บทที่ 288: ตากสมุนไพร (2/2)
รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นในดวงตาของชายหนุ่ม ผู้ซึ่งปกติแล้วมักจะรักษามาดขรึมเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น
เด็กน้อยอีก 3 คนเห็นดังนั้นก็พากันกรูเข้ามา สองคนเล็กสุดก็พลอยทำตามอย่างพี่ๆ
เหยาเป่าลองเอื้อมมือไปหยิกแขนของพ่อ แต่กลับพบว่ามันแข็งโป๊กราวกับก้อนหินจนหยิกไม่เข้าเลยสักนิด ดวงตากลมโตสวยงามของเด็กหญิงฉายแววฉงน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ใสๆ ว่า “หิน...หิน...ไม่ขยับ”
กู้เฉิงหวยที่ได้ดูแลลูกสาวมา 2-3 วัน พอจะเข้าใจภาษาเด็กของเธอได้ว่าลูกกำลังบอกว่าแขนของเขาแข็งเหมือนก้อนหินจนหยิกไม่เข้า
ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลาย มือที่กร้านจากการจับปืนลูบศีรษะเล็กๆ ของเหยาเป่าอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอ่อนโยน “เด็กดี ไปเล่นตรงนู้นนะ”
เหยาเป่าคงรู้สึกว่าหมดสนุกแล้ว จึงเดินจากไปหาพี่อวี๋อวี๋อย่างว่าง่าย
แต่อวี้เป่ายังคงไม่ลืมเรื่องที่แม่พูดไว้ ขณะที่กำลังนวดไหล่ให้พ่อ เขาก็เอ่ยถามขึ้น “พ่อครับ แม่บอกว่าจะพาพวกเราไปในเมืองจริงๆ เหรอครับ?”
กู้เฉิงหวยหันไปมองหลินเจา เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มของภรรยา แววตาของเขาก็อ่อนโยนลงในทันที
“ใช่” เขาตอบ “ใกล้จะถึงวันเกิดแม่ของพวกลูกแล้ว พ่อจะพาแม่เขาไปเดินเล่น ส่วนพวกลูกก็ได้อานิสงส์ไปด้วย ก็แม่ของพวกลูกนั่นแหละที่ไม่ยอมทิ้งพวกลูกไว้ เลยยืนกรานว่าจะต้องพาไปด้วยให้ได้”
มือที่นวดไหล่อยู่ของอวี้เป่าชะงักไปเล็กน้อย เขาจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของพ่อตัวเอง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “พ่อครับ...นี่แสดงว่าตอนแรกพ่อไม่ได้อยากพาพวกเราไปด้วยเหรอครับ?”
กู้เฉิงหวยเงยหน้าขึ้นสบตา “แล้วจะให้คิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไงล่ะ นั่นมันวันเกิดแม่ของลูกนะ จะพาพวกลูกไปให้เกะกะทำไม”
แน่นอนว่าการพาเด็ก 4 คนไปด้วย ความสนใจส่วนใหญ่ย่อมต้องไปอยู่ที่เด็กๆ ซึ่งมันไม่สบายตัวเหมือนการได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอก
แต่ถ้าเจาเจาอยากจะพาไป นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะในเรื่องครอบครัวแล้ว หลักการทุกอย่างของผู้บัญชาการกองพันกู้ล้วนหมุนรอบตัวภรรยาเป็นศูนย์กลาง
แก้มของอวี้เป่าป่องขึ้นมาทันที
แต่ด้วยความที่เป็นเด็กใจกว้าง เขาจึงเลือกที่จะไม่ถือสาหาความกับพ่อใจร้ายของตัวเอง
เด็กชายโต้เถียงอย่างมีเหตุผล “ผมกับเหิงเป่าก็มีประโยชน์นะครับ เราช่วยแม่ถือของได้ด้วย”
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้ว “ถ้าพวกลูกสองคนถือของ แล้วจะให้พ่อทำอะไรล่ะ?”
อวี้เป่าถึงกับพูดไม่ออก ในดวงตาฉายแววไม่พอใจ เขาเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “ผมช่วยพ่อถือของก็ได้นี่ครับ”
“ไม่จำเป็น” กู้เฉิงหวยตั้งใจแกล้งหยอกลูกชาย เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่ทั้งโกรธทั้งขึ้งแต่ไม่กล้าพูดอะไรของอวี้เป่า เขาก็รู้สึกว่าลูกชายคนโตในตอนนี้ดูมีชีวิตชีวาดีจริงๆ
เหิงเป่าดึงมือตัวเองกลับ แล้วจูงมือพี่ชายวิ่งไปหาหลินเจา ก่อนจะลงมือนวดหลังให้เธอพร้อมกับฟ้องด้วยความโมโห “แม่ครับ! แม่จัดการพ่อหน่อยสิครับ พ่อแกล้งเด็ก พ่อไม่อยากพาพวกเราไปด้วย!”
หลินเจารู้สึกถึงแรงนวดเบาๆ บนบ่า เธอหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ บ้านนี้แม่เป็นคนคุม”
เจ้าโง่น้อยเอ๋ย โดนพ่อหลอกเข้าให้แล้ว!
จริงด้วย! ที่บ้านนี้พ่อไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ แม่ต่างหากล่ะที่มีอำนาจสูงสุด!
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสองพี่น้องทันที
เหิงเป่าทำท่าทางโอ้อวดยิ่งขึ้นไปอีก เขาเท้าสะเอวแล้วตะโกนใส่พ่อ “พ่อครับ แม่จะพาพวกเราไปด้วย!!”
กู้เฉิงหวยไม่ได้ใส่ใจ
เสียงยุงบินหึ่งๆ ดังขึ้นรอบๆ บริเวณใต้ต้นไม้ หลินเจาเริ่มจะทนไม่ไหว เธอนึกถึงสมุนไพรไล่แมลงที่พี่สี่เคยให้ไว้ จึงเดินกลับเข้าบ้านไปหยิบเศษผ้าแล้วลงมือเย็บถุงหอม
“แม่ครับ แม่กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?” อวี้เป่าเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย
“ทำถุงหอมไล่ยุงน่ะสิ เดี๋ยวพอแม่ทำเสร็จ พวกหนูก็พกติดตัวไว้ ยุงจะได้ไม่มากวนใจอีก!” หลินเจามีความเชื่อมั่นในสรรพคุณของสมุนไพรที่พี่สี่ให้มาเป็นอย่างมาก
และมันก็ได้ผลจริงๆ
เธอวางสมุนไพรไว้ในห้องนอน เมื่อคืนจึงได้หลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายคืน
อวี้เป่าเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง
เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของลูกชาย หลินเจาก็อดหัวเราะไม่ได้ “ทำไมต้องทำตาโตขนาดนั้นด้วยล่ะ ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นถุงยาไล่ยุงแล้วไม่ใช่เหรอ”
“แต่มันไม่เหมือนกันนี่ครับ” อวี้เป่าทำท่าทางประกอบ “ผมไม่ยักรู้ว่ามันทำเองได้ด้วย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจาเด่นชัดขึ้น “ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของมนุษย์เราทั้งนั้นแหละจ้ะ”
“แม่เก่งที่สุดเลยครับ” แววตาของอวี้เป่ายังคงส่องประกายเจิดจ้า ในหัวใจของเด็กน้อยวัย 5 ขวบเศษ แม่คือคนที่เก่งที่สุดในโลก
หลินเจาทำอะไรก็คล่องแคล่วว่องไวเสมอ เพียงไม่กี่นาทีเธอก็เย็บถุงหอมไล่ยุงเสร็จหนึ่งใบ แล้วถือโอกาสแขวนไว้บนเก้าอี้เอนหลังตัวโปรด
ฝาแฝดไม่ได้เอ่ยปากขอ เพราะในความคิดของพวกเขา ของที่แม่ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ ชิ้นแรกย่อมต้องเป็นของแม่
สองพี่น้องนั่งเท้าคางมองดูแม่ทำงานอย่างเงียบๆ ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นที่ไหน ขอเพียงได้อยู่เป็นเพื่อนแม่ก็พอ
“ทำไมไม่ไปฟังวิทยุล่ะลูก?” หลินเจาเอ่ยถามขึ้น
“ผมชอบดูแม่ทำงานมากกว่าครับ” อวี้เป่าผู้ติดแม่เป็นชีวิตจิตใจ ในสายตาและหัวใจของเขามีเพียงแม่เท่านั้น
สีหน้าของหลินเจาอ่อนโยนลง “แต่ว่า...แม่อยากฟังวิทยุนี่นา”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี้เป่าก็รีบวิ่งไปเอาวิทยุมาทันที เขาขยับนิ้วเพียงไม่กี่ครั้ง เสียงเล่านิทานที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
กู้ชิงโจวที่กำลังสนใจวิทยุเครื่องใหม่อย่างมาก ถือชามข้าวเดินเข้ามาฟังใกล้ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายวาววับ
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดี คิ้วเข้มดุจกระบี่ ดวงตาดั่งดวงดาวเป็นประกายเจิดจ้า เขาสูงถึง 178 เซนติเมตร เอวสั้นแต่ขายาว สัดส่วนร่างกายดีเยี่ยม ทำให้ดูทั้งผอมเพรียวและสูงโปร่ง เนื่องจากไม่ค่อยได้โดนแดด ผิวพรรณจึงค่อนข้างขาว ทำให้ดูหล่อเหลาไม่เบาเลยทีเดียว
มีคนเล่าว่าเขาเป็นที่นิยมในโรงเรียนมาก ถึงขนาดมีเด็กผู้หญิงวิ่งเข้ามาสารภาพรัก แล้วเสนอให้เขาไปเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน โดยที่ทางบ้านของเธอจะช่วยหางานให้ด้วย
แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ไม่มีใครเคยยืนยันกับเขาโดยตรง
แม่กู้เดินเข้าไปหากู้เฉิงหวย แล้วกระซิบถาม “ลูกสาม ลูกสี่เขาคิดยังไงกันแน่? เขายังจะเรียนต่อมัธยมปลายไหม?”
กู้เฉิงหวยพยักหน้า “เรียนครับ เขาจะเรียนให้จบมัธยมปลาย”
“ค่อยยังชั่วหน่อย” แม่กู้ดีใจจนออกนอกหน้า เธอกับสามีต่างก็หวังให้ลูกชายคนเล็กเรียนจนจบมัธยมปลาย แค่ดูอย่างสะใภ้สามก็รู้แล้วว่าการศึกษานั้นมีประโยชน์มากเพียงใด
แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ความวุ่นวายในโรงเรียน เธอก็อดที่จะกลุ้มใจไม่ได้ “ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โรงเรียนจะกลับมาเป็นปกติสุขได้สักทีนะ ช่างน่ากลุ้มใจจริงๆ”
“อีกไม่นานหรอกครับ” กู้เฉิงหวยเอ่ยปลอบใจ เรื่องวุ่นวายดำเนินมาหลายเดือนแล้ว เบื้องบนก็น่าจะมีคำสั่งลงมาในเร็วๆ นี้
แม่กู้เชื่อใจในตัวลูกชายคนที่สามเสมอมา พอได้ยินดังนั้น ความร้อนใจก็คลายลงไปมาก
ขอแค่โรงเรียนกลับมาเปิดสอนได้ก็ดีแล้ว
คืนนั้น
กู้เฉิงหวยแอบหลบสายตาชาวบ้าน ย่องไปที่ตีนเขาอย่างเงียบเชียบเหมือนเช่นคืนก่อน
เขานำของที่ครอบครัวหลินส่งมามอบให้กับเมิ่งจิ่วซือ
“พี่สี่ นี่คือของทั้งหมดที่พ่อกับแม่เตรียมไว้ให้พี่ครับ”
เมิ่งจิ่วซือรับของมาไว้ในมือ รู้สึกเพียงว่ามันหนักอึ้งเหลือเกิน
ตั้งแต่จำความได้ เขาไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่เลยสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
“ของที่เจาเจาส่งมาก็ยังมีอยู่อีกเยอะ นายช่วยไปบอกพ่อกับแม่ให้ฉันทีว่าฉันไม่ได้ขาดเหลืออะไรแล้ว ให้พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงแล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”
แม้สถานะของพวกเขาจะพิเศษ แต่กองพลการผลิตก็ไม่ได้ทอดทิ้งให้พวกเขาอดตาย พวกเขาทำงานแลกกับส่วนแบ่งอาหาร ซึ่งเขาคำนวณดูคร่าวๆ แล้วว่ามันเพียงพอสำหรับเขากับคุณปู่
“ได้ครับ” กู้เฉิงหวยรับปาก
จากนั้นก็ถ่ายทอดความตั้งใจของหลินเจา “เจาเจาบอกว่าถ้าพี่ว่าง ก็ให้เอาสมุนไพรมาตากแห้งไว้ ถึงตอนนั้นเธอจะเอาไปขายให้โรงพยาบาลอำเภอเอง”
สีหน้าของเมิ่งจิ่วซือจริงจังขึ้น “ตากสมุนไพรน่ะได้ แต่...มันจะส่งผลกระทบอะไรกับเจาเจาหรือเปล่า?”
ในกระเป๋าของเขาแทบจะไม่มีเงินเลย ถ้าสามารถหาเงินได้ก็คงจะดีไม่น้อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยพึ่งพาครอบครัวอยู่ตลอดเวลา
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ โรงพยาบาลอำเภอรับซื้อสมุนไพรอยู่แล้ว” กู้เฉิงหวยอธิบาย
ในยุคสมัยนี้ขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เนื้อสัตว์ หรือผ้า และแน่นอนว่าสมุนไพรก็ขาดแคลนเช่นกัน
“ได้เลย ฉันจะทำ” เมิ่งจิ่วซือรู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
กู้เฉิงหวยหยิบตำราแพทย์ออกมาอีกสองสามเล่ม “เจาเจาไปเจอตำราแพทย์สองสามเล่มนี้ที่สถานีรับซื้อของเก่ามา เธอเลยบอกให้ผมเอามาให้พี่ไว้อ่านแก้เบื่อครับ”
เมิ่งจิ่วซือหลงใหลในศาสตร์การแพทย์แผนจีนและศึกษาอย่างจริงจังมาโดยตลอด พอได้รับตำราแพทย์ก็ดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อลองพลิกอ่านดูก็พบว่ามันมีประโยชน์กับเขามาก
เขาเอ่ยด้วยความยินดี “ฝากขอบคุณเจาเจาให้ฉันด้วยนะ มีตำราแพทย์พวกนี้อยู่เป็นเพื่อน วันเวลาที่นี่ก็คงไม่ยาวนานเกินไปนักหรอก”
สีหน้าของกู้เฉิงหวยดูผ่อนคลายลง
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมให้สหายร่วมรบไปสืบข่าวของจิงโม่กับกว่างไป๋แล้ว พรุ่งนี้น่าจะได้เรื่อง ถ้ามีความคืบหน้าอะไรผมจะรีบมาบอกพี่ทันที”
เมิ่งจิ่วซือเป็นห่วงลูกชายทั้งสองคนมาก พอได้ยินน้องเขยบอกว่าพรุ่งนี้จะได้ข่าว เขาก็ตื่นเต้นจนปลายนิ้วสั่นเทา
เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากจะระบายความในใจออกมา
“ฉันถูกพาตัวมาอย่างกะทันหัน เด็กสองคนนั้นคงจะตกใจมาก ไม่รู้ว่าแม่ของพวกเขาจะปลอบใจดีๆ หรือเปล่า แล้วครอบครัวของพ่อตาก็ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ หวังว่าพวกเขาจะไม่เป็นอะไรนะ...”
เขาไม่ได้คาดหวังให้ลูกชายได้ใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนเดิม นั่นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขอเพียงแค่ให้พวกเขามีกินมีใช้ ไม่ต้องได้รับผลกระทบจากสถานะของตัวเองก็พอแล้ว
[จบบท]