บทที่ 298: โลกของผู้ใหญ่ช่างซับซ้อน (2/2)
หลินเจานึกถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับขึ้นมาได้ ในนั้นบอกไว้ว่าในอนาคตการคมนาคมจะสะดวกสบายขึ้นอีกมาก ผู้คนจะเดินทางได้อย่างรวดเร็วและสุขสบาย การเดินทางข้ามจังหวัดจะเป็นเรื่องง่ายดายและใช้เวลาไม่นานเลย จะดีแค่ไหนกันนะถ้าวันนั้นมาถึงเร็วขึ้นอีกหน่อย
กู้เฉิงหวยสังเกตเห็นว่าภรรยาของเขากำลังเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย จึงเอียงคอถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรไปครับ ไม่สบายหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ” หลินเจาส่ายหน้า หันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าอ่อนโยนและแววตาที่เปี่ยมด้วยความเห็นใจ
“ฉันแค่กำลังคิดว่า...ทุกครั้งที่คุณเดินทางกลับมามันคงจะทุลักทุเลน่าดู การเดินทางคงจะเหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะ”
แววตาของกู้เฉิงหวยอ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม เขายิ้มพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่เลยสักนิด ทุกครั้งที่ได้กลับมา แค่คิดว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอหน้าคุณ...”
สายตาคมกริบแต่ทว่าอบอุ่นกวาดมองลูกๆ ทั้งสี่ที่หลับใหลอยู่ “ได้เจอหน้าลูกๆ ผมก็มีความสุขจนลืมความเหนื่อยไปหมดแล้วล่ะครับ”
และนั่นคือคำพูดที่ออกมาจากหัวใจของเขาจริงๆ
เพราะเขาและเจาเจาไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน เขาจึงทะนุถนอมทุกโอกาสที่ได้พบหน้า เฝ้ารอคอยอย่างเปี่ยมล้นด้วยความหวัง ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจึงไม่เคยระคายความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย
หลินเจาเอื้อมมือไปกุมมือของกู้เฉิงหวยไว้แน่น สอดประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน ก่อนจะหันหน้าไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พลางแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุข
กู้เฉิงหวยทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างของภรรยา แววตาของเขาอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ทะนุถนอมอย่างสุดซึ้ง
เขากระชับมือที่กุมไว้อย่างแผ่วเบา ดวงตาที่ลึกล้ำฉายประกายแห่งรอยยิ้มจางๆ
เวลาผ่านไปสักพัก ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็เริ่มเงียบเสียงลง บรรยากาศในรถจึงเงียบสงบลงถนัดตา จะมีก็เพียงเสียงกรนเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น
การเดินทางที่ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า
ในที่สุดรถก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วเพื่อเตรียมจอด
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันไพเราะของกู้เฉิงหวยก็ดังขึ้นข้างหูของหลินเจา
“เจาเจา...”
เพียงแค่เขาเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ หลินเจาก็ลืมตาขึ้นทันที ในดวงตาคู่นั้นแทบไม่มีร่องรอยของความง่วงงุนหลงเหลืออยู่เลย
กู้เฉิงหวยถึงกับแปลกใจ “คุณยังไม่หลับเหรอ”
“ค่ะ” หลินเจาใช้นิ้วนวดคลึงที่ขมับเบาๆ “รถมันโคลงเคลงเกินไป ฉันนอนไม่หลับเลยค่ะ”
นั่งรถนานจนรู้สึกปวดหัวตุบๆ
แววตาเห็นใจฉายชัดขึ้นในดวงตาสีนิลอันลึกล้ำของกู้เฉิงหวย เขากล่าวปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “อดทนอีกนิดนะครับ เดี๋ยวพอขึ้นรถไฟแล้วค่อยนอนพักผ่อนนะ”
“คุณซื้อตั๋วนอนได้ด้วยเหรอคะ” ดวงตาของหลินเจาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ได้สิครับ” สำหรับกู้เฉิงหวยที่มีบัตรประจำตัวนายทหารแล้ว การซื้อตั๋วนอนไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
และถึงแม้จะซื้อไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะเขายังพอมีเส้นสายอยู่ที่การรถไฟ อย่างมากก็แค่ต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
เวลาที่ต้องเดินทางคนเดียว เขาไม่เคยซื้อตั๋วนอนเลยสักครั้ง เขามักจะเลือกตั๋วที่นั่งธรรมดาเสมอเพื่อประหยัดเงินส่วนต่างนั้นไว้ซื้อเสื้อโค้ทตัวใหม่ให้เจาเจาได้ แต่เมื่อต้องเดินทางพร้อมภรรยาและลูกๆ ผู้บัญชาการกองพันอย่างเขาไม่มีวันยอมให้พวกเขาต้องมาทนลำบากเช่นนี้เด็ดขาด
หลินเจาเอาใบหน้าซบลงกับไหล่ของกู้เฉิงหวยอย่างออดอ้อน น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความสุข “ท่านผู้บัญชาการกองพัน คุณสุดยอดไปเลยค่ะ”
คำชมจากภรรยาสุดที่รักทำให้มุมปากของกู้เฉิงหวยยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ลบเลือนภาพลักษณ์ที่เคยเย็นชาไปจนหมดสิ้น
หลินเจาค่อยๆ แตะที่ไหล่ของอวี้เป่าและเหิงเป่าทีละคน “ใกล้จะถึงแล้ว ตื่นได้แล้วนะลูก”
เด็กชายทั้งสองลืมตาขึ้นแทบจะพร้อมกัน พวกเขาขยี้ตาเบาๆ แล้วมองไปรอบๆ อย่างมึนงง เห็นได้ชัดว่ายังไม่ตื่นดี
รถจอดสนิทแล้ว ผู้คนเริ่มทยอยกันลงจากรถ
“เราไม่ต้องรีบหรอกค่ะ รอลงคนสุดท้ายก็ได้” หลินเจาบอกสามี
ตอนขึ้นรถจำเป็นต้องรีบแย่งกันเพื่อหาทำเลที่นั่งดีๆ แต่ตอนลงจากรถนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอีกต่อไป
เด็กๆ ต่างก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เสียงจอแจรอบตัวปลุกให้เชียนเป่าตื่นขึ้นจากนิทรา เด็กชายซบใบหน้าเล็กๆ ลงบนบ่าของแม่ ดวงตาสีดำขลับที่ฉ่ำวาวราวกับผืนน้ำกวาดมองไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ
“อ้าว เชียนเป่าตื่นแล้วเหรอ หิวไหมครับ เดี๋ยวพอเราลงจากรถแล้วจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันนะ” หลินเจาลูบที่ท้ายทอยของลูกชายคนเล็กอย่างอ่อนโยน
เชียนเป่ายิ้มตอบจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
หลังจากลงจากรถ กู้เฉิงหวยก็พาภรรยาและลูกๆ ตรงไปยังภัตตาคารของรัฐที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมกับสั่งอาหารมา 2-3 อย่าง
ระหว่างที่รออาหาร เขาก็ตัดสินใจพาลูกชายฝาแฝดคนโตทั้งสองคนไปซื้อตั๋วรถไฟก่อน
เหตุผลที่กู้เฉิงหวยวางใจทิ้งให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังก็เพราะด้านนอกสถานีรถไฟมีตำรวจคอยเดินตรวจตราอยู่ตลอดเวลา ในภัตตาคารก็เต็มไปด้วยผู้คน ที่สำคัญที่สุด ภรรยาของเขาทั้งฉลาด มีไหวพริบ ทั้งยังมีพละกำลังและวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง เขาจึงไม่กังวลมากนัก
“แม่ครับ แม่ต้องอยู่กับน้องๆ เรียบร้อยๆ นะครับ ห้ามวิ่งไปไหนนะ เดี๋ยวพวกผมจะรีบกลับมา” อวี้เป่ากำชับมารดาด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงจัง
เขายังจำเรื่องที่คุณแม่เล่าให้ฟังเมื่อคืนได้ขึ้นใจ พวกแก๊งลักพาตัวไม่ได้ชอบแค่เด็กๆ เท่านั้น แต่ยังชอบลักพาตัวหญิงสาวสวยๆ อย่างคุณแม่ของเขาอีกด้วย
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับความคิดของลูกชาย “...จ้ะๆ แม่รู้แล้ว”
เหิงเป่าก็หันไปกำชับฝาแฝดชายหญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เช่นกัน “พวกน้องต้องอยู่กับแม่ดีๆ นะรู้ไหม เดี๋ยวพี่ชายแป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว”
เชียนเป่าและเหยาเป่านั่งเรียบร้อยอยู่บนม้านั่งไม้ยาว ทั้งคู่จับมือกันไว้แน่นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสนอกสนใจ ก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่งของพี่ชาย
“อื้อ”
“แล้วลูกสองคนก็ต้องเกาะพ่อไว้ให้แน่นๆ เหมือนกันนะ อย่าเผลอเดินห่างจนหลงกันล่ะ” หลินเจาไม่ลืมที่จะกำชับลูกชายฝาแฝดของเธอกลับ
เด็กชายทั้งสองคนรับคำอย่างหนักแน่นในทันที
ถ้าถูกลักพาตัวไป พวกเขาก็จะไม่ได้เจอหน้าพ่อกับแม่อีกแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องเกาะพ่อไว้ให้แน่นที่สุด
อาหารร้อนๆ ถูกนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะพร้อมกับที่กู้เฉิงหวยและลูกชายทั้งสองเดินกลับมาพอดี
ทันทีที่นั่งลง เขาก็ยื่นตั๋วในมือให้หลินเจาพร้อมกับรอยยิ้ม “ผมซื้อตั๋วนอนมาได้ 3 ใบครับ”
หลินเจารับตั๋วมาถือไว้แล้วยิ้มกว้างจนตาหยี “เยี่ยมไปเลย จะได้นอนเหยียดยาวสบายๆ แล้ว”
“ครับ”
หลังจากการไปซื้อตั๋วครั้งนี้ สายตาที่อวี้เป่าและเหิงเป่าใช้มองพ่อก็ยิ่งสุกใสเป็นประกายกว่าเดิม ในแววตานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความเทิดทูนบูชา
หลินเจาเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “อวี้เป่า เหิงเป่า ทำไมเงียบไปเลยล่ะลูก แล้วสายตาที่มองพ่อนั่นมันอะไรกัน... เหมือนเพิ่งเคยเจอหน้าพ่อครั้งแรกอย่างนั้นแหละ”
อวี้เป่าละสายตาจากพ่อแล้วหันมาพูดกับแม่อย่างภาคภูมิใจ “แม่ครับ พ่อของพวกเราเก่งที่สุดในโลกเลย”
“โอ้โห ขนาดนั้นเชียว” หลินเจาทำท่าประหลาดใจ “ไหนลองเล่าให้แม่ฟังหน่อยสิว่าไปเจออะไรมา”
“พนักงานขายตั๋วคนนั้นน่ะครับ เวลาเขาพูดกับคนอื่นเขาทำแบบนี้...” อวี้เป่าเอานิ้วดึงมุมปากตัวเองให้ตกลง ทำตาขวางเลียนแบบท่าทางดุร้ายของพนักงานคนนั้น “เขาทำหน้าดุมากๆ เลยครับ แต่พอพ่อหยิบสมุดเล่มเล็กๆ ของพ่อออกมาเท่านั้นแหละ คุณป้าคนนั้นเปลี่ยนท่าทีไปเลยครับ”
เหิงเป่ารีบอ้อนแม่ทันที “แม่ครับ ผมอยากดูสมุดของพ่อบ้างจัง แม่ช่วยผมหน่อยนะครับ นะครับ”
“ไม่ได้จ้ะ” หลินเจาปฏิเสธคำขอของลูกชายอย่างหนักแน่น “นั่นเป็นของสำคัญ เด็กๆ แตะต้องไม่ได้นะลูก เป็นเด็กดีแล้วกินข้าวต่อนะ มีเนื้ออร่อยๆ ด้วยเห็นไหม” น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
เหิงเป่าเป็นเด็กที่ฉลาดและรู้จักดูสีหน้าคน เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เขาจึงล้มเลิกความคิดนั้นทันที แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากอย่างว่าง่าย
ณ สถานีรถไฟในเมืองหลวง
เมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ยืนมองย้อนกลับไปบนเส้นทางที่เพิ่งจากมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
สองพี่น้องกุมมือกันไว้แน่นเสียจนข้อนิ้วขาวซีด
เสี่ยวไป๋เบียดร่างเล็กๆ เข้าหาพี่ชายแล้วกระซิบถามเสียงสั่น “พี่ครับ...เราจะได้กลับมาอีกไหม”
“ได้สิ” เมิ่งจิงโม่ลดสายตาลงมองน้องชาย คำพูดของเขาหนักแน่นและทรงพลัง “เราจะกลับมาพร้อมกับพ่อ”
เสี่ยวไป๋กำหมัดแน่นแล้วชกอากาศเบาๆ 2-3 ครั้ง น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังดูแข็งกร้าวแบบเด็กๆ แต่น่าเอ็นดู “รอให้พ่อกลับมาก่อนเถอะ พวกคนใจร้ายที่บ้านต้องโดนดีแน่ พวกนั้นบังอาจมาตีพี่ พ่อจะต้องแก้แค้นให้พี่แน่ๆ เลย”
จิงโม่เองก็เชื่อมั่นในเรื่องนั้นอย่างสุดหัวใจเช่นกัน
“อืม ไปกันเถอะ”
แต่เสี่ยวไป๋กลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “พี่ครับ แล้วแม่ล่ะ แม่ไม่มากับเราเหรอ”
เด็กน้อยเพิ่งจะอายุ 4 ขวบกว่าเท่านั้น เป็นช่วงวัยที่ไม่ค่อยเก็บเรื่องราวร้ายๆ มาใส่ใจ เขายังจดจำช่วงเวลาที่หยวนฉินเคยดีกับพวกเขาได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่เขาจะยังคงถามหาแม่อยู่
สำหรับเรื่องที่ช่วงหลังมานี้แม่ไม่ได้ปกป้องพวกเขาเลยนั้น เด็กน้อยไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ในหัวใจดวงเล็กๆ ของเขา มีเพียงครอบครัวของคุณยายเท่านั้นที่เลวร้ายที่สุด
จิงโม่ส่ายหน้าช้าๆ
เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของน้องชายแล้วพูดว่า “ถ้าแม่ไปด้วย พ่อจะโดนคนอื่นรังแกนะ...แล้วเรายังอยากให้แม่มากับเราอยู่หรือเปล่า”
[จบบท]