยด้วย
“ฉันขอไปด้วยคนนะคะ” หญิงสาวลุกพรวดขึ้นยืน
“ไม่ต้องหรอก คุณกินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวผมกลับมาส่งไปทำงานเอง” กู้เฉิงหวยบอกปัด ก่อนจะก้าวขายาวๆ ออกจากประตูบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เด็กแฝดทำท่าจะวิ่งตามไป แต่หลินเจานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยปากรั้งลูกชายทั้งสองเอาไว้ “อวี้เป่า เหิงเป่า ไข่ดาวจานนี้แม่กินไม่ไหวแล้ว สองหนุ่มของแม่พอจะช่วยแม่กินหน่อยได้ไหมจ๊ะ”
สองพี่น้องหยุดชะงักกะทันหัน
นั่นมันไข่ดาวเลยนะ
“ได้เลยครับ!” อวี้เป่าตอบรับด้วยน้ำเสียงหวานใส
เหิงเป่ายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขานั่งลงข้างๆ แม่พร้อมกับทำสีหน้าไม่เข้าใจ “แม่ครับ ไข่ดาวอร่อยจะตายไป ผมกับพี่ยังกินไม่อิ่มเลย ทำไมแม่ถึงกินไม่ลงล่ะครับ น่าเสียดายออก”
หลินเจายิ้มอย่างอ่อนโยน “ก็เพราะว่าแม่กินอย่างอื่นจนอิ่มแล้วน่ะสิ ไข่ดาวจานนี้เลยต้องรบกวนฝาแฝดคนเก่งของแม่ช่วยจัดการให้หน่อย”
สองพี่น้องโดนแม่เยินยอจนแก้มแทบปริ
อวี้เป่าเอ่ยขึ้น “แม่ครับ งั้นแม่แบ่งให้พวกเราสิ”
เหิงเป่ารีบเสริม “แม่ต้องแบ่งให้เท่าๆ กันด้วยนะครับ ห้ามอันไหนใหญ่กว่าเล็กกว่าเด็ดขาด ผมกับพี่ต้องได้เท่ากัน”
“ไม่ต้องห่วงเลย แม่เคยแบ่งไม่เท่ากันที่ไหนกันล่ะ” หลินเจาใช้ตะเกียบแบ่งไข่ดาวออกเป็นสองส่วนอย่างแม่นยำ ก่อนจะคีบให้ลูกชายคนละครึ่ง “เท่ากันดีไหม”
สองพี่น้องประสานเสียงตอบพร้อมกัน “เท่ากันเป๊ะเลยครับ แม่เก่งที่สุดในโลก!”
“งั้นก็กินได้”
เมื่อสามารถรั้งตัวฝาแฝดไว้ได้สำเร็จ หลินเจาถึงมีเวลาได้ครุ่นคิดถึงเรื่องของพี่ชาย เธอลองคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าพี่สี่มาหากู้เฉิงหวยด้วยเรื่องอะไรกันแน่ แต่ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งคิดไม่ออก
กู้เฉิงหวยก้าวขายาวๆ อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มาถึงตีนเขาและได้พบกับเมิ่งจิ่วซือ
“พี่สี่ พี่มาหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ”
เมิ่งจิ่วซือไม่รอช้า เอ่ยปากถามทันที “เฉิงหวย ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนนายหน่อย”
“พี่พูดมาได้เลยครับ” กู้เฉิงหวยตอบกลับอย่างสุขุม
“นายพอจะมีสหายร่วมรบอยู่ที่เมืองหลวงบ้างไหม”
“มีครับ แถมยังสนิทกันมากด้วย”
ดวงตาของเมิ่งจิ่วซือพลันเป็นประกายขึ้นมา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “ฉันเป็นห่วงเด็กสองคนที่บ้าน เลยอยากจะรบกวนนายให้ช่วยหาคนสืบข่าวให้หน่อยได้ไหม”
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
กู้เฉิงหวยยิ้มบางๆ “เจาเจาเพิ่งจะบอกผมเมื่อเช้านี้เองครับ เดิมทีผมก็ตั้งใจว่าจะให้คนช่วยสืบข่าวให้อยู่แล้ว”
เมิ่งจิ่วซือถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “เจาเจาบอกนายแล้วเหรอ”
“ครับ บอกเมื่อเช้านี้เลย” กู้เฉิงหวยตอบ สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไปก็คือ เจาเจายังบ่นพึมพำอีกสองสามประโยคด้วยท่าทีที่ค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของหลานชายทั้งสอง
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกซาบซึ้งใจจนพูดอะไรไม่ออก
เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความร้อนที่ผ่าวขึ้นมาที่ขอบตา
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามา “ลำบากพวกเธอสองคนแล้วจริงๆ”
“ไม่เป็นไรเลยครับ เรื่องเล็กน้อย”
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน กู้เฉิงหวยเห็นจือชิงคนหนึ่งเดินออกจากบ้านของเขาในระยะไกล
ดวงตาเรียวยาวของเขาหรี่ลงอย่างเย็นชา ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็มองไปทางหลินเจา “เมื่อกี้มีจือชิงมาที่บ้านเราเหรอ”
“ค่ะ เขามาขอให้ฉันช่วยเอาของไปให้หน่อย” หลินเจาตอบ เธอเป็นคนประเภทที่ว่าถ้าใครดีมาเธอก็จะดีตอบกลับไปเป็นสิบเท่า หากจือชิงมาขอความช่วยเหลืออย่างสุภาพ เธอก็พร้อมที่จะช่วยเสมอ
แต่สำหรับจือชิงบางคนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเอาเปรียบ ก็อย่าหาว่าเธอใจร้ายขึ้นบัญชีดำก็แล้วกัน
เมิ่งเสี่ยวอิ๋ง: “…” จะเอ่ยชื่อฉันออกมาตรงๆ เลยก็ได้นะ
“ถ้าคุณอยากช่วยก็ช่วยไป แต่ถ้าไม่อยากช่วยก็ปฏิเสธไปเลย” กู้เฉิงหวยกล่าว
หลินเจาหยิบของที่สามีจะนำไปฝากที่บ้านเกิดของแม่สามีออกมา ก่อนจะพูดว่า “ฉันรู้ค่ะ ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ”
กู้เฉิงหวยรับของไปแขวนไว้ที่หน้ารถจักรยาน แล้วจึงเข็นออกจากบ้านไป
พอพวกเขาขี่จักรยานพ้นเขตหมู่บ้านไปแล้ว หลินเจาจึงเอ่ยปากถาม “พี่สี่มาหาคุณเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เขาขอให้ผมช่วยสืบข่าวของจิงโม่กับกว่างไป๋” กู้เฉิงหวยตอบกลับ
หลินเจาเข้าใจได้ในทันที เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “หลานชายสองคนของฉัน คนหนึ่งชื่อเมิ่งจิงโม่ ส่วนอีกคนชื่อเมิ่งกว่างไป๋สินะคะ”
“ใช่” กู้เฉิงหวยพยักหน้ารับ
“ฟังดูเหมือนชื่อสมุนไพรทั้งคู่เลยนะคะ” หลินเจาพูดอย่างไม่แน่ใจนัก
“อืม พี่สี่บอกว่าคุณปู่เมิ่งเป็นคนตั้งชื่อให้หลานๆ”
หลินเจาซบศีรษะลงบนแผ่นหลังกว้างของสามีแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “สมกับเป็นคนที่เรียนด้านแพทย์แผนจีนจริงๆ เลยค่ะ”
“ถ้างั้นเรื่องของเสี่ยวโม่กับเสี่ยวไป๋ ก็คงต้องรบกวนคุณช่วยจัดการให้แล้วนะคะ”
กู้เฉิงหวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องเล็กน้อยครับ”
“ไม่เล็กเลยนะคะ เรื่องแบบนี้มันติดค้างเป็นบุญคุณคนนะ” หลินเจาบ่นพึมพำ แต่ก็คิดในใจว่าไม่เป็นไร ในอนาคตพวกเขาก็ต้องไปที่เมืองหลวงอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นค่อยหาโอกาสตอบแทนบุญคุณที่ติดค้างไว้ก็ยังไม่สาย
“ไม่เป็นไรน่า เดี๋ยวผมจัดการเอง” กู้เฉิงหวยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นเลย ความสัมพันธ์ระหว่างสหายร่วมรบของพวกเขานั้นแน่นแฟ้นยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก พวกเขาไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพวกนี้ พูดกันตามตรงเลยก็คือ ตัวเขานั้นมีคุณค่ามากพอที่สหายร่วมรบเหล่านั้นจะยินดีให้เขาติดค้างบุญคุณด้วยซ้ำไป เพราะในอนาคตหากมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาก็จะสามารถเอ่ยปากได้ง่ายขึ้น
หลินเจาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
เธอรู้ดีว่าหลังจากที่กู้เฉิงหวยโทรศัพท์เสร็จ เขาก็ต้องไปรับกู้ชิงโจวต่อ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่มีเวลามารับเธอตอนเลิกงาน เธอจึงพูดขึ้นว่า “ตอนบ่ายคุณไม่ต้องมารับฉันนะคะ ฉันกลับเองได้ คุณอยู่ที่บ้านคุณลุงให้นานหน่อยเถอะค่ะ นานๆ จะได้ไปที”
“ได้ครับ งั้นคุณนั่งรถเทียมวัวกลับนะ อากาศมันร้อนแถมยังไกลด้วย เดี๋ยวจะเป็นลมแดดเอา” กู้เฉิงหวยกล่าวด้วยความเป็นห่วง
เจาเจาเลิกงานตอนบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่แดดร้อนจัดที่สุดของวัน
หลินเจาทำหน้างุนงง “วันนี้มีรถเทียมวัวออกวิ่งด้วยเหรอคะ”
กองพลการผลิตเฟิงโซวที่อยู่ติดกันนั้นมีรถเทียมวัวอยู่คันหนึ่ง แต่มันเป็นของล้ำค่ามาก นอกจากตอนที่ต้องไปรับพวกจือชิงแล้ว ปกติแทบจะไม่ได้นำออกมาใช้งานเลย
“อืม” กู้เฉิงหวยตอบสั้นๆ
“ตกลงค่ะ งั้นฉันจะนั่งรถเทียมวัวกลับ”
เมื่อจัดการเรื่องของภรรยาเรียบร้อยแล้ว กู้เฉิงหวยก็วางใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง สักพักเขาก็พูดเสริมขึ้นมาว่า “เลิกงานแล้วก็ซื้อไอติมแท่งกินสักสองสามแท่งนะ จะได้สดชื่น”
“ได้ค่ะ”
กู้เฉิงหวยขี่จักรยานไปส่งหลินเจาที่หน้าสหกรณ์การค้าและการตลาด เขามองตามร่างของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันหัวรถมุ่งหน้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์
เขาต้องโทรศัพท์ไปหาสหายร่วมรบที่เมืองหลวง
วันนี้เป็นวันหยุดของอวิ๋นเจี้ยน เขาเพิ่งจะตื่นนอนและกำลังจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขาจึงรีบรับสายทันที
“ที่ไหนครับ”
กู้เฉิงหวยเอ่ยชื่อตัวเอง “กู้เฉิงหวย”
“เฉิงหวย!” เสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจของอวิ๋นเจี้ยนดังผ่านสายโทรศัพท์มาถึงหูของกู้เฉิงหวย “ได้รับลูกปิงปองรึยัง ของดีจากเมืองหลวงเลยนะ ลูกๆ ทั้ง 4 คนของนายชอบกันไหม ถ้าชอบฉันจะได้ส่งไปให้อีก”
กู้เฉิงหวยถึงได้รู้ว่าสหายร่วมรบของเขาส่งของอย่างอื่นมาให้ด้วย “ยังไม่ได้รับเลย ขอบใจมากนะ”
อวิ๋นเจี้ยนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
ยังไม่ได้รับ? งั้นก็หมายความว่ามีเรื่องจะให้เขาช่วยสินะ
“มีเรื่องด่วนเหรอ”
กู้เฉิงหวยไม่พูดอ้อมค้อม เขาเข้าประเด็นทันที “อยากจะขอให้นายช่วยสืบข่าวคนสองคนให้หน่อย”
“ที่อยู่ล่ะ” อวิ๋นเจี้ยนไม่ถามอะไรให้มากความ
กู้เฉิงหวยบอกที่อยู่ไปหนึ่งชุด พร้อมกับชื่อของเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋
อวิ๋นเจี้ยนกลัวว่าจะจดผิดพลาด จึงหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาจดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทวนที่อยู่อีกครั้ง “ถูกต้องไหม”
“อืม รบกวนนายด้วยนะ” กู้เฉิงหวยกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสุขุมเช่นเคย
“เกรงใจไปได้ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายๆ จะโทรกลับไปนะ”
[จบบท]