บทที่ 3: เหมือนโดนผีเข้า (1/2)
“แม่ครับ แม่ปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ต้าไจ่เห็นสีหน้าแปลกๆ ของแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาคิดว่าตอนที่แม่ล้มหัวคงกระแทกจนได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าเล็กๆ จึงเต็มไปด้วยความกังวล
เด็กชายเพิ่งจะอายุได้ 5 ขวบกว่าๆ เท่านั้น ใบหน้าและร่างกายซูบผอมจนแทบไม่มีเนื้อหนัง เสื้อแขนยาวและกางเกงตรงหัวเข่ามีร่องรอยการปะชุนด้วยผ้าชิ้นใหญ่ การแต่งตัวแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามากในยุคนี้ ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก แต่ในสายตาของหลินเจาที่เพิ่งจะ ‘ตื่นรู้’ ขึ้นมา มันกลับกลายเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเธอปฏิบัติกับลูกชายได้ย่ำแย่เพียงใด
หลินเจาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองก่อนหน้านี้คงสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ในเมื่อมีสมุดบัญชีเงินฝากของกู้เฉิงหวยอยู่ในมือ แถมยังได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน ‘มหาศาล’ ในทุกๆ เดือน แต่กลับไม่ยอมใช้จ่ายเงินเหล่านั้น ปล่อยให้ลูกๆ ต้องมีสภาพแบบนี้ เธอสมควรตายจริงๆ
ไหนจะสภาพบ้านหลังนี้อีก นอกจากฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมาทุกวี่ทุกวันแล้ว ก็ไม่มีของมีค่าอะไรเลยสักชิ้น เรียกได้ว่านอกจากจะกันลมไม่ได้แล้ว ขโมยยังขี้เกียจจะย่องเข้ามาด้วยซ้ำ ก่อนแต่งงานเธอก็ไม่ใช่คนขี้เหนียวอะไรขนาดนี้เสียหน่อย ทำไมพอมีลูกแล้วถึงได้กลายเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวไปได้นะ
หลินเจารู้สึกรังเกียจตัวเองจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
ในตอนนี้ สัญชาตญาณความเป็นแม่ของเธอพลุ่งพล่านอย่างเต็มเปี่ยม รู้สึกว่าลูกๆ ของตัวเองไม่ว่าจะมองมุมไหนก็น่ารักน่าเอ็นดูไปเสียหมด เธอเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าที่แทบไม่มีเนื้อของต้าไจ่อย่างแผ่วเบา
“ไม่ปวดแล้วจ้ะ แม่ไม่เป็นอะไรแล้ว”
ช่างเป็นเด็กดีอะไรอย่างนี้! ชาตินี้เธอจะต้องทำให้ลูกๆ มีความสุข มีวัยเด็กที่สวยงาม และกลายเป็นเด็กที่เจิดจ้าที่สุดในกองพลการผลิตแห่งนี้ให้ได้!
ดวงตาของต้าไจ่เบิกกว้างขึ้น แม่สัมผัสแก้มของเขาด้วย หรือว่าแม่จะเริ่มชอบเขาขึ้นมาแล้วนะ?
เจ้าตัวเล็กดีใจจนใบหน้าแดงระเรื่อ เขาแอบชำเลืองมองหลินเจา มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ราวกับลูกแมวที่แอบขโมยปลาแห้งกินได้สำเร็จ
ต้าไจ่พยายามข่มความเขินอายแล้วเอ่ยถาม “แม่ครับ แม่หิวไหม”
หลินเจายังคงรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง จึงไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไหร่นัก เธอส่ายหน้าเบาๆ “ก็ไม่เท่าไหร่ แล้วเอ้อร์ไจ่ล่ะลูก”
“เอ้อร์ไจ่กำลังดูแลน้องๆ อยู่ครับ” ฝาแฝดวัยขวบเศษอยู่ในการดูแลของต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ ซึ่งต้าไจ่ก็ไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติ
หลินเจารู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอไม่ใช่แม่ที่ดีเลยจริงๆ ตัวเธอคนก่อนหน้านี้คงถูกวิญญาณร้ายอะไรสักอย่างเข้าสิงแน่ๆ!
“ไปดูกันเถอะ”
ต้าไจ่มีสีหน้าฉงน แต่เมื่อเห็นว่าแม่ใส่ใจน้องๆ เขาก็รู้สึกดีใจอยู่ดี
ขณะที่บรรยากาศทางฝั่งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น บ้านใหญ่ตระกูลกู้กลับกำลังลุกเป็นไฟ
หลังจากที่แม่กู้กลับมาถึงบ้าน เธอก็นำข้อเสนอของหลินเจามาบอกให้ทุกคนในครอบครัวได้รับรู้
กู้ซิ่งเอ๋อร์ถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและตื่นตระหนก “ผู้หญิงคนนั้นมีสิทธิ์อะไร เงินนั่นเป็นของพี่สามนะ ทำไมเธอถึงไม่ให้หนูใช้ล่ะ! หนูจะไปฟ้องพี่สาม ว่าเมียของพี่เขารังแกน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง!”
ในบรรดาเงื่อนไขสามข้อนั้น สองข้อแรกเธอยังพอจะทนได้ แต่ข้อที่ไม่ให้เงินเธอนี่แหละที่เธอทนไม่ได้เด็ดขาด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่กู้ต้องคอยตามเช็ดตามล้างเรื่องที่กู้ซิ่งเอ๋อร์ก่อไว้จนเหนื่อยใจเต็มทน เธอจึงสวนกลับไป “ไปสิ ไปเดี๋ยวนี้เลย จะโทรศัพท์หรือจะส่งโทรเลขก็เอาเลย ไปบอกพี่สามของแกสิ ว่าแกผลักเมียเขา ผลักแม่ของลูกเขาล้มลงกับพื้นจนหัวโนน่ะ ไปบอกเลย”
กู้ซิ่งเอ๋อร์ไหนเลยจะกล้าทำเช่นนั้น ตั้งแต่ที่พี่สามแต่งงานกับนังจิ้งจอกอย่างหลินเจาเข้ามา เขาก็เปลี่ยนไปไม่ใช่พี่สามที่คอยตามใจเธอในทุกๆ เรื่องอีกต่อไปแล้ว
“แม่คะ หนูเป็นลูกแม่นะ” กู้ซิ่งเอ๋อร์ทำหน้าตาบูดบึ้งเหมือนได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างที่สุด พร้อมกับเถียงเสียงดังอย่างไม่ยอมแพ้ “หลินเจาเป็นพี่สะใภ้สามของหนูนะ แค่กินไข่ตุ๋นของเธอถ้วยเดียวมันจะอะไรกันนักหนา ใครใช้ให้นังจิ้งจอกนั่นไม่ยอมให้หนูกินล่ะ สมควรแล้วที่หัวจะไปกระแทกกำแพง”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้โวยวายจนจบ ก็ได้ยินเสียงดัง ‘เพียะ!’ แม่กู้ตบหน้าเธอฉาดใหญ่จนหน้าหันไปอีกทาง บนใบหน้าที่ค่อนข้างขาวซีดปรากฏรอยฝ่ามือสีแดงสดขึ้นมาทันที
แม่กู้โกรธจนควบคุมคำพูดไม่อยู่
คำว่า ‘นังจิ้งจอก’ เป็นคำที่พูดออกมาส่งเดชได้ที่ไหนกัน อยากจะถูกจับลากตัวไปหรือยังไง!