บทที่ 297: โลกของผู้ใหญ่ช่างซับซ้อน (1/2)
สายตาของกู้เฉิงหวยคอยจับจ้องอยู่ที่ภรรยาและลูกๆ ไม่วางตา เขาจึงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของเหิงเป่าได้ในทันที
ชายหนุ่มหยิบบ๊วยเม็ดหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วจ่อไปที่ริมฝีปากเล็กๆ ของลูกชาย
“อ้าปากสิ”
เหิงเป่าอ้าปากกว้างตามสัญชาตญาณทันที
บ๊วยเม็ดกลมจึงไหลลื่นเข้าไปในปากเล็กๆ นั้น
เด็กน้อยดูดเม้มอยู่ 2-3 ครั้ง รสชาติเปรี้ยวอมหวานก็ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ไม่นานนักสีหน้าของเขาก็ดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กู้เฉิงหวยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปถามเด็กๆ อีก 3 คนที่เหลือ “แล้วพวกหนูเป็นอะไรหรือเปล่า รู้สึกไม่สบายไหม”
ฝาแฝดชายหญิงส่ายศีรษะปฏิเสธพร้อมกัน
“ผมก็ไม่เป็นไรครับ” อวี้เป่าเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองน้องชายด้วยใบหน้าเล็กๆ ที่เคร่งขรึมและฉายแววกังวลอย่างชัดเจน “น้องเป็นอะไรเหรอครับ”
“น้องเมารถน่ะจ้ะ” หลินเจาถือโอกาสเลื่อนบานหน้าต่างให้เปิดกว้างขึ้นไปอีก พลางอธิบายให้ลูกชายคนโตฟัง “ผู้ใหญ่บางคนก็เมารถเหมือนกันนะ ไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวให้น้องกินบ๊วยไปก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้นจริงๆ แม่ค่อยลองวิธีอื่น”
ในกระเป๋าของเธอยังมีส้มที่รสเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟันเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว
อวี้เป่าค่อยคลายใจลง เขาเอื้อมมือไปกุมมือน้องชายไว้ “เหิงเป่า ตอนนี้ยังรู้สึกไม่ดีอยู่หรือเปล่า”
เหิงเป่าที่กำลังอมบ๊วยอยู่ในปากค่อยๆ ดูดซับรสเปรี้ยวที่ช่วยให้กระเพาะปั่นป่วนสงบลงได้มาก เมื่อได้ยินคำถามจากพี่ชาย เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ
แต่แล้วที่นั่งแถวหน้าทางด้านซ้ายมือ จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาเจียนออกมาพรวดใหญ่
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวคละคลุ้งไปทั่วทั้งคันรถในทันที
ผู้โดยสารคนหนึ่งรีบยกมือขึ้นปิดจมูก พลางร้องออกมาอย่างไม่พอใจ “เหม็นจะตายอยู่แล้ว กลิ่นอะไรน่ารังเกียจขนาดนี้ รีบเปิดหน้าต่างเร็วเข้า เปิดให้หมดทุกบานเลย”
หญิงคนที่อุ้มเด็กอยู่ถึงกับหน้าเสีย เธอทุบหลังลูกสาวตัวเองอย่างแรงด้วยความอับอายและโมโห
“เด็กไม่ได้เรื่อง ทำไมถึงอดทนอีกหน่อยไม่ได้”
การกระทำของลูกทำให้เธอต้องตกเป็นเป้าสายตาและคำรังเกียจจากคนอื่น
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ถึงกับพูดไม่ออก
เหยาเป่าตัวน้อยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ดวงตากลมโตที่สดใสเป็นประกายเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กู้เฉิงหวยเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นปิดหูเล็กๆ ทั้งสองข้างของลูกสาวไว้ เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่นทันที แต่ผู้เป็นพ่อก็ยังคงส่งยิ้มให้ ทว่าแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
สายตาทุกคู่บนรถหันไปจับจ้องยังแม่ลูกคู่นั้น หญิงผู้เป็นแม่มีรูปร่างผอมบางและผิวคล้ำ ดูท่าทางเป็นคนอมทุกข์ที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม มุมปากของเธอตกลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเด็กหญิงก็ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น
เสียงดุด่าและเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กๆ ดังระงม จนกลบเสียงเครื่องยนต์ของรถที่กำลังแล่นอยู่ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อผู้โดยสารคนอื่นๆ ได้เห็นภาพตรงหน้า ก็ไม่มีใครเอ่ยปากบ่นถึงเรื่องกลิ่นเหม็นอีกเลย
ชายคนที่แสดงท่าทีรังเกียจเป็นคนแรก อันที่จริงแล้วเป็นพวกปากร้ายใจดี เขาจึงพูดขัดขึ้นว่า “เอาล่ะๆ พอได้แล้ว แค่เปิดหน้าต่างให้กลิ่นมันระบายออกไปก็พอ อย่าไปตีเด็กเลย ลูกคุณไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย”
หญิงคนนั้นยอมหยุดมือลง แต่แผ่นหลังและก้นของเด็กหญิงก็คงจะแสบร้อนไปหมดแล้ว เธอได้แต่สะอื้นไห้เบาๆ ด้วยความเจ็บปวด โดยไม่กล้าส่งเสียงดังออกมาแม้แต่น้อย
เหิงเป่าเองแม้จะยังรู้สึกไม่สบายตัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้
น่าเสียดายที่เขายังตัวเล็กเกินไป ทั้งยังขยับลุกจากที่นั่งไม่ได้ จึงมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่น้อย พอยืดตัวขึ้นได้ไม่นาน อาการเวียนศีรษะก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เขาจึงต้องเอนตัวพิงพนักนิ่งๆ ดังเดิม
เด็กชายหันไปถามแม่เสียงสั่นด้วยความกังวล “แม่ครับ ถ้า...ถ้าผมอ้วกบ้าง แม่จะตีผมไหมครับ”
“ไม่ตีหรอกจ้ะ” หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางส่งบ๊วยอีกเม็ดเข้าปากเล็กๆ ของลูกชาย “ลูกไม่ได้ตั้งใจนี่นา แม่จะตีลูกทำไมกัน”
“ขอแค่พวกหนูเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน แม่ก็จะไม่ลงไม้ลงมือกับพวกหนูเด็ดขาด”
แน่นอนว่าถ้าถึงเวลาดื้อขึ้นมา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คำตอบของแม่ทำให้เหิงเป่ายิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ในใจพองฟูด้วยความสุข
เขาอ้าปากกว้างทันที “ผมขออีกครับ”
หลินเจาจึงส่งบ๊วยให้เขาอีกเม็ดอย่างตามใจ ก่อนจะหันไปถามลูกชายคนโต “อวี้เป่าจะเอาด้วยไหมลูก”
“เอาครับ”
เธอจึงป้อนบ๊วยให้ลูกชายคนโตอีกหนึ่งเม็ดเช่นกัน
สำหรับเชียนเป่าและเหยาเป่าที่มีแก้มอมชมพูระเรื่อและกำลังสอดส่ายสายตามองสิ่งรอบตัวอย่างกระตือรือร้นนั้นไม่ได้มีอาการเมารถ เธอจึงไม่ได้ป้อนให้ เพราะเด็กแฝดยังเล็กเกินไป หากให้กินของแบบนี้บนรถที่โคลงเคลงไปมาอาจจะสำลักติดคอได้ง่าย
ทันใดนั้นรถก็สั่นสะเทือนอย่างแรงอีกครั้ง เด็กหญิงที่นั่งอยู่แถวหน้าอาเจียนออกมาอีกระลอก ผู้เป็นแม่ก็เริ่มด่าทอเสียงดังลั่น เธอจิกเล็บยาวๆ ของเธอลงบนหน้าผากของลูกสาว พร้อมกับตวาดด้วยความเดือดดาลว่า “นังเด็กไม่ได้เรื่อง พาแกออกมาด้วยมีแต่จะทำให้ฉันอับอายขายขี้หน้า”
เสียงแหลมของเธอดังก้องไปทั่วทั้งคันรถ
ท่าทางที่ดุร้ายราวกับยักษ์มารทำให้เด็กคนอื่นๆ บนรถพากันหดคอด้วยความหวาดกลัว
อวี้เป่าขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เขาหันไปถามแม่ “แม่ครับ ในเมื่อน้องเขาไม่ได้ตั้งใจ แล้วทำไมแม่ของเขาถึงต้องตีด้วยล่ะครับ”
“แม่ว่าเขาคงรู้สึกว่าการที่ลูกอาเจียนออกมามันทำให้เขาเสียหน้าน่ะจ้ะ” หลินเจาคาดเดาจากถ้อยคำที่หญิงคนนั้นพ่นออกมา
ถึงอย่างนั้นอวี้เป่าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เขาเกาแก้มตัวเองเบาๆ “แต่ว่า...ศักดิ์ศรีไม่ใช่สิ่งที่คนเราต้องสร้างขึ้นมาเองเหรอครับ”
“ลูกพูดถูกจ้ะ ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาเอง” หลินเจาเอ่ยชมลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ
น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่บางคนกลับไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย
“ผู้ใหญ่บางคนก็มีความคิดที่บิดเบี้ยวไปหน่อยนะลูก พวกเขาชอบเอาความทุกข์ของตัวเองไปลงที่คนอื่น คนแบบนี้เป็นคนไม่ดี เราต้องอยู่ให้ห่างๆ เข้าไว้ รู้ไหมจ๊ะ”
โลกของผู้ใหญ่นี่ช่างซับซ้อนเสียจริง
“พวกเราเข้าใจแล้วครับ” เด็กดีทั้งสองคนขานรับคำสอนของแม่พร้อมกัน
เสียงอาเจียนจากที่นั่งด้านหน้ายังคงดังแว่วมาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศไม่สู้ดีนัก
ในที่สุดกู้เฉิงหวยก็ตัดสินใจลุกจากที่นั่ง เขาเดินไปยังเด็กหญิงคนนั้นแล้วยื่นบ๊วยชิ้นเล็กๆ ที่เตรียมไว้ให้ 2-3 ชิ้น “หนูลองอมนี่ไว้ในปากนะ ดูสิว่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ไหม”
บ๊วยพวกนี้เขาตั้งใจซื้อมาเผื่อภรรยาและลูกๆ เกิดอาการเมารถโดยเฉพาะ และเพราะกลัวว่าลูกๆ จะกินแล้วติดคอ เขาจึงอุตส่าห์หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ล่วงหน้า
เมื่อบ๊วยรสเปรี้ยวอมหวานเข้าไปในปาก รสขมปร่าที่เด็กหญิงรู้สึกก็ค่อยๆ จางหายไป จะเป็นเพราะบ๊วยออกฤทธิ์ได้ผล หรือเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองของอร่อยจนนึกเสียดายไม่กล้าคายทิ้งกันแน่ แต่เสียงโอดครวญน่ารำคาญนั้นก็ได้เงียบหายไปเป็นปลิดทิ้ง
อวี้เป่าและเหิงเป่ามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พอรู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็มีปฏิกิริยาเหมือนกันเด๊ะ ทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะคิกคักออกมา
หลินเจาแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างเอ็นดู เธอลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายทั้งสองเบาๆ “ลองมองออกไปนอกหน้าต่างสิลูก”
รถยนต์กำลังเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นไม้สองข้างทางดูเหมือนจะวิ่งถอยหลังอย่างรวดเร็ว แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างสะท้อนจนพร่างพราย
อวี้เป่าเบิกตากว้าง เอาใบหน้าเล็กๆ แนบชิดกับกระจกเย็นเฉียบแล้วมองออกไปข้างนอกอย่างตื่นเต้น “แม่ครับ ดูสิ ต้นไม้มันวิ่งถอยหลังใหญ่เลย วิ่งเร็วมากๆ ด้วยครับ”
ส่วนเหิงเป่าไม่กล้าขยับตัวไปไหน เขานั่งพิงพนักพิงอย่างสงบเสงี่ยม แต่ดวงตากลับทอประกายสดใส พร้อมกับส่งเสียงร้อง “ว้าว” ออกมาไม่หยุด
“รถคันนี้วิ่งเร็วมากเลยนะครับ เร็วกว่าจักรยานตั้งเยอะแน่ะ” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม
อวี้เป่าหันไปมองพ่อของเขา “พ่อครับ รถคันใหญ่ที่เรานั่งอยู่เนี่ย มันแพงไหมครับ”
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก “แพงสิ อยากซื้อหรือไง”
“อยากสิครับ” อวี้เป่าฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริง “ถ้าผมมีรถคันใหญ่แบบนี้ ผมก็จะพาคุณปู่คุณย่า แล้วก็พวกพี่หลี่เป่าไปเที่ยวรอบโลกได้เลยครับ”
วลี ‘เที่ยวรอบโลก’ นั้น เขาจำมาจากแม่ของเขาเอง
กู้เฉิงหวยไม่ได้คิดจะดับฝันของลูกชาย “เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ดีนี่ งั้นก็ต้องตั้งใจ...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยคดี อวี้เป่าก็ชิงพูดต่อขึ้นมาเสียก่อน “ต้องตั้งใจเรียน แล้วก็จะเก่งขึ้นทุกๆ วัน ใช่ไหมครับ ผมรู้ดีน่า”
พอได้ยินหัวข้อสนทนาเปลี่ยนมาเป็นเรื่องเรียน เหิงเป่าที่ถึงแม้จะฉลาดแต่ก็ติดเล่นก็ไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยเลยแม้แต่น้อย เขาเมินเฉยต่อวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง แล้วหลับตาลงนิ่งๆ ทำทีเป็นหลับใหล
หลินเจาทนขำกับท่าทีแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ของลูกชายคนรองไม่ไหว เธอเอื้อมมือไปบีบจมูกเล็กๆ ของเขาเบาๆ
“!” ใครกัน ใครมาบีบจมูกเรา
เด็กน้อยยังคงไม่ลืมตา แต่แอบเปลี่ยนมาหายใจทางปากแทนอย่างแนบเนียน ตั้งใจว่าจะสวมบทบาทคนหลับให้ถึงที่สุด
“เจ้าเด็กขี้เกียจ คิดจะหนีการเรียนเหรอ” หลินเจาคลายมือออก แล้วใช้นิ้วชี้จิ้มที่ปลายจมูกของเหิงเป่าอย่างมันเขี้ยว “พอกลับถึงบ้านแล้วต้องทำการบ้านชดเชยด้วยนะ”
อวี้เป่ารีบรับคำอย่างแข็งขัน “แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะคอยคุมน้องเองครับ”
หลินเจาลูบแก้มยุ้ยของลูกชายคนโต “งั้นตอนนี้หลับตานอนพักเอาแรงกันก่อนนะลูก ถึงที่หมายแล้วแม่จะปลุกเอง”
“แล้วเราจะไปถึงที่ไหนเหรอครับ” อวี้เป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เราจะไปลงที่สถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟต่อไปยังตัวเมืองจ้ะ” หลินเจาตอบพลางกระชับอ้อมแขน เชียนเป่าตัวน้อยที่ซบอยู่ในอกของเธอหาวออกมาหวอดใหญ่ ก่อนจะหลับตาพริ้มแล้วขยำชายเสื้อของแม่ไว้แน่น
เมื่อคืนนี้ หลินเจาเพิ่งจะเล่าสารพัดกรณีของคนร้ายที่ลักพาตัวเด็กให้ลูกๆ ทั้ง 4 คนฟังอย่างละเอียด ทำให้ตอนนี้อวี้เป่าและน้องๆ ทุกคนต่างเฝ้าระวังตัวแจ
เหิงเป่าที่เมื่อครู่ยังแกล้งหลับอยู่ ลืมตาโพลงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘รถไฟ’ ดวงตาของเขาสุกใสเป็นประกาย “รถไฟเหรอครับ มันเหมือนกับรถคันนี้หรือเปล่าครับ”
“อ้าว ไหนว่าหลับไปแล้วไง ตื่นแล้วเหรอเรา” หลินเจาแกล้งเย้าอย่างนึกขัน
เหิงเป่าหัวเราะแหะๆ แก้เก้อ
“เรื่องนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ ไม่เคยนั่งเลย ต้องถามพ่อเขาดูนะ”
คำตอบนั้นทำเอาเด็กแฝดถึงกับประหลาดใจ พวกเขานึกว่าแม่ผู้เก่งกาจของตนจะรอบรู้ไปเสียทุกเรื่องเสียอีก พอได้รู้ว่าแม่เองก็ยังไม่เคยนั่งรถไฟเหมือนกัน ความตื่นเต้นกังวลที่เคยมีอยู่ก็พลันมลายหายไป
เด็กๆ หันไปมองผู้เป็นพ่อเป็นตาเดียวกัน
“รถไฟน่ะยาวมากเลยนะลูก มันมีตู้โดยสารหลายๆ ตู้ต่อกัน แต่ละตู้ก็นั่งได้หลายคนเลย แล้วตอนที่มันวิ่ง มันจะมีเสียงดัง ‘ฉึกฉัก ฉึกฉัก’ แบบนี้...” กู้เฉิงหวยอธิบายให้ลูกชายฟังด้วยความใจเย็น
เหิงเป่าร้องถามเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “พ่อครับ แล้วมันวิ่งเร็วกว่ารถคันนี้อีกเหรอครับ”
“เสียงดังไปหน่อยแล้วนะเรา” หลินเจากระซิบเตือนเบาๆ
เด็กชายรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที ขนตาที่ทั้งยาวและดำสนิทกระพือไหว เผยให้เห็นแววฉลาดเฉลียวซุกซน
กู้เฉิงหวยยิ้มบางๆ แล้วตอบ “ใช่จ้ะ เร็วกว่ารถคันนี้อีก”
เพียงเท่านี้ ในใจของเหิงเป่าก็มีความคาดหวังใหม่ผลิบานขึ้นมาแล้ว
เป็นธรรมดาที่เด็กๆ จะตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ แต่ความสนใจนั้นก็มักจะอยู่ได้ไม่นานนัก หลังจากนั่งรถโยกเยกมาได้ครึ่งชั่วโมง ความกระตือรือร้นในช่วงแรกก็เหือดหายไปกว่าครึ่ง เด็กๆ เอนตัวพิงพนักพิงแล้วหลับใหลไปในที่สุด
อันที่จริง การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเลยแม้แต่น้อย ที่นั่งทั้งแคบและเบียดเสียด เสียงเครื่องยนต์ก็ดังสนั่น ทั้งถนนหนทางก็ขรุขระจนน่าเวียนหัว
[จบบท]