บทที่ 295: อย่ามาตีสนิท (1/2)
สหายหญิงแซ่ซุนถูกสายตาของผู้มาเยือนจ้องจนต้องถอยกรูดไปหลบอยู่หลังเจิ้งเยว่ พร้อมกับลอบสำรวจหลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ว่าคนพวกนี้เป็นใครกัน
ซ่งซีเวยถือห่อผ้าด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะวางมันลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินตรงไปที่เตียงคนไข้เพื่อดูลูกชายของตัวเอง
เธอขมวดคิ้วมุ่น
“เห็นว่าเจ็บที่ขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไม…สมองถึงได้ดูเชื่องช้าไปด้วยล่ะ”
หลินเฮ่อหลิงมองภรรยาอย่างจนใจ ก่อนจะตบที่ศีรษะของหลินซื่อฝานเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้ม
“เรียกแม่เขาสิลูก ไม่อย่างนั้นแม่คงได้ไปตามหมอมาตรวจสมองให้จริงๆ แล้วนะ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือบนศีรษะ หลินซื่อฝานก็พลันได้สติ ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นทรงพลังเสมอมากลับสั่นเครือด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
“พ่อครับ!?”
“แม่ครับ!?”
เขามองพ่อกับแม่อย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจ ไม่ยอมละสายตาไปไหน
ซ่งซีเวยพยักหน้า “ดูท่าสมองคงไม่มีปัญหาแล้วล่ะ”
สีหน้าของหลินซื่อฝานแข็งทื่อไปทันที
สมองของเขาไม่เคยมีปัญหาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“พ่อครับ แล้วพ่อมาที่นี่ได้ยังไง สุขภาพเป็นยังไงบ้าง ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า อยากจะนอนพักสักหน่อยไหมครับ”
ขณะที่พูด หลินซื่อฝานก็สำรวจร่างกายพ่อของตัวเอง แล้วก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อเห็นว่าหลินเฮ่อหลิงมีใบหน้าแดงระเรื่อ ไม่มีเค้าของความเจ็บป่วยหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอึ้งด้วยสีหน้าแปลกใจ
เอ๊ะ…
ไม่ได้เจอกันไม่กี่ปี ทำไมพ่อถึงดูหนุ่มขึ้นนะ
ปกติคนในวัยนี้ ไหล่กับหลังก็น่าจะเริ่มงุ้มลงแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมพ่อถึงยังดู…สง่างามได้ขนาดนี้
หลินซื่อฝานลูบหน้าตัวเองเบาๆ อืม…ผิวที่กร้านจากการกรำงานหนักกลางแดดกลางฝนทำให้เขาดูแก่กว่าพ่อจริงๆ พ่อไปกินยาอายุวัฒนะอะไรมาหรือเปล่านะ
หลินเฮ่อหลิงเป็นพ่อแท้ๆ ย่อมมองความรู้สึกของลูกชายออก
เขาจึงตอบคำถามของลูกชายคนที่สามอย่างใจเย็นและอ่อนโยนไปทีละข้อ
“พอดีเจาเจาเขาไปเจอยาดีมา พ่อกินแล้วร่างกายก็ฟื้นตัวเร็วมาก ตอนนี้กระปรี้กระเปร่าดี ไม่เจ็บป่วยตรงไหนแล้ว พ่อนอนมาบนรถไฟหลายวันหลายคืนติดกันแล้ว ตอนนี้เลยไม่อยากนอนเท่าไหร่”
หลินซื่อฝานยืดตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดีระคนกับความประหลาดใจ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พ่อหายดีแล้วเหรอครับ”
“ใช่” หลินเฮ่อหลิงยิ้ม “ก่อนจะมา พ่อกับแม่ไปหาหมอมาแล้ว หมออาวุโสบอกว่าพ่อหายดีเป็นปกติแล้วล่ะ”
สิ่งที่เขาไม่ได้เล่าคือหมออาวุโสคนนั้นตกตะลึงจนตาค้าง ถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขากินยาอะไร ทำไมถึงได้อัศจรรย์พันลึกขนาดนี้
พอจะมีอีกไหม
อยากจะขอซื้อต่อ
ไม่ต้องเยอะ ขอแค่เศษเสี้ยวก็ยังดี
แต่พวกเขาก็ได้ปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
“เยี่ยมไปเลยครับ!” หลินซื่อฝานพูดอย่างมีความสุข
เขาเป็นคนหน้าตาหล่อเหลาและดูองอาจ คิ้วและดวงตาได้มาจากพ่อ จึงมีเสน่ห์ตามธรรมชาติ ปกติมักจะทำหน้าเฉยชาไม่ค่อยยิ้ม แต่พอยิ้มขึ้นมาก็เหมือนกับน้ำแข็งที่ละลาย กลายเป็นคนที่ดูสดใสและอบอุ่นขึ้นมาทันที
หลินเฮ่อหลิงเหลือบมองขาของลูกชายแล้วถาม “แล้วขาของลูก…หมอว่ายังไงบ้าง”
รอยยิ้มของหลินซื่อฝานจางลงเล็กน้อย
“ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ครับ คงต้องดูการฟื้นตัวหลังจากนี้อีกที”
เขาไม่ได้เศร้าอยู่นานนัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พ่ออย่างสดใส “พ่อครับ ถ้าผมกลับไปเป็นทหารไม่ได้อีก พ่อจะผิดหวังในตัวผมไหม”
“แปะ!”
นิ้วเรียวยาวราวกับหยกดีดลงบนหน้าผากของหลินซื่อฝานเบาๆ
“ถ้าเป็นทหารต่อไม่ได้ก็กลับบ้านสิ พ่อกับแม่เลี้ยงลูกไหวอยู่แล้ว”
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ หลินซื่อฝานก็รู้สึกร้อนที่ขอบตาขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ อยากจะร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น
นี่มันเรื่องอะไรกัน
เขาคือทหารหาญผู้มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า คำว่า ‘อ่อนแอ’ ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับเขาได้เลยแม้แต่น้อย
หลินเฮ่อหลิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร “พ่อกับแม่เอาโสมมาด้วยนะ รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกว่านี้ก่อน พ่อจะตุ๋นไก่บำรุงให้ หมอยังไม่ได้ตัดสินชี้ขาด ลูกอย่าเพิ่งรีบถอดใจไปก่อนสิ”
หากการแพทย์แผนตะวันตรรักษาไม่ได้ ก็ยังมีการแพทย์แผนจีน
บางทีอาจจะต้องพาซื่อฝานกลับไปให้ปู่เมิ่งช่วยดูอาการ ได้ยินมาว่าท่านเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงและฝีมือเก่งกาจมาก
แล้วก็ถือโอกาสนี้ให้ลูกชายคนที่สามได้เจอกับน้องชายฝาแฝดของตัวเองเสียเลย
“โสมเหรอครับ” หลินซื่อฝานได้ยินเพียงคำนี้ “โสมคนน่ะเหรอครับ”
“แล้วมันจะมีโสมอะไรอีกล่ะ” ซ่งซีเวยรู้สึกว่าลูกชายคนที่สามของเธอดูจะสมองทึ่มไปแล้วจริงๆ ดูคำถามแต่ละอย่างที่เขาถามสิ
“ลูกเจ็บขา เสียเลือดไปตั้งเยอะ ก็ต้องบำรุงร่างกายกันหน่อย จะได้ไม่ทิ้งอาการป่วยเรื้อรังอะไรไว้”
แน่นอนว่าโสมจะใช้อย่างไรนั้น ก็ต้องปรึกษาหมอดูก่อน
หลินซื่อฝานรู้สึกตื้นตันใจจนแทบจะหมดสติไปกับความรักอันเปี่ยมล้นของพ่อกับแม่
เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธทันที
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมแข็งแรงเหมือนวัว ไม่ต้องบำรุงอะไรเป็นพิเศษหรอก โสมนั่นเก็บไว้ให้พ่อดีกว่าครับ”
หลินเฮ่อหลิงยิ้ม “พ่อไม่ต้องการแล้ว แต่ลูกนั่นแหละ…ปากซีดจนไม่มีสีแล้ว ต้องบำรุงหน่อยนะ”
ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
โดยไม่สนใจคนอีกสองคนที่อยู่ในห้องเลยแม้แต่น้อย
สหายหญิงแซ่ซุนยังไม่รีบจากไปไหน หลังจากได้ยินบทสนทนาของครอบครัวหลิน ดวงตาของเธอก็พลันสั่นไหว
โสมอย่างนั้นเหรอ
สายตาของเธอเหลือบมองไปทางหลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวยอย่างซ่อนเร้น ในแววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนออกมา
บ้านของหลินซื่อฝานมีกระทั่งโสม ฐานะทางบ้านคงจะดีไม่น้อยเลยสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้น ในใจของเธอก็พลันเกิดความรู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ บางทีเธออาจจะไม่ควรรีบร้อนตอบรับการตามจีบของเจิ้งเยว่เร็วเกินไป
ดังนั้น สายตาที่เธอมองไปยังหลินซื่อฝานจึงดูตัดพ้ออยู่บ้าง และแฝงไปด้วยการตำหนิอยู่ลึกๆ
ทั้งตำหนิที่หลินซื่อฝานไม่ยอมรับรักเธอเร็วกว่านี้ และตำหนิที่เขาระมัดระวังตัวเกินไปจนไม่เคยปริปากบอกเรื่องฐานะทางบ้านของตัวเองเลย
หากเธอรู้เร็วกว่านี้…
“ผู้บัญชาการกองพันหลิน นี่คุณลุงกับคุณป้าเหรอคะ ทำไมไม่แนะนำให้ฉันรู้จักบ้างล่ะ” สหายหญิงแซ่ซุนเอ่ยปากขึ้น เธอยิ้มหวานให้หลินซื่อฝาน ทำทีราวกับว่าสนิทสนมกับเขาเป็นอย่างดี
หลินซื่อฝานได้แต่งุนงง “?”
ผู้หญิงคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่า
หลินเฮ่อหลิงขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เพราะเขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยน จึงไม่สามารถพูดจาไม่ดีกับใครได้
ซ่งซีเวยหันกลับมา เหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเจิ้งเยว่กับสหายหญิงแซ่ซุนยังคงยืนอยู่ในห้อง “ทำไมพวกคุณยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ”
ใบหน้าของเธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับ
รอยยิ้มของสหายหญิงแซ่ซุนแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
“คุณป้าคะ…”
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ซ่งซีเวยก็ยกมือขึ้นทำท่าให้หยุด แล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าใครว่า “ใครเป็นป้าของคุณ อย่ามาตีสนิทหน่อยเลย ที่คุณกับแฟนคุณคุยกันอยู่หน้าประตูฉันได้ยินหมดทุกคำทุกประโยค ที่ยังไม่จัดการก็เพราะไม่อยากจะถือสาเด็กๆ อย่าให้ต้องลงไม้ลงมือเลยนะ”
“ออกไปให้พ้น! เสแสร้งจนน่าคลื่นไส้!”
ทหารคนสนิทที่ยืนนิ่งเป็นอากาศธาตุอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
!!
เขามองแม่ของผู้บัญชาการกองพันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
กล้าพูดออกมาจริงๆ!
แถมยังพูดได้ดีมากด้วย!
สะใจจริงๆ!
ความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก พลันมลายหายไปในพริบตา
ต้องด่ากลับไปแบบนี้สิถึงจะถูก!
ทั้งแซ่เจิ้งและแซ่ซุนไม่ใช่คนดีทั้งคู่ พวกเขาทั้งสองคนรังแกผู้บัญชาการกองพันของพวกเขาทั้งนั้น
สหายหญิงแซ่ซุนยืนตะลึงงัน ไม่ทันได้ตั้งตัว
เจิ้งเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กำหมัดแน่น แต่ใบหน้ากลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา แถมยังฝืนยิ้มประจบ “ผู้บัญชาการกองพันต้องมาเดือดร้อนก็เพราะผม ไม่ได้เกี่ยวกับสหายหญิงซุนเลยนะครับ คุณป้าทำกับหญิงสาวแบบนี้ ไม่เป็นการไร้มารยาทไปหน่อยเหรอครับ”
คำพูดนี้ทำให้ซ่งซีเวยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
เธอลุกพรวดขึ้น เดินเข้าไปหาเจิ้งเยว่อย่างน่าเกรงขาม ก่อนจะยื่นมือไปกระชากคอเสื้อของเขา บีบคอแล้วลากตัวเขาออกไปนอกห้องผู้ป่วย
เจิ้งเยว่พยายามขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่สามารถสลัดมือที่อยู่ตรงหน้าให้หลุดออกไปได้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
“คุณจะทำอะไร…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ
ซ่งซีเวยก็เหวี่ยงเขาออกไปไกลถึง 2 เมตร
เจิ้งเยว่เสียหลักทรงตัวไม่อยู่ เซถอยหลังไปหลายก้าว จนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง สีหน้าของเขาดูไม่ได้ในทันที
เขามองซ่งซีเวยด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด
เขาอยู่ในวัยฉกรรจ์แท้ๆ ทำไมถึงสลัดมือของผู้หญิงคนหนึ่งไม่หลุดกัน
เจิ้งเยว่ผู้หยิ่งทะนงในตัวเองรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง
ในขณะนั้น หลินเฮ่อหลิงก็ปรากฏตัวที่ประตู ต่อหน้าทุกคนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่ เขาเอ่ยขึ้นว่า “สหายท่านนี้ ถ้าคุณรู้สึกขอบคุณลูกชายของผมที่ช่วยชีวิตคุณไว้จริงๆ ล่ะก็ ต่อไปนี้กรุณาอย่ามาให้เห็นหน้าอีกเลย พวกเราที่เป็นพ่อเป็นแม่ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ”
ประโยคเดียวก็สามารถกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของฝูงชนให้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“ผมไม่เคยเห็นใครที่คอยแต่จะพูดจาทิ่มแทงคนเจ็บแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายของผมยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณไว้อีกด้วย การกระทำของคุณแบบนี้…มันเกินไปหน่อยจริงๆ”
บางเรื่องที่หลินซื่อฝานทำได้ไม่สะดวก ให้พ่อแม่ของเขาเป็นคนลงมือเองจึงเหมาะสมที่สุดแล้ว
และบางครั้ง แค่ประกายไฟเล็กๆ ก็สามารถลุกลามจนกลายเป็นไฟป่าที่โหมกระหน่ำได้
ทุกคน: …ซี้ด!
ทิ่มแทงคนเจ็บอย่างนั้นเหรอ
แถมยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตัวเองไว้อีกต่างหาก
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่ 2-3 คนจะเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน
[จบบท]