บทที่ 290: บันทึก (2/2)
พละกำลังของผู้ชายนั้นมีมากนัก ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ดูคล่องแคล่วและเด็ดขาดเสมอ หลังจากที่เขาสับเนื้อหมูจนละเอียดแล้ว เขาก็เริ่มลงมือนวดแป้งต่อทันที
หลินเจาทำหน้าที่ปรุงรสไส้หมู แม้ท่วงท่าในการใส่เครื่องปรุงของเธอจะดูเรียบง่าย แต่รสชาติอาหารที่เธอรังสรรค์ขึ้นกลับอร่อยล้ำเลิศเสมอ
“บ้านของเราใกล้จะเสร็จแล้วใช่ไหมคะ”
การอาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่ของตระกูลกู้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่สุขสบายใจเท่ากับการได้กลับไปอยู่บ้านของตัวเอง
“ใกล้แล้วครับ ในบ้านอยากให้ทาสีขาวด้วยไหม” กู้เฉิงหวยเอ่ยถาม
หลินเจาพยักหน้าถี่ๆ “แน่นอนค่ะ!”
“ฉันไม่ชอบสีเทาเอาเสียเลย ทาสีขาวแล้วดูสะอาดตาสบายใจดี”
กู้เฉิงหวยยังคงนวดแป้งต่อไป ใบหน้าด้านข้างของเขาที่อาบไล้ด้วยแสงแดดยามเช้าดูหล่อเหลาคมคายอย่างโดดเด่น “ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้ พอกลับมาจากในเมืองก็จะได้ย้ายเข้าบ้านใหม่กันเลย”
น่าเสียดายที่อีกไม่นานเขาก็ต้องกลับไปประจำการที่กองทัพแล้ว คงจะมีโอกาสได้อยู่บ้านใหม่เพียงไม่กี่วัน
หลินเจาทราบเรื่องนี้ดี แต่เธอเลือกที่จะไม่เก็บมาใส่ใจ เรื่องของวันพรุ่งนี้ค่อยกังวลในวันพรุ่งนี้ วันนี้ควรมีความสุขก็ขอมีความสุขให้เต็มที่เสียก่อน
“ตอนบ่ายฉันจะวาดแบบแปลนสัก 2-3 แผ่น คุณช่วยเอาไปให้ช่างไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้หน่อยนะคะ ทั้งเตียงของเด็กๆ 4 คน ตู้เสื้อผ้า แล้วก็โต๊ะหนังสือ… ต้องมีให้ครบทุกอย่างเลยนะ”
กู้เฉิงหวยรับคำทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ “ครับ”
สองสามีภรรยาต่างก็เป็นคนทำงานคล่องแคล่วว่องไว เมื่อได้ร่วมมือกันทำงานก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลาลงมือห่อเกี๊ยวน้ำ หวงซิ่วหลัน จ้าวลิ่วเหนียง และกู้หลานต่างก็พากันเข้ามาช่วยอย่างแข็งขัน
พอห่อเกี๊ยวได้เกือบหมดแล้ว หลินเจาก็ส่งสัญญาณให้อวี้เป่าเริ่มก่อไฟ
เด็กในชนบทล้วนทำงานเก่งกาจกันทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าเขาโยนหญ้าแห้งที่ติดไฟง่ายเข้าไปในเตาอย่างชำนาญ ก่อนจะจุดไม้ขีดไฟแล้วโยนตามเข้าไป จากนั้นจึงค่อยๆ เติมฟืนท่อนเล็กๆ ที่แห้งสนิทลงไป เพียงชั่วพริบตาไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันที
“ขอบใจมากนะอวี้เป่า เดี๋ยวแม่จะแบ่งเกี๊ยวน้ำให้เพิ่มเป็นรางวัลนะ!” หลินเจาเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
อวี้เป่ายิ้มกว้างจนตาหยี
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมอง
เขามองดูพ่อที่สูงใหญ่และแข็งแกร่งสลับกับแม่ที่พูดจาอ่อนหวานและใจดี ในใจของเขามีฟองอากาศแห่งความสุขผุดขึ้นมาเต็มไปหมดจนแทบจะล้นปรี่
เขารู้สึกว่าตัวเองช่างมีความสุขเหลือเกิน เป็นเด็กที่มีความสุขที่สุดในโลกใบนี้เลยก็ว่าได้
ร่างเล็กๆ ของเหิงเป่าโผล่เข้ามาทางหน้าต่าง “แม่ครับ แล้วผมล่ะครับผมล่ะ ถ้ากินเสร็จแล้วผมล้างจาน แม่จะให้ผมเพิ่มอีกหลายๆ ตัวได้ไหมครับ”
เขาเอ่ยต่อรองอย่างมีเลศนัย
แค่เพียงนึกถึงรสชาติของเกี๊ยวน้ำ เขาก็แทบจะกลืนน้ำลายลงคอไม่ทันแล้ว
หลินเจายิ้มอย่างเอ็นดู “ได้สิจ๊ะ”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน น้ำในกระทะเหล็กก็เดือดปุดๆ ขึ้นมา
เธอจึงเริ่มใส่เกี๊ยวน้ำที่ห่อไว้ลงไปในหม้อ
ไส้ของเกี๊ยวน้ำนั้นบางมาก จึงสุกง่ายดาย
ในเวลาเพียงไม่นาน กลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วของห้องครัว
ฝาแฝดชายหญิงทนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาวิ่งเข้ามาในครัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
“แม่ กิน” เสียงที่พูดช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำเช่นนี้ ฟังเพียงครั้งเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเชียนเป่า
“เป่าจะเอา~” เสียงที่เจือความออดอ้อนนุ่มนวล นั่นคือเสียงของเหยาเป่าอย่างไม่ต้องสงสัย
หลินเจาเหลือบมองสองพี่น้องอย่างขบขัน แล้วหันไปถามกู้เฉิงหวย “ตอนเช้าสองคนนี้ไม่ได้ดื่มนมเหรอคะ”
“ดื่มแล้วครับ” กู้เฉิงหวยตอบ
เขาเป็นคนชงนมให้ลูกๆ เองกับมือ
อวี้เป่ารีบเสริมขึ้นมาทันที “น้องชายกับน้องสาวยังได้กินคุกกี้ชิ้นเล็กด้วยนะครับ!”
เหิงเป่าโอบกอดฝาแฝดชายหญิงพลางใช้แก้มของเขาถูไถไปมาบนใบหน้าของน้องทั้งสองอย่างหมั่นเขี้ยว “เชียนเป่ากับเหยาเป่าเป็นลูกหมูน้อย กินจนท้องป่องแล้วยังจะกินอีกเหรอ”
เชียนเป่ามีอารมณ์คงที่ดั่งหินผา เขามองพี่ชายรองอย่างสงบนิ่งโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ
แต่น้องสาวคนเล็กกลับอารมณ์ร้อนกว่า เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักพี่ชายรองออกไป แต่ก็ไม่เป็นผล เธอจึงโกรธจนแก้มป่องแล้วอ้าแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างไปหาพ่อ
ปากก็ร้องเรียกพ่อไม่หยุดหย่อน
กู้เฉิงหวยอุ้มลูกสาวออกจากห้องครัว พอดีกับที่ได้พบกับแม่กู้ เขาจึงเอ่ยถาม “เหยาเป่ากินเกี๊ยวน้ำได้ไหมครับ”
“ต้มให้นิ่มๆ หน่อยก็แล้วกัน สองคนเล็กกินแต่เปลือกเกี๊ยวได้นิดหน่อย” แม่กู้บอก
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอสังเกตเห็นว่าลูกชายคนที่สามตามใจเหยาเป่ามากจนเกินงาม จนเธออดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาจะเลี้ยงหลานสาวจนเสียคน เธออยากจะเอ่ยปากตักเตือนอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเหยาเป่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านสาม อีกทั้งยังมีพี่ชายแท้ๆ ถึง 3 คน และยังมีลูกพี่ลูกน้องผู้ชายอีกเป็นพรวนคอยปกป้อง การจะเอาแต่ใจไปบ้างก็คงไม่เป็นไรกระมัง
อีกอย่างสะใภ้สามเองก็เอาแต่ใจไม่ใช่เหรอ แต่ก็ยังอยู่ดีมีความสุขได้นี่นา
พอคิดได้ดังนั้น เธอก็ตัดสินใจกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไป
กู้เฉิงหวยลูบหัวลูกสาวคนเล็กเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เดี๋ยวให้แม่ตักเกี๊ยวน้ำให้หนู 2 ตัวนะ”
เหยาเป่าฟังเข้าใจ เธอยื่นหน้าไปประทับรอยจูบที่เปียกโชกไปด้วยน้ำลายลงบนแก้มของพ่อ
เด็กๆ รู้ดีที่สุดว่าใครตามใจตัวเอง เธอมักจะทำตัวตามสบายและกล้าแสดงออกต่อหน้าพ่อมากกว่าพี่ๆ ของเธอเสมอ
เกี๊ยวน้ำสุกง่ายมาก เพียงแค่ลวกในน้ำร้อนไม่กี่ครั้งก็ใช้ได้แล้ว
บนเตามีชามกระเบื้องพิมพ์ลายวางเรียงรายอยู่ ในชามแต่ละใบมีน้ำมันต้นหอมเจียวที่เตรียมไว้แล้วส่งกลิ่นหอมฉุย
แค่ได้กลิ่นน้ำมันต้นหอมเจียวก็ทำให้น้ำลายสอจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
“หอมจัง!!”
“แม่ครับ กินได้หรือยังครับ”
เสียงเร่งเร้าของเด็กแฝดดังขึ้น
“เสร็จแล้วๆ” หลินเจาเองก็อยากกินเหมือนกัน เธอนึกถึงรสชาติของมันมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
เธอตักเกี๊ยวน้ำใส่ชามที่วางเรียงรายอยู่บนเตาอย่างขะมักเขม้น
เด็กแฝดจะยกไปเอง แต่กู้หลานกลัวว่าน้องๆ จะโดนน้ำร้อนลวก เธอจึงอาสาเป็นคนยกออกไปเอง โดยมีกู้ซิงเหย่คอยช่วยอยู่ข้างๆ
อวี้เป่าก็ไม่ได้อยู่เฉย เขานับจำนวนตะเกียบแล้วนำไปวางไว้ที่ลานบ้านอย่างเรียบร้อย
หม้อในชนบทนั้นมีขนาดใหญ่มาก ทำให้สามารถต้มเกี๊ยวครั้งเดียวได้ปริมาณมากพอสำหรับทั้งครอบครัว
ในตอนเช้าตรู่เช่นนี้ บ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านยังไม่ทันได้ก่อไฟ กลิ่นหอมกรุ่นจากบ้านกู้จึงลอยไปไกล จนเด็กๆ หลายคนพากันวิ่งมาที่หน้าประตูบ้านกู้ พลางสูดดมกลิ่นหอมแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ
อวี้เป่าสังเกตเห็นว่าเมาตั้นก็ยืนอยู่ท่ามกลางเด็กเหล่านั้นด้วย เขาจึงวิ่งออกไปลากเมาตั้นเข้ามาในบ้าน
“เมาตั้น นายมาแล้ว รอฉันกับเหิงเป่าแป๊บนึงนะ พอกินข้าวเสร็จ เราค่อยไปบนเขากัน”
เมาตั้นได้กลิ่นหอมจากบ้านกู้จึงรู้ว่าพวกเขากำลังกินข้าวกันอยู่ เขาไม่ได้คิดจะเข้าไปรบกวน แค่อยากจะยืนรอฝาแฝดอยู่ที่หน้าประตู แต่ไม่นึกว่าเจ้าหู่โพจะเห่าทักทายจนทำให้ความแตกเสียก่อน
“คุณปู่กู้ คุณย่า… คุณอาหลิน”
เด็กน้อยทักทายอย่างมีมารยาท
หลินเจายิ้มพลางถาม “สวัสดีตอนเช้าจ้ะเมาตั้น กินอะไรมารึยังจ๊ะ”
“กินไข่มาแล้วครับ” เมาตั้นตอบอย่างเขินอาย
ทุกครั้งที่เขามองหน้าแม่ของฝาแฝด เขาก็มักจะนึกถึงแม่ของตัวเองเสมอ ทำให้เขารู้สึกสนิทสนมกับเธอเป็นพิเศษ
“กินไข่ฟองเดียวจะไปอิ่มอะไร มาทานด้วยกันสิ เดี๋ยวอาไป…” หลินเจาเพิ่งจะลุกขึ้นเตรียมจะเดินเข้าไปในครัว กู้เฉิงหวยก็ใช้มือกดไหล่เธอไว้เบาๆ “คุณนั่งเถอะ เดี๋ยวผมไปเอง”
เขาก้าวขายาวๆ เพียง 2-3 ก้าวก็หายเข้าไปในครัวแล้ว
เมาตั้นยังไม่ทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ เด็กน้อยก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่พูดอย่างเกรงใจว่า “ไม่ต้องหรอกครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ พอดีเหลืออยู่หน่อยนึงพอดี” หลินเจายิ้มอย่างใจดี “แล้วอีกอย่าง เธอไม่ได้อยากจะเรียนทำอาหารกับอาเหรอ วันนี้ถือโอกาสชิมรสชาติไปก่อนนะ วันหลังถ้าอาจะทำอะไรอร่อยๆ จะให้อวี้เป่ากับเหิงเป่าไปเรียกนะ”
อวี้เป่าใช้ช้อนตักเกี๊ยวน้ำขึ้นมาตัวหนึ่ง เป่าให้เย็นแล้วส่งไปจ่อที่ปากของเมาตั้น “นายลองชิมดูสิ อร่อยมากเลยนะ รับรองว่ากินครั้งแรกแล้วจะอยากกินอีก”
เขารู้จักนิสัยขี้เกรงใจของเพื่อนดี เขาจึงจงใจให้เกี๊ยวแตะที่ริมฝีปากของเมาตั้นเบาๆ
แล้วพูดอย่างมีชัยว่า “โดนปากนายแล้วนะ มีน้ำลายนายติดอยู่ด้วย นายไม่กินไม่ได้แล้วนะ”
เหิงเป่าที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยพูดเสริมขึ้นมาว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า นายยังต้องพาพวกเราไปหาของดีๆ บนเขาอีกนะ”
เมื่อวานนี้ที่พวกเขาสามารถเก็บซานจาได้มากมายขนาดนั้นก็เป็นเพราะเมาตั้น
หลินเจาและผู้ใหญ่คนอื่นๆ กลัวว่าเมาตั้นจะรู้สึกอึดอัด จึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจพวกเขา
เมาตั้นแอบเหลียวมองผู้ใหญ่แวบหนึ่ง แล้วก็ยอมกินเกี๊ยวน้ำที่อวี้เป่าป้อนให้ทั้งที่ใบหน้าและใบหูแดงก่ำ
ทันทีที่เกี๊ยวเข้าปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
อร่อยมาก! อร่อยมาก! อร่อยมาก!!
ฮือๆๆ อร่อยกว่าหมูต้มน้ำเปล่าที่เคยกินมาทั้งชีวิตเสียอีก!!!
ในหัวของเด็กน้อยมีประโยคสั้นๆ ที่เป็นตัวหนาตัวใหญ่ผุดขึ้นมาซ้ำๆ เต็มไปหมด
กู้เฉิงหวยยกเกี๊ยวน้ำชามใหม่ออกมาจากครัว แล้วเรียกเมาตั้น “กินสิ”
ทุกครั้งที่เขาสบตากับเด็กน้อยคนนี้ เขาก็มักจะนึกถึงผู้บัญชาการหนิงที่เพิ่งย้ายมาใหม่เสมอ
ทั้งคิ้วและดวงตาช่างเหมือนกันราวกับแกะ
เมาตั้นกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ “ขอบคุณครับคุณอา”
กู้เฉิงหวยโบกมือให้เป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
คืนนั้น เมาตั้นได้บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นลงในสมุดบันทึกของเขา:
‘วันนี้ได้กินเกี๊ยวน้ำที่บ้านกู้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลิ้มรสเกี๊ยวน้ำ มันอร่อยเหมือนกับเกี๊ยวที่แม่เคยทำให้กินไม่มีผิด ตอนที่กินเกี๊ยวน้ำอยู่ น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา ผมคิดถึงแม่จัง คุณอากู้เป็นคนไม่ค่อยพูดไม่ค่อยยิ้ม ดูภายนอกเหมือนว่าแค่หมัดเดียวของเขาก็สามารถทำให้เด็กร้องไห้ได้เลย แต่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนดี เขาเป็นทหารผู้ยิ่งใหญ่ ยายเคยบอกว่าพ่อก็เป็นทหารที่เก่งกาจและกล้าหาญเหมือนกัน ผมคิดถึงพ่อมาก ผมโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเจอหน้าพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าวันหนึ่งพ่อปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าผมกะทันหันก็คงจะดี…’
เด็กชายยังรู้จักตัวอักษรไม่ครบถ้วนดีนัก บันทึกที่เขาเขียนจึงมีทั้งตัวอักษรและพินอินปะปนกันไป แต่ทุกตัวอักษรที่เขาบรรจงเขียนลงไปนั้นล้วนเต็มไปด้วยความตั้งใจ
หลังอาหารเช้า
กู้เฉิงหวยขี่รถจักรยานพาหลินเจามาที่ที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อโทรศัพท์ไปหาครอบครัวอวิ๋น
เช้านี้ที่ที่ทำการไปรษณีย์มีผู้คนมาใช้บริการโทรศัพท์ค่อนข้างหนาตา
ข้างหน้ามีคิวรออยู่ถึง 5 คนด้วยกัน
แต่หลินเจาก็ไม่ได้รู้สึกร้อนใจแต่อย่างใด เธอยืนรอให้คนข้างหน้าโทรศัพท์เสร็จอย่างสงบและใจเย็น
[จบบท]