บทที่ 300: เปิดโลกกว้าง (2/2)
พอหญิงสาวคนนั้นได้รู้ว่าหลินเจามีลูกถึง 4 คน โดยเป็นฝาแฝดชายคู่หนึ่งและฝาแฝดชายหญิงอีกคู่หนึ่ง เธอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน เจือไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
“ท้องแค่ 2 ครั้งแต่ได้ลูกถึง 4 คน โชคดีจริงๆ เลยนะคะ”
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มรับ
เธอไม่ได้แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะพูดแบบนั้น
ไม่ว่าจะเป็นคนที่กองพลการผลิตเฟิงโซว หรือแม้แต่กองพลการผลิตข้างเคียง ก็ไม่มีใครไม่รู้สึกอิจฉาเธอ
มันช่วยไม่ได้จริงๆ ในยุคสมัยที่ยังเชื่อกันว่าการมีลูกมากคือบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนต่างก็อยากจะมีลูกกันให้ได้สัก 7 หรือ 8 คน
“เด็กๆ สำคัญที่คุณค่า ไม่ใช่จำนวนหรอกค่ะ” หลินเจาเอ่ยขึ้น
กู้เฉิงหวยเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
แต่จะว่าไปแล้ว ลูกๆ ของเขากับเจาเจาน่ะยอดเยี่ยมทุกคนจริงๆ นั่นแหละ
การเดินทางสู่เมืองเอกนั้นไม่ไกลนัก หลังจากนอนพักเอาแรงกันไปได้สักพัก พอถึงช่วงบ่ายพวกเขาก็เดินทางมาถึงที่หมาย
ครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตลงจากรถไฟ แล้วมุ่งตรงไปยังบ้านพักรับรองทันที
พวกเขาเปิดห้องพัก 1 ห้อง
เมื่อเปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องมีเตียงนอน 2 เตียง และมีห้องน้ำในตัวด้วย
ภายในห้องพักค่อนข้างมืด กู้เฉิงหวยจึงเอื้อมมือไปดึงเชือกกระตุกสวิตช์ ทันใดนั้นหลอดไฟในห้องก็สว่างวาบขึ้นมา
“พ่อครับ นี่คือหลอดไฟเหรอ ผมดึงดูบ้างได้ไหม” เหิงเป่าเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือทำทันที ยังคงรอคำอนุญาตจากพ่อก่อน
“ดึงสิ”
เหิงเป่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบเขย่งปลายเท้าขึ้นไปดึงเชือกทันที
แกร็ก! ไฟดับลง
เขากระตุกเชือกอีกครั้ง ไฟก็สว่างขึ้นมาใหม่
“หลอดไฟนี่ดีจังเลยครับ” น้ำเสียงของเหิงเป่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อวี้เป่าเงยหน้าขึ้นมองหลอดไฟบนเพดาน ดวงตาเปล่งประกาย “มีไฟฟ้าใช้นี่ดีจริงๆ เลยนะครับ”
หลินเจาโอบไหล่เล็กๆ ของลูกชายทั้งสองแล้วพาเข้ามาในห้องพลางยิ้ม “รอให้บ้านในเมืองของเราซ่อมเสร็จก่อนนะ ทุกห้องจะมีหลอดไฟแบบนี้หมดเลย ในห้องน้ำก็มีเหมือนกัน”
อวี้เป่าดีใจจนปรบมือ “ห้องน้ำต้องมีไฟสว่างๆ เลยครับ เมื่อก่อนตอนที่ผมไปเข้าห้องน้ำมืดๆ เคยเหยียบพลาดตกลงไปในหลุมด้วย”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น… วันนี้เจ้าลูกชายคนโตของเธอคุยแต่เรื่องเหม็นๆ จริงๆ
“อีกไม่นานที่กองพลการผลิตของเราก็จะมีไฟฟ้าใช้แล้วล่ะ น่าจะก่อนปีใหม่นี้”
เด็กแฝดทั้งสองยิ่งตื่นเต้นดีใจกันเข้าไปใหญ่
บ้านพักรับรองแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่ และห้องของพวกเขาอยู่บนชั้นที่ 3 หลินเจาจึงเดินไปเปิดม่านและหน้าต่างออก แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงจอแจของผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ด้านล่าง
เหิงเป่ารีบวิ่งไปดึงชายเสื้อของหลินเจาแล้วอ้อนเสียงหวาน “แม่อุ้มผมหน่อยครับ ผมอยากดูข้างล่าง”
หลินเจาตามใจลูกชายโดยอุ้มเขาขึ้นมาแนบอก
กู้เฉิงหวยเหลือบไปเห็นสายตาคาดหวังของลูกชายคนโต จึงใช้แขนเพียงข้างเดียวอุ้มเขาขึ้นมาบ้าง อวี้เป่ายิ้มกว้างอย่างมีความสุข
“คนเยอะจังเลยครับ” เหิงเป่าร้องอุทาน
“ก็ที่นี่เป็นเมืองเอกนี่นา คนก็ต้องเยอะแบบนี้แหละ” หลินเจาพูดพลางขยี้ผมลูกชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะวางเขาลงบนพื้น “ตัวเหนียวกันหมดแล้ว ไปอาบน้ำก่อนนะ อาบเสร็จแล้วแม่จะพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าของรัฐ”
“มันเหมือนกับสหกรณ์การค้าและการตลาดที่บ้านเราไหมครับ” อวี้เป่าเอ่ยถาม
กู้เฉิงหวยเป็นคนตอบ “ใหญ่กว่าสหกรณ์การค้าและการตลาดเยอะเลย”
ดวงตาของเด็กแฝดเป็นประกายด้วยความคาดหวัง ทั้งสองรีบเปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบเสื้อผ้าของตัวเองออกมากอดไว้ ก่อนจะเงยหน้ามองพ่อกับแม่พร้อมกัน
“แล้วเราจะไปอาบน้ำที่ไหนกันเหรอครับ” อวี้เป่าเป็นตัวแทนของน้องชายเอ่ยถาม
กู้เฉิงหวยไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินนำลูกชายทั้งสองคนเข้าไปในห้องน้ำ
ไม่นานนัก เสียงร่าเริงสดใสของเหิงเป่าก็ดังออกมาจากในห้องน้ำ “ว้าว! น้ำร้อนด้วย! สะดวกจังเลยพ่อ! ที่บ้านเราทำห้องน้ำแบบนี้บ้างได้ไหมครับ”
ก่อนจะมีเสียงทุ้มของผู้เป็นพ่อดังตามมา “อย่าซนสิ”
หลินเจายิ้มพลางพูดกับลูกแฝดคู่เล็ก “รอให้พี่ๆ เขาอาบน้ำเสร็จก่อน แล้วเราค่อยอาบกันนะ”
เชียนเป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ส่วนเหยาเป่านอนเล่นอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตดำขลับราวกับไข่มุกดำจ้องมองเพดานสลับกับผนังไปมา ท่าทางเรียบร้อยน่าเอ็นดู
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวอาบน้ำแต่งตัวจนสดชื่นแล้ว ก็พากันมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าของรัฐ
ห้างสรรพสินค้าของรัฐในเมืองเอกนั้นดูโอ่อ่าภูมิฐาน เป็นอาคารสูงถึง 3 ชั้น ภายในมีเคาน์เตอร์สินค้าตั้งอยู่เรียงรายมากมาย เช่นเดียวกับจำนวนพนักงานขาย
เด็กน้อยทั้ง 4 คนตื่นตาตื่นใจจนมองตามแทบไม่ทัน
สายตาของหลินเจาเหลือบไปเห็นแผนกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่แขวนโชว์อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ เธอจึงจูงลูกแฝดโตเดินตรงไปที่นั่นทันที โดยมีกู้เฉิงหวยอุ้มแฝดเล็กเดินตามไปติดๆ
“สหายคะ ชุดเดรสสไตล์โซเวียตสีเหลืองลายดอกไม้นี่ มีไซส์ใหญ่กว่านี้หนึ่งเบอร์ไหมคะ” หลินเจาเอ่ยถามพนักงานขายสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์
เหล่าพนักงานขายที่นี่ล้วนพบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน ใครมีกำลังซื้อหรือไม่มี พวกเธอมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที
ครอบครัวที่อยู่ตรงหน้านี้...ผู้ชายก็ดูดีอยู่หรอก แต่ฝ่ายหญิงกลับดูเด็กเกินกว่าจะเป็นแม่ของเด็ก 4 คนไปมาก
ครอบครัวนี้แต่งกายสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณดี ทั้งยังมีบุคลิกที่มั่นใจและสงบนิ่ง ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนไม่มีเงิน
“มีค่ะ แต่ถึงจะใหญ่ขึ้นอีกเบอร์ คุณก็คงใส่ไม่ได้อยู่ดี” พนักงานขายเอ่ยเตือนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
เนื่องจากชุดเดรสรุ่นนี้เป็นแบบสำหรับเด็กสาว ทั้งยังมีราคาสูง จึงไม่ค่อยมีคนซื้อนัก
หลินเจายิ้ม “ขอบคุณค่ะสหาย พอดีว่าฉันตั้งใจจะซื้อไปฝากญาติผู้น้องที่บ้านน่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น พนักงานขายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอหันไปหยิบชุดไซส์ที่ใหญ่ขึ้นมาให้
หลินเจาพิจารณาดูคร่าวๆ แล้วเห็นว่าเสื้อผ้าไม่มีตำหนิและขนาดก็ใกล้เคียงกับที่ต้องการ จึงตัดสินใจ “เอาตัวนี้ค่ะ”
จากนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นผ้าลายตารางเล็กสีแดงสลับขาวและผ้าลายดอกไม้สีขาวบนพื้นสีน้ำเงิน เธอจึงตัดสินใจซื้อติดมือไปอีกหลายพับ เพราะสามารถนำไปตัดชุดให้เด็กๆ หรือจะทำเป็นผ้าปูที่นอนก็ได้
นานๆ จะมีโอกาสได้เข้ามาในเมืองสักครั้ง
กู้เฉิงหวยที่อยู่ด้านหลังก็ควักเงินและตั๋วออกมาจ่ายโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ
เด็กๆ ไม่ได้ให้ความสนใจกับม้วนผ้าเท่าไหร่นัก แต่พอเดินมาถึงเคาน์เตอร์ขายลูกอมเท่านั้นแหละ แต่ละคนก็ตาโตเป็นประกายด้วยความดีใจ
“แม่ครับ ลูกอมเยอะแยะไปหมดเลย!” เหิงเป่าร้องบอกอย่างตื่นเต้น
“อยากได้รสไหนล่ะ ลูกกับพี่ชายเลือกกันได้คนละ 2 อย่างเลยนะ” หลินเจาบอกอย่างใจกว้าง
ในเมื่อตั้งใจพาเด็กๆ มาเปิดหูเปิดตาแล้ว เธอก็ไม่คิดจะขี้เหนียวอยู่แล้ว จะปล่อยให้ลูกๆ ต้องผิดหวังกลับไปได้อย่างไร
เหิงเป่าดีใจมาก รีบหันไปปรึกษาหารือกับพี่ชายทันที
ระหว่างที่ลูกชายทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง สายตาของหลินเจาก็เหลือบไปเห็นชั้นวางใบชา เธอจึงถือโอกาสซื้อติดมือมา 2 กระป๋อง
“อวี้เป่า เหิงเป่า มาดูนี่สิ ตรงนี้มีลูกคิดด้วย พวกหนูอยากได้ไหม”
เด็กน้อยทั้งสองรีบวิ่งต็อกๆ เข้ามาทันที พอเห็นลูกคิดก็นึกถึงลูกคิดทองคำอันจิ๋วที่เคยเก็บได้ขึ้นมา สองพี่น้องจึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“อยากได้ครับ!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ซื้อเลย แม่จะซื้อให้ 4 อัน” หลินเจาบอก
สมกับที่เป็นเมืองใหญ่ ลูกคิดที่นี่ดูประณีตและมีขนาดเล็กกว่าที่สหกรณ์การค้าและการตลาดมาก เหมาะสำหรับให้เด็กๆ ใช้พอดี
อวี้เป่าเงยหน้าขึ้นมองแม่ “ขอบคุณครับแม่”
เด็กชายกำหมัดน้อยๆ ของตัวเองแน่น “ผมจะตั้งใจเรียนคิดเลขด้วยลูกคิดให้เก่งๆ เลยครับ พอถึงตอนนั้นผมจะไปแข่งแล้วคว้าที่ 1 มาให้ได้”
“ลูกกำลังพูดถึงการแข่งคิดเลขเร็วด้วยลูกคิดเหรอจ๊ะ ใครเป็นคนบอกลูกเหรอ” หลินเจาถามด้วยความอยากรู้
“พี่ซิงฉือเป็นคนบอกครับ เขาบอกว่าเคยไปแข่งด้วย” อวี้เป่าอธิบาย
สงสัยจะไปไม่ถึงฝันแล้วตกรอบไปกลางคันเสียก่อน ถึงไม่ได้เล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง
หลินเจาเอ่ยให้กำลังใจลูกชาย “แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ ตั้งใจเรียนที่โรงเรียนให้ดีๆ พยายามแข่งจนได้เข้ามาในระดับเมืองเอกให้ได้นะ”
เรื่องระดับประเทศค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ระดับจังหวัดก่อน
อวี้เป่าพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
หลังจากซื้อลูกคิดมา 4 อัน เด็กๆ ทั้ง 4 คนก็ได้ไปคนละอัน ทุกคนต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
พวกเขาซื้อของอื่นๆ อีกเล็กน้อยก่อนที่ครอบครัวทั้ง 6 จะเดินทางออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยความรู้สึกเสียดาย
กู้เฉิงหวยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้ายังเที่ยวไม่จุใจ…พรุ่งนี้เราค่อยมากันใหม่ก็ได้”
หลินเจาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
ทั้งครอบครัวนำของที่ซื้อมากลับไปเก็บที่บ้านพักรับรอง จากนั้นก็หาร้านอาหารเพื่อทานมื้อเย็น แล้วจึงพากันไปดูภาพยนตร์ต่อ
โรงภาพยนตร์ในเมืองเอกนั้นใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยเห็นมาก บริเวณทางเข้ามีร้านขายเมล็ดแตงโมและน้ำอัดลมด้วย ช่างสะดวกสบายจริงๆ
ทว่า… สภาพสังคมในยุคปัจจุบันกลับไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็นภายนอกนัก ทันใดนั้นครอบครัวของหลินเจาก็ต้องเผชิญเข้ากับภาพการประชาทัณฑ์ผู้คนอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรมต่อหน้าต่อตา
เธอกับกู้เฉิงหวยรีบยกมือขึ้นปิดตาของลูกแฝดคู่เล็กไว้ทันที ก่อนจะรีบพาอวี้เป่ากับเหิงเป่าเข้าไปในโรงภาพยนตร์
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ประทับลงในดวงตาของเด็กแฝดทั้งสองอย่างชัดเจน เด็กน้อยทั้งคู่ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด
“พ่อครับ…” อวี้เป่ากำชายเสื้อของกู้เฉิงหวยไว้แน่น น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก “คนพวกนั้น…เขากำลังทำอะไรกันอยู่เหรอครับ”
[จบบท]