บทที่ 299: เปิดโลกกว้าง (1/2)
ถ้าให้เทียบกันแล้ว หนูน้อยกว่างไป๋จะติดพ่อมากกว่าหยวนฉิน พอได้ยินที่พี่ชายพูด เด็กน้อยก็ตกใจจนส่ายหน้าไปมาอย่างแรง
“ไม่เอานะ!”
“ผมไม่อยากให้พ่อโดนตี”
“โดนตีมันเจ็บมากนะ ไม่เอาแล้ว! ผมไม่อยากให้แม่อยู่กับพวกเราแล้ว!”
น้ำเสียงของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความร้อนรนและสับสน
พี่ชายรีบปลอบน้องชาย “โอเค ต่อไปนี้อย่าพูดถึงพวกเขาต่อหน้าพ่ออีกนะ รู้มั้ย”
เมิ่งจิงโม่อายุมากกว่าน้องจึงพอจะรู้ว่าชะตากรรมของคนที่ถูกจับตัวไปนั้นเป็นอย่างไร อย่างดีหน่อยก็แค่ถูกส่งไปล้างห้องน้ำ แต่พ่อของพวกเขาที่ถูกส่งตัวไปคงต้องลำบากยิ่งกว่านั้นมาก
คงพูดได้แค่ว่าเด็กที่ขาดพ่อคอยดูแลมักจะโตเร็วกว่าเด็กทั่วไปอย่างน่าตกใจ
“อื้อ ผมจะไม่พูด” กว่างไป๋รับคำอย่างหนักแน่น
อวิ๋นเจี้ยนมองสองพี่น้องสกุลเมิ่งด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้เอ่ยเร่งอะไร เพราะรู้ดีว่าการจากไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ จึงปล่อยให้เด็กๆ ได้มองให้นานอีกหน่อย
เมิ่งจิงโม่หันไปมองอวิ๋นเจี้ยน
“คุณอาอวิ๋น ไปกันเถอะครับ”
อวิ๋นเจี้ยนส่งเสียงในลำคอเบาๆ ก่อนจะเดินนำหน้าไป แต่สายตาก็ยังคอยเหลือบมองเด็กทั้งสองเป็นพักๆ
“นี่พวกนายสองคนไม่กลัวว่าฉันจะเป็นคนไม่ดีจริงๆ เหรอ”
“ไม่กลัวครับ” เมิ่งจิงโม่ตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด
เขาแอบสังเกตคุณอาอวิ๋นคนนี้มาสักพักแล้ว ทั้งนาฬิกาข้อมือที่น่าจะมีราคาเกิน 100 หยวน เสื้อผ้าที่แม้จะดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ากลับดีเยี่ยม ไหนจะรองเท้าหนังที่สวมอยู่อีก
ต่อให้เอาตัวเขากับน้องชายไปขาย ก็คงไม่ได้เงินพอที่จะซื้อของพวกนี้ได้ด้วยซ้ำ
คนคนนี้ไม่ใช่คนเดือดร้อนเรื่องเงินแน่นอน
อวิ๋นเจี้ยนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ “ตาแหลมดีนี่ พี่อวิ๋นคนนี้ไม่สนใจเงินเล็กๆ น้อยๆ นั่นหรอก”
“ฉันจะพานายสองคนไปส่งที่เมืองเอกของมณฑล X พอไปถึงที่นั่นก็ไปเจอสหายเก่าของฉัน เขาจะพานายไปหาพ่อเอง”
เมิ่งจิงโม่กระพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจนัก “...เมื่อก่อนคุณอาเคยเป็นทหารเหรอครับ”
“ทำไมล่ะ” อวิ๋นเจี้ยนเหลือบมองเด็กชาย “ดูไม่เหมือนหรือไง”
“...ก็ไม่เชิงครับ” เมิ่งจิงโม่ตอบเลี่ยงๆ
เพียงแต่...ท่าทางดูคล้ายนักเลงกลับใจไปหน่อย
ด้วยลักษณะงานที่พิเศษของอวิ๋นเจี้ยน ทำให้เขาต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศอยู่บ่อยครั้ง จำนวนครั้งที่เขานั่งรถไฟอาจจะมากกว่าจำนวนครั้งที่บางคนได้ขี่จักรยานเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นเขาจึงพาพี่น้องสกุลเมิ่งขึ้นรถไฟไปได้อย่างคล่องแคล่วและคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี
คุณชายอวิ๋นที่มาจากครอบครัวฐานะดีไม่เคยนั่งที่นั่งชั้นธรรมดาอยู่แล้ว เขาจึงจองตั๋วตู้นอนถึง 3 ที่
ทันทีที่ขึ้นมาบนรถไฟ เขาก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองก่อนใคร
“เตียงสองเตียงนั่นเป็นของพวกนาย อยากจะนอนก็นอน ไม่อยากนอนก็นั่งเล่นไป แต่ทางที่ดีอย่าออกไปจากห้องนี้นะ ระวังจะโดนคนวางยาแล้วจับตัวไปขาย”
“ผมจะคอยดูน้องเองครับ” เมิ่งจิงโม่ไม่อยากรบกวนอวิ๋นเจี้ยนมากเกินไป
กว่างไป๋เอ่ยเสียงนุ่ม “ผมจะอยู่กับพี่ ไม่ไปไหนหรอกครับ”
อวิ๋นเจี้ยนคิดในใจ แล้วถ้าเกิดปวดหนักขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ
“ถ้าจะไปห้องน้ำก็มาบอกฉัน เดี๋ยวฉันพาไป”
เมิ่งจิงโม่ขอบคุณอย่างสุภาพ “ขอบคุณครับคุณอาอวิ๋น”
เมื่อไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคาม ท่าทีแข็งกร้าวราวกับเม่นพองขนของเด็กชายก็อ่อนลง เผยให้เห็นกิริยามารยาทของเด็กที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี
อวิ๋นเจี้ยนไม่ได้รู้สึกไม่ชอบเมิ่งจิงโม่ ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกชื่นชมเด็กคนนี้อยู่ลึกๆ ที่เป็นเด็กฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นยาวๆ
ขบวนรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา
สองพี่น้องสกุลเมิ่งรีบขยับไปชิดหน้าต่างเพื่อมองดูทิวทัศน์ข้างนอก ภาพสถานีรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป ทำให้พวกเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า…กำลังจะจากที่นี่ไปแล้วจริงๆ
“พี่ครับ รถไฟออกแล้ว” กว่างไป๋กอดแขนพี่ชายไว้แน่น ความกังวลเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจช้าๆ
“ไม่ต้องกลัวนะ เรากำลังจะไปหาพ่อ พ่อรอพวกเราอยู่” เมิ่งจิงโม่เอ่ยปลอบน้องชาย
พอได้ยินว่ากำลังจะไปหาพ่อ สองมือน้อยๆ ของกว่างไป๋ก็กำเข้าหากันแน่น ใบหน้าฉายแววคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
เมิ่งจิงโม่มองภาพชานชาลาที่เคลื่อนถอยหลังไปจนกระทั่งกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในสายตา ก่อนจะค่อยๆ ละสายตากลับมาอย่างเชื่องช้า
เขาจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง
และเมื่อถึงวันนั้น ตระกูลหยวน…
ดวงตาสีดั่งรัตติกาลของเด็กหนุ่มที่ใบหน้ายังเจือความเยาว์วัยฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง
หลังจากที่ครอบครัวของหลินเจาทานข้าวเย็นเสร็จ ก็พากันขึ้นรถไฟเช่นกัน
ตู้นอนไม่ได้แออัดมากนัก ภายในห้องมีเตียง 4 เตียง และมีผู้โดยสารคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว
ภายในห้องมีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว เธอดูอ่อนโยนและมีดวงตาที่สดใส มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อยที่น่ารักราวกับตุ๊กตาแกะสลัก เด็กหญิงน่าจะอายุราวๆ 3 ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู
“แม่ครับ ผมอยากนอนเตียงบน” เหิงเป่าร้องบอกทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง
กู้เฉิงหวยจัดการเก็บกระเป๋าสัมภาระเข้าที่ ก่อนจะพูดขึ้นสบายๆ “ลูกนอนเตียงเดียวกับพี่เขานี่นา ลองไปคุยกันดูสิ”
ส่วนแฝดคู่เล็กยังเด็กเกินไป เขาจะเป็นคนคอยดูแลเอง สำหรับเจาเจาที่กำลังไม่สบายก็ได้นอนพักคนเดียวสบายๆ บนเตียงหนึ่ง
เหิงเป่าหันไปมองอวี้เป่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
อวี้เป่ามองเตียงชั้นบนสลับกับเตียงชั้นล่าง ก่อนจะพยักหน้ารับ “ได้เลย นอนข้างบนกัน”
เขาก็ยังไม่เคยนอนบนเตียงที่สูงขนาดนี้เหมือนกัน
เตียงชั้นล่างเตียงหนึ่งเป็นของพวกเขา หลินเจาจึงนั่งลงแล้วบอกกับลูกแฝดว่า “ถ้าอยากจะนอนค่อยปีนขึ้นไปนะ ตอนนี้ก็นั่งเล่นอยู่ข้างล่างไปก่อน”
เด็กน้อยทั้งสองถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงทันที ก่อนจะพากันไปสำรวจหน้าต่าง
เหิงเป่าลองใช้มือดันบานหน้าต่างขึ้น มันก็เลื่อนเปิดออกได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้นก็มีลมอุ่นๆ สายหนึ่งพัดเข้ามาปะทะใบหน้า
“มีลมด้วย!” เหิงเป่าร้องเสียงดังอย่างตื่นเต้น แล้วทำท่าจะยื่นตัวออกไปข้างนอก
หลินเจารีบคว้าตัวเจ้าลูกชายตัวดีที่ซนเกินเหตุกลับเข้ามา ก่อนจะฟาดลงไปบนก้นเบาๆ สองที
“ยังจะซนอีกเหรอ!” เธอทำหน้าขรึมแกล้งดุ “ถ้าตกลงไปจะทำยังไง ถ้ายังดื้อแบบนี้อีกวันหลังแม่ไม่พามาด้วยแล้วนะ”
เหิงเป่ารีบเอามือกุมก้นตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและขัดเขิน
เขาอยากจะโกรธแม่ แต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด จึงได้แต่ขมุบขมิบปาก สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังให้แม่แล้วหันหน้าเข้าผนังรถไฟแทน ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังและท้ายทอยกลมๆ ที่บ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจอย่างยิ่ง
แม่มาตีกันต่อหน้าพี่ชายกับน้องๆ แบบนี้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่สนใจลูกชายที่กำลังงอน เธอนำแก้วเคลือบออกมาแล้วเติมน้ำตาลทรายขาวลงไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นให้กู้เฉิงหวย “คุณไปกดน้ำร้อนมาให้หน่อยค่ะ”
กู้เฉิงหวยเหลือบมองเหิงเป่าที่นั่งหันหลังให้แวบหนึ่ง ก่อนจะรับแก้วไปแต่โดยดี
อวี้เป่าค่อยๆ ใช้นิ้วจิ้มไปที่ไหล่ของน้องชายที่กำลังนั่งงอนไม่พูดไม่จา
“นายโกรธแม่อยู่เหรอ”
เหิงเป่าแอบชำเลืองมองแม่ ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นฉายแววน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด
หลินเจาเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
ตัวก็แค่นี้ แต่กลับรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองน่าดู
อวี้เป่าจับน้องชายให้นั่งลงดีๆ แล้วตัวเองก็นั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาเขา แม้น้ำเสียงจะยังเจือความไร้เดียงสา แต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจัง “ครั้งนี้นายเป็นฝ่ายผิดนะ”
เหิงเป่าเบิกตากว้างทันที ใบหน้าแสดงความน้อยใจออกมาเต็มที่
“ก่อนที่เราจะออกมากัน เราสัญญากับพ่อกับแม่แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะเชื่อฟังท่านตลอดทาง แต่นี่นายยังไม่ได้ขออนุญาตก็คิดจะปีนออกไปนอกหน้าต่างแล้ว ถ้าเกิดนายปีนขึ้นไปตอนที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่ แล้วเกิดจับไม่แน่นจนตกลงไปจะทำยังไง” อวี้เป่าค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้น้องชายฟัง “เมื่อกี้นายปีนหน้าต่าง พี่เห็นแล้วยังอยากจะตีนายเลย”
เหิงเป่าเผลอยกมือขึ้นกุมก้นตัวเองอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
เด็กชายมองพี่ชายของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เมื่อสบเข้ากับใบหน้าที่จริงจังของพี่ชาย
เหิงเป่าก็เริ่มอยู่ไม่สุข เขาใช้นิ้วจิ้มกันไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก
เพียงครู่เดียวเท่านั้น
สุดท้ายเหิงเป่าก็ทนสายตากดดันของพี่ชายไม่ไหว เขายื่นมือออกไปตรงหน้าพี่ชาย “พี่…ตีผมสิ”
อวี้เป่าไม่ได้ตี แต่กลับถามน้องชายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “นายรู้ตัวหรือยังว่าทำผิด”
เหิงเป่ารีบพยักหน้าหงึกๆ “รู้แล้วครับ รู้แล้วครับ”
“ครั้งนี้พี่ยกโทษให้ แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก พี่จะตีก้นนายเอง” อวี้เป่าเอ่ยขู่
เหิงเป่าหน้าแดงก่ำ พูดเสียงอ่อยอย่างขัดเขิน “...ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ”
“แล้วเมื่อกี้นายโกรธแม่ไม่ใช่เหรอ ต้องไปยอมรับผิดกับแม่สิ”
เหิงเป่าเชื่อฟังพี่ชายที่สุด เขาจึงค่อยๆ ขยับเข่าเข้าไปหาแม่อย่างอิดออด มือเล็กๆ เอื้อมไปดึงชายเสื้อของเธอไว้ พลางชำเลืองมองสีหน้าของผู้เป็นแม่ เสียงที่เคยดังฟังชัดก็แผ่วลง “แม่ครับ ผมไม่ได้โกรธแม่นะ ผมแค่...”
เด็กชายหน้าแดงระเรื่อ ก่อนจะพูดเสียงเบา “ผมโตแล้วนะครับ โดนแม่...ตีก้น มันน่าอายมากๆ เลย”
หลินเจาได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอดึงลูกชายเข้ามากอด “เป็นแม่ผิดเอง ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วนะ เหิงเป่าที่ไม่งอนแม่เป็นเด็กที่ใจกว้างที่สุดเลย”
เหิงเป่าเป็นเด็กที่เอาใจง่ายอยู่แล้ว เขาซุกหน้าเข้ากับอกแม่แล้วคลอเคลียไปมา ปากหวานราวกับเคลือบน้ำผึ้ง “แม่ก็เป็นแม่ที่ใจกว้างเหมือนกันครับ”
เมื่อนึกถึงแม่ของเด็กผู้หญิงอีกคนที่เขาเคยเห็นบนรถโดยสาร ที่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด เด็กชายกู้จือเหิงก็ยิ่งรู้สึกว่าแม่ของตัวเองดีที่สุดในโลก
ถึงแม้ว่า…ถึงแม้ว่าแม่จะตีเขา แต่เขาก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพราะเขาทำผิดก่อน
เรื่องนี้เขาเข้าใจดี
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่ขบวนรถจะเริ่มเคลื่อนตัว
เมื่อต้องเดินทางอยู่ในห้องเดียวกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการพูดคุยทักทายกันบ้าง
หลินเจาจึงได้รู้ว่าหญิงสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันกำลังจะพาลูกสาวไปอยู่กับสามีที่ค่ายทหาร เด็กน้อยโตจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อของตัวเองเลยสักครั้ง สามีที่เป็นทหารของเธอก็ยังนับว่ามีความรับผิดชอบ พอได้รับจัดสรรบ้านพักปุ๊บก็รีบส่งโทรเลขกลับไปบอกภรรยาที่บ้านเกิดให้พาลูกมาหาได้เลย โดยเขาจะไปรอรับพวกเขาที่สถานีรถไฟ
[จบบท]