บทที่ 287: ตากสมุนไพร (1/2)
ทันทีที่ได้ยินเสียงใสๆ ของเอ้อร์ไจ่ กู้ชิงโจวก็ไม่รอช้าที่จะทิ้งพี่สามซึ่งขี่จักรยานมาส่งเขาไว้เบื้องหลัง แล้วรีบวิ่งเข้าไปในลานบ้านด้วยใจที่ร้อนรน
แต่ภาพของเด็กทั้ง 4 คนที่เห็นตรงหน้า กลับทำให้เขาถึงกับยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ
“...เอ้อร์ไจ่?”
ความตกตะลึงฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
เจ้าลิงน้อยผอมกะหร่องของเขาหายไปไหนกัน ทำไมถึงกลายร่างเป็นเด็กเมืองผิวขาวอวบอั๋นน่าฟัดไปได้!
เหิงเป่าที่สนิทสนมกับอาเล็กเป็นพิเศษ วิ่งถลาเข้าไปหมายจะกอด แต่พอได้ยินชื่อเล่นที่คุ้นเคยก็รีบแก้ไขอย่างจริงจัง “อาเล็กครับ ตอนนี้ผมไม่ได้ชื่อเอ้อร์ไจ่แล้วนะ ผมมีชื่อใหม่ว่ากู้จือเหิง อาสามารถเรียกผมว่าเหิงเป่าก็ได้ครับ”
อวี้เป่าเสริมขึ้น “ส่วนผมชื่อกู้จืออวี้ครับ อาเล็กเรียกว่าอวี้เป่าก็ได้ คุณปู่เป็นคนตั้งชื่อจริงให้พวกเราเองเลยนะ”
เด็กชายถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับขมวดคิ้วน้อยๆ “อาเล็กหายไปตั้งนาน พลาดเรื่องใหญ่ๆ ที่บ้านไปตั้งหลายเรื่องเลยนะครับ”
เถี่ยฉุยพูดสมทบด้วยความเสียดาย “พวกเราได้กินเนื้อกันตั้งเยอะแยะ แต่อาเล็กกลับไม่ได้กินด้วยเลย น่าเสียดายจัง”
กู้ชิงโจวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
อวี้เป่าเห็นอาเล็กยืนนิ่งเฉยก็เริ่มเป็นกังวล เขาพยายามเขย่งปลายเท้าพลางโบกมือเล็กๆ ไปมาตรงหน้า “อาเล็กครับ? อาเล็ก? ทำไมเงียบไปล่ะครับ จำพวกเราไม่ได้เหรอ?!”
กู้ชิงโจวคว้ามือเล็กๆ นั้นลงมา สัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มอวบอิ่มจนเผลอบีบเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว
“ต้า...” พอระลึกได้ว่าหลานๆ เปลี่ยนชื่อกันหมดแล้ว เขาจึงเปลี่ยนคำเรียกตามน้ำไป “อวี้เป่า พวกเธออ้วนขึ้นมากเลยนะ อานี่แทบจะจำไม่ได้เลย!”
อวี้เป่าดีใจจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ เขายกมือขึ้นประคองแก้มตัวเองจนเนื้อนุ่มๆ ปลิ้นออกมา “ใช่แล้วครับ พวกเราอ้วนขึ้น ก็เราได้กินเนื้อตั้งเยอะแยะ แถมยังได้กินอิ่มทุกวัน จะไม่อ้วนได้ยังไงล่ะครับ”
ดวงตาใสแจ๋วเป็นประกายกวาดมองสำรวจอาของตัวเอง
“แต่อาเล็กไม่อ้วนขึ้นเลย อาเล็กกินข้าวไม่อิ่มเหรอครับ?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง “ลุงของอาไม่แบ่งเนื้อให้กินเหรอ?”
กู้ชิงโจวส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก ที่บ้านลุงของอาไม่มีเนื้อน่ะ”
เหิงเป่ารีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอวดโอ่ตามประสาเด็ก “แต่บ้านตาใหญ่ของผมมีเนื้อนะ! ตาใหญ่ใจดีกับพวกเรามากๆ เลย เลี้ยงทั้งไอศกรีม เลี้ยงทั้งเนื้อ แล้วยังให้ของขวัญอีกด้วยนะ อาเล็กดูนี่สิ ตาใหญ่ให้วิทยุแมวเหมียวกับผมและพี่ชายด้วยนะ มันฟังนิทานก็ได้ ฟังเพลงก็ได้...”
กู้ชิงโจวถึงกับอ้าปากค้าง “วิทยุเลยเหรอ?”
“ใช่ครับ วิทยุจริงๆ นะ! เดี๋ยวผมไปเอามาให้ดู!” ว่าแล้วเหิงเป่าก็วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน แล้วกลับออกมาพร้อมกับวิทยุในมืออย่างรวดเร็ว
กู้ชิงโจวเหลือบมองของหน้าตาแปลกประหลาดชิ้นนั้นด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังขา “นี่น่ะเหรอวิทยุ?”
เขาเองก็เรียนหนังสือมานะ อย่าคิดว่าจะหลอกกันง่ายๆ วิทยุที่ไหนกันจะมีหน้าตาแบบนี้!
อวี้เป่าเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ ทันใดนั้นเสียงประกาศข่าวที่ชัดถ้อยชัดคำก็ดังออกมาจากลำโพง ซึ่งเป็นช่วงของการพยากรณ์อากาศพอดี
“...สัปดาห์ใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มาติดตามพยากรณ์อากาศประจำสัปดาห์นี้กันครับ ขณะนี้...”
กู้ชิงโจวทึ่งจนตาโต “มีวิทยุแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย! ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!”
เขารู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย หรือจะเป็นเพราะเขาเรียนมาน้อยเกินไปจริงๆ กันนะ? ที่พี่สามคอยดูถูกเขาอยู่เรื่อยคงไม่ผิดสินะ เด็กจบแค่มัธยมต้นมันคงจะไม่ได้เรื่องจริงๆ นั่นแหละ
อวี้เป่ารีบอธิบาย “วิทยุแมวเหมียวตัวนี้ไม่เหมือนกับที่ขายตามร้านทั่วไปหรอกครับ นี่ตาใหญ่ของผมหาชิ้นส่วนมาประกอบให้พวกเราเองเลยนะ ท่านเป็นช่างเทคนิคที่เก่งมากๆ ทำได้ทุกอย่างเลยล่ะ”
เหิงเป่าเบิกตากลมโตสดใส “ตาใหญ่ของผมเก่งที่สุดในโลก!”
กู้ชิงโจวรู้ดีว่าฝาแฝดน้อยอยากได้ยินคำชม เขาจึงคลี่ยิ้มจางๆ บนใบหน้า “ตาใหญ่ของพวกเธอนี่ทุ่มเทให้จริงๆ เลยนะ”
คำชมนั้นทำให้สองพี่น้องยิ้มแก้มปริอย่างพึงพอใจ
การกลับมาของลูกชายคนเล็กทำให้แม่กู้ดีใจจนเนื้อเต้น แต่พอเห็นว่าเขาผอมลงไปอีก แถมยังดูไม่อุดมสมบูรณ์เท่าคนที่อยู่บ้าน เธอก็รู้สึกใจคอไม่ดี รีบปรี่เข้าไปในครัวแล้วยกอาหารที่อุตส่าห์เก็บไว้ให้ลูกชายคนที่สามและคนที่สี่ออกมา
“ลูกสาม ลูกสี่ มากินข้าวก่อนเถอะ ค่อยคุยกันทีหลัง แม่เก็บข้าวไว้ให้แล้ว”
หลินเจาหันไปบอกลูกชายฝาแฝด “อวี้เป่า เหิงเป่า ไปชงน้ำซานจาให้พ่อกับอาเล็กของพวกเธอคนละถ้วยสิลูก”
“ครับ!” สองหนุ่มน้อยรับคำแล้วรีบวิ่งไปทำตามอย่างกระฉับกระเฉง กู้หลานซึ่งกลัวว่าน้องๆ จะหยิบของไม่ถึงจึงแอบเดินตามไปเงียบๆ
กู้เฉิงหวยวักน้ำขึ้นล้างหน้า ใบหน้าคมคายเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนเปียกไปถึงแขนเสื้อ
เขาเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างหัวโบราณ เวลาอยู่ข้างนอก อย่างมากก็แค่ใส่เสื้อกล้ามสีเขียวทหาร แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะสวมเสื้อเชิ้ตสีเดียวกัน แผ่นหลังตั้งตรงสง่าดุจต้นไผ่ต้องลม
อาจเพราะอากาศร้อนอบอ้าว เขาจึงปลดกระดุมสองเม็ดบนออก เผยให้เห็นลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
หลินเจาลุกขึ้นเดินเข้าไปช่วยพับแขนเสื้อให้สามีอย่างเอาใจ
แขนท่อนบนที่แข็งแรงกำยำปรากฏแก่สายตา มีเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนให้เห็นรำไร
กู้เฉิงหวยจ้องมองใบหน้าของภรรยาไม่วางตา น้ำเสียงของเขาเจือความประหลาดใจเล็กน้อย “น้ำซานจาอะไรเหรอ?”
หลินเจาสบตาเขาแล้วยิ้มบางๆ “ลูกชายของคุณไปเก็บซานจามาจากบนเขาค่ะ เขาบอกว่ามันเปรี้ยว ฉันก็เลยเอามาทำเป็นแยมซานจา ส่วนน้ำซานจาก็คือแยมที่เอามาชงกับน้ำนั่นแหละค่ะ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยดีนะคะ”
“เหนื่อยแย่เลยนะ” กู้เฉิงหวยเอ่ยขึ้น
เขาไม่เคยเรียกร้องเรื่องอาหารการกิน ขอเพียงมีอะไรให้ท้องอิ่มก็พอแล้ว แค่ได้ยินคำว่าแยมซานจาก็รู้สึกได้ถึงความยุ่งยาก คงจะมีแต่ภรรยาของเขาเท่านั้นที่ใส่ใจเรื่องพวกนี้
หลินเจาถือโอกาสถามถึงธุระที่เขาออกไปทำเมื่อเช้านี้ “เรื่องหลานชาย 2 คนของฉัน ไปถึงไหนแล้วคะ?”
กู้เฉิงหวยตอบกลับอย่างสุขุม “ถามให้แล้ว พรุ่งนี้จะลองโทรไปถามอีกที”
“พรุ่งนี้ฉันไปด้วยได้ไหมคะ?” หลินเจาใช้สายตาถามไถ่ถึงความสะดวกของเขา
“ได้สิ” กู้เฉิงหวยตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แม่กู้ตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “เฉิงหวย ชิงโจว มากินข้าวเร็วเข้า! วันนี้แม่ทำเบคอนรมควันนะ”
กู้ชิงโจวที่ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมานานน้ำลายสอ รีบวิ่งไปที่โต๊ะทันที พอเห็นปริมาณเนื้อในชามก็ดีใจจนตาเป็นประกายระยิบระยับ
“เนื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ!”
แม่กู้บอก “พี่สะใภ้สามของแกเป็นคนให้มาน่ะสิ เขาบอกว่าแกจะกลับมาทั้งที ต้องให้ได้กินของดีๆ หน่อย”
“ขอบคุณมากครับพี่สะใภ้สาม” กู้ชิงโจวเอ่ยด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง
ก่อนหน้านี้เขาแอบไปกระซิบถามต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่มาแล้ว พอรู้ว่าตอนนี้พี่สะใภ้สามดีกับหลานๆ มาก เขาก็พลอยดีใจไปด้วย
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าพี่สะใภ้สามจะใจดีแบ่งเนื้อให้เขากินด้วย ทำเอาเด็กหนุ่มประหลาดใจไม่น้อย
หลินเจายิ้มอย่างอารมณ์ดี “ก็ครอบครัวเรามายึดห้องของเธอไปนี่นา ทำให้เธอไม่มีที่ซุกหัวนอน ก็ต้องต้อนรับขับสู้เจ้าของห้องอย่างเธอให้ดีๆ หน่อยสิ”
กู้ชิงโจวไม่คาดคิดว่าพี่สะใภ้สามที่เมื่อก่อนใบหน้าเรียบเฉยไม่เคยมีรอยยิ้ม จะหัดพูดจาหยอกล้อเป็นกับเขาด้วย เขาถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับ “ถ้าจะพูดถึงเจ้าของห้อง เดิมทีมันก็เป็นบ้านของพี่สามกับพี่สะใภ้นั่นแหละครับ พอพวกพี่ย้ายออกไปผมถึงได้มีห้องเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกพี่จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ”
“แค่ผมมีที่นอนก็พอแล้ว”
เขาเป็นคนไม่เลือกที่อยู่ จะให้เอาเสื่อไปปูนอนกลางลานบ้านก็ยังได้ แถมยังเย็นสบายดีอีกต่างหาก
แล้วยุงล่ะ? โธ่เอ๊ย ที่ไหนมันจะไม่มียุงบ้างล่ะ ในห้องนอนยุงก็ชุมเหมือนกันนั่นแหละ
แม่กู้พูดแทรกขึ้น “แกไปนอนห้องน้องสาวแกก็แล้วกัน”
“อ้าว แล้วกู้ซิ่งเอ๋อร์ล่ะครับ?” กู้ชิงโจวถามด้วยความประหลาดใจขณะที่ในปากยังเต็มไปด้วยข้าว
“...เขามีที่อยู่ของเขาแล้ว” แม่กู้ตอบอย่างอ้อมแอ้ม ไม่อยากจะพูดถึงลูกสาวคนเล็กให้เสียอารมณ์ แค่นึกถึงก็พาลจะหงุดหงิดขึ้นมาเสียเปล่าๆ
“อ้อครับ”
กู้ชิงโจวไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพราะเขาเองก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับกู้ซิ่งเอ๋อร์นักหนา แถมยังคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาก็ขี้เกียจจะใส่ใจ
เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตากินข้าวเบคอนรมควันอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาสีนิลของเขาเป็นประกายสดใส
“แม่ครับ ข้าวเบคอนรมควันนี่อร่อยจริงๆ เลย”
แม่กู้มองลูกชายคนเล็กด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร
กู้ซิงเหย่พูดเสียงดังฟังชัด “อาเล็กกลับมาช้าไปหน่อยนะ ก่อนหน้านี้พวกเราเพิ่งได้กินไก่กับซุปไก่ไปเอง อ้อ! แล้วก็มีต้มปลาผักกาดดองด้วยนะ อาสะใภ้สามเป็นคนสอนแม่ผมทำเองเลยล่ะ อร่อยจนกินข้าวได้เยอะขึ้นเลย”
หวงซิ่วหลันเสริม “ใช่จ้ะ เจริญอาหารกันทั้งบ้าน กินข้าวเพิ่มกันได้อีกคนละครึ่งชามเลยทีเดียว”
เล่นเอาเธอเสียดายจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน
กู้ชิงโจวได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ ผมนี่มันดวงไม่ดีจริงๆ เลย พลาดของอร่อยตลอด”
หลินเจาอดยิ้มไม่ได้กับท่าทางของเขา “เรื่องเล็กน่า อยากกินพรุ่งนี้ก็ทำได้ พรุ่งนี้เช้าให้พี่สามของเธอไปแลกไก่มาให้ก็สิ้นเรื่อง”
ยังไม่ทันที่คนอื่นจะได้พูดอะไร ดวงตาของเหิงเป่าก็ลุกวาวขึ้นมาทันที เขาถามด้วยความคาดหวัง “แม่ครับ พรุ่งนี้เราจะได้กินไก่เหรอครับ?”
“ไปอ้อนพ่อของลูกเอาเองสิ ให้เขาไปแลกไก่มาให้” ไก่ที่บ้านออกไข่วันละฟอง ย่าของเขาไม่มีทางยอมให้ฆ่าแน่ๆ
เหิงเป่ารีบวิ่งไปเกาะแข้งเกาะขากู้เฉิงหวย “พ่อครับ?”
“ได้สิ เดี๋ยวพ่อไปแลกมาให้” กู้เฉิงหวยรับปากทันควัน พร้อมกับตักเบคอนรมควันชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากลูกชาย
เหิงเป่าไม่เคยปฏิเสธเนื้อ เขาอ้าปากรับคำโตด้วยรอยยิ้มกว้าง
แต่ก็ยังไม่ลืมพี่ชายของตัวเอง “พ่อครับ พี่ชายด้วยสิครับ ป้อนพี่ชายผมด้วย”
กู้เฉิงหวยเหลือบมองลูกชายด้วยสายตาเย็นชา “ในหัวของลูกมีแต่พี่ชายรึไงนะ มีของดีๆ ทำไมไม่นึกถึงพ่อบ้าง”
เหิงเป่าหัวเราะแหะๆ พลางยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้นมาทุบหลังให้พ่อเบาๆ
“พ่อครับ ผมนวดหลังให้นะครับ”
กำปั้นเล็กๆ นั้นค่อยๆ ทุบลงบนแผ่นหลังกว้างของกู้เฉิงหวยทีละนิด ทีละนิด
[จบบท]