บทที่ 301: สมาชิกใหม่ (1/2)
หลินเจาเหลือบมองไปทางกู้เฉิงหวย เพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไงเหมือนกัน จึงตัดสินใจโยนหน้าที่นี้ไปให้พ่อของเด็กๆ จัดการแทน
ฝ่ามือหนาและอบอุ่นของกู้เฉิงหวยวางลงบนบ่าของอวี้เป่าและเหิงเป่าที่ยังคงมีอาการตกใจค้างอยู่
ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ว่า “พวกลูกยังเด็กอยู่ เรื่องของผู้ใหญ่อย่าไปสนใจเลยนะ”
“แค่จำไว้ว่า พ่อจะปกป้องพวกลูกจากอันตรายทั้งหมดเอง” น้ำเสียงของเขาตอนที่พูดประโยคนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและสงบนิ่ง
เหิงเป่าเป็นเด็กที่ใจกล้าอยู่แล้ว จึงฟื้นตัวจากความตกใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเดิม
แถมยังมีใจซักถามต่ออีกว่า “พ่อครับ คนที่โดนตีนั่นเขาทำอะไรผิดเหรอครับ”
กู้เฉิงหวยลูบหัวลูกชายเบาๆ ไม่ได้คิดจะปัดความรับผิดชอบ เพียงแต่อธิบายว่า “เรื่องนี้มันซับซ้อนน่ะลูก รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยสัก 10 ขวบก็น่าจะเข้าใจเอง”
เหิงเป่าไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เพราะแสงไฟจากจอภาพยนตร์ตรงหน้าสว่างวาบขึ้นมาพอดี
เด็กๆ ก็เป็นแบบนี้ ลืมง่าย พอมีหนังให้ดูก็ลืมเรื่องน่าตกใจก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
ทุกคนในครอบครัวต่างจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์ตรงหน้า
ต้องยอมรับเลยว่าโรงภาพยนตร์ในตัวเมืองนั้นดีกว่าในเมืองเล็กๆ อยู่มากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่นั่งที่กว้างขวางนั่งสบาย ต่อให้นั่งนานเป็นชั่วโมงก็ไม่ทำให้ปวดเมื่อยเอวหรือหลังเลยสักนิด
ด้านในกว้างขวางมากและมีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งจนเต็มทุกแถว
อวี้เป่ากวาดสายตามองไปรอบๆ พลางจดจำภาพบรรยากาศเหล่านี้ไว้ในใจ กะว่าจะเก็บเอาไปเล่าให้เพื่อนๆ ที่บ้านฟัง
หลังจากดูหนังจบ ครอบครัวก็พากันไปทานมื้อค่ำที่ภัตตาคารของรัฐ จากนั้นหลินเจากับสามีก็พาลูกๆ ทั้ง 4 คนกลับบ้านพักรับรอง
เมื่อกลับถึงที่พัก ทั้งหมดก็จัดการธุระส่วนตัวกันแบบง่ายๆ แล้วจึงล้มตัวลงนอน
อวี้เป่ากับเหิงเป่านอนด้วยกันเตียงหนึ่ง ส่วนสองสามีภรรยานอนกับเชียนเป่าและเหยาเป่าอีกเตียง
เนื่องจากตอนนี้ดึกมากแล้ว ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน เด็กเล็กอย่างเชียนเป่าและเหยาเป่าจึงหมดแรงและผล็อยหลับไปนานแล้ว
ในทางกลับกัน อวี้เป่ากับเหิงเป่าที่เหมือนได้มาเปิดโลกใหม่กลับยังตื่นเต้นจนตาสว่าง
สองพี่น้องนอนหงายไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอ
หลินเจาที่นอนตะแคงอยู่มองลูกชายทั้งสองด้วยแววตาเปี่ยมรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยถาม “มาเที่ยวในเมืองแล้วมีความสุขขนาดนี้เลยเหรอ”
“สนุกมากเลยครับ” เหิงเป่าเหลือบมองน้องชายกับน้องสาวฝาแฝดที่หลับสนิท ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความร่าเริงไว้เต็มเปี่ยม
“ที่นี่มีแต่ของใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ทั้งสหกรณ์การค้าและการตลาด ทั้งโรงหนัง ถนนก็กว้าง บ้านก็ดูดี แถมยังมีจักรยานเยอะแยะไปหมดเลยครับ” หนูน้อยไล่เรียงสิ่งที่พบเห็นและรู้สึกว่ามันแตกต่างจากที่บ้าน
“เหิงเป่าช่างสังเกตจังเลยนะลูก” หลินเจาเอ่ยชม “แล้วอวี้เป่าล่ะครับ รู้สึกยังไงบ้าง”
อวี้เป่าใช้เวลาคิดอยู่ 2 วินาที ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีจริงจังราวกับกำลังตอบคำถามของคุณครู “คนที่อยู่ที่นี่ ทำอะไรก็ดูสะดวกสบายไปหมดเลยครับ”
หลินเจาหัวเราะเบาๆ “อวี้เป่าก็สรุปได้ตรงจุดดีนะ”
คำชมของแม่ทำให้อวี้เป่าเผยรอยยิ้มที่ทั้งเขินอายและดีใจออกมา
เหิงเป่าพลิกตัวเปลี่ยนท่านอนเป็นนอนคว่ำ ขาสั้นๆ ของแกยกขึ้นชี้ฟ้าอย่างซุกซน แล้วเอ่ยถาม “แม่ครับ พรุ่งนี้เช้าเราจะไปสวนสัตว์กันใช่ไหมครับ”
“ใช่จ้ะ จริงๆ เราต้องไปกันวันนี้ แต่ว่าเวลามันกระชั้นไปหน่อย แม่เลยเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้แทน” หลินเจาอธิบาย
เหิงเป่าหัวเราะคิกคัก “แค่แม่พาพวกเราไปก็พอแล้วครับ”
“งั้นวันนี้ต้องรีบนอนนะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นกันแต่เช้า” หลินเจาบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ตลอดทั้งวัน พวกเขาต้องนั่งทั้งรถยนต์ต่อรถไฟ ไหนจะยังเดินเที่ยวเล่นอีก เรียกได้ว่าเป็นวันที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมจริงๆ จนรู้สึกราวกับว่าเวลาในหนึ่งวันมันยาวนานกว่าปกติ
“เหิงเป่า นอนดีๆ สิ” อวี้เป่าที่นอนอยู่ข้างๆ เอ่ยเตือนน้องชาย เมื่อเห็นว่าเหิงเป่านอนหงายเรียบร้อยแล้ว เขาก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าท้องของตัวเองกับน้องชาย ก่อนจะหลับตาลงอย่างว่าง่าย
ช่างเป็นเด็กที่รู้ความและไม่ทำให้พ่อแม่ต้องลำบากใจเลยจริงๆ
กู้เฉิงหวยหันไปถามความเห็นภรรยา “ผมไปปิดไฟเลยนะ”
“ปิดเลยค่ะ”
ทันทีที่ไฟดับ ทั่วทั้งห้องก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด
สองพี่น้องที่นอนอยู่อีกเตียงรีบคว้ามือของกันและกันไว้แน่น เพื่อปลอบใจซึ่งกันและกันในความมืด
เมื่อเสียงลมหายใจของเด็กๆ เริ่มลึกและสม่ำเสมอ กู้เฉิงหวยก็ยื่นฝ่ามือที่ทั้งหนาและอุ่นของเขาออกมา แล้วตบลงบนไหล่ของหลินเจาเบาๆ
จังหวะการตบนั้นเนิบนาบและสม่ำเสมอ ราวกับกำลังกล่อมเด็กน้อยให้นอนหลับ
หลินเจาที่ยังไม่หลับลืมตาขึ้น ในแววตามีรอยยิ้มขบขัน เธอเอื้อมแขนไปโอบรอบเอวสอบของสามี เงยหน้าขึ้นจุมพิตที่ปลายคางของเขาแผ่วเบาหนึ่งครั้ง แล้วจึงหลับตาลงนอนอย่างมีความสุข
มุมปากของกู้เฉิงหวยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
เช้าวันต่อมา
เสียงเปิดประตูดังขึ้นปลุกให้หลินเจาลืมตาตื่นขึ้นมา และภาพแรกที่เห็นก็คือร่างสูงของกู้เฉิงหวยที่ในมือกำลังหิ้วของบางอย่างเดินเข้ามา
“ตื่นแล้วเหรอ” เขาทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ และลดเสียงให้เบาที่สุด เพราะลูกๆ ทั้ง 4 คนยังคงนอนหลับสนิท “หิวไหม ผมซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้มาฝาก”
หลินเจาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง เรือนผมยาวสีดำขลับของเธอยุ่งเหยิงเล็กน้อย มีปอยผมสองสามเส้นตกลงมาเคลียข้างแก้ม ยิ่งขับให้ใบหน้าของเธอดูเล็กและงดงามยิ่งขึ้น
ต้องบอกว่ารูปลักษณ์ของเธอนั้นไม่ค่อยตรงตามมาตรฐานความงามของยุคนี้เท่าไหร่นัก เพราะสมัยนี้นิยมคนที่มีใบหน้าอวบอิ่ม ยิ่งกลมก็ยิ่งเป็นที่รักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ใบหน้าของเธอกลับเล็กและงดงามหมดจดจนเกินไป อีกทั้งยังได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลินเฮ่อหลิงผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะไม่ได้มีประสบการณ์โลกกว้างมากมาย แต่เธอก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมและมีออร่าของความดูดีมีสกุลที่แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป ทำให้เธอดูเป็นคนที่เข้าถึงยากไปสักหน่อย
แต่สำหรับกู้เฉิงหวยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนของเจาเจาล้วนดีงามไปเสียหมด ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอของเธอล้วนเป็นที่ถูกใจเขา
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานภรรยาบ่นว่าปวดหัวเพราะเมารถ เขาก็วางของในมือลง แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างห่วงใย “ยังปวดหัวอยู่ไหม”
หลินเจาเอนตัวพิงเขาแทนหมอนอิง “ไม่ปวดแล้วค่ะ”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกันนั้นเอง ฝาแฝดคนโตก็พากันตื่นนอน
เหิงเป่าที่เพิ่งตื่นนอนคึกคักเป็นพิเศษถึงกับตีลังกาบนเตียงหนึ่งรอบ ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างสำรวจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือบ้านพักรับรอง
และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จะได้ไปดูเสือตัวใหญ่ ความงัวเงียทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“ไปสวนสัตว์กันเถอะ” หนูน้อยตะโกนอย่างตื่นเต้น
เสียงเจื้อยแจ้วนั้นดังมากพอที่จะปลุกฝาแฝดชายหญิงที่กำลังนอนกอดกันกลมจนแขนขาพันกันยุ่งเหยิงให้ตื่นขึ้น
เจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสองค่อยๆ ปรือตาขึ้น ดวงตาสีดำขลับสดใสเป็นประกาย เมื่อเห็นพ่อกับแม่ที่อยู่ใกล้ๆ ก็เผยรอยยิ้มกว้างอย่างดีใจ
เชียนเป่ารู้สึกว่าท้องน้อยป่องๆ จึงอ้าแขนเล็กๆ ส่งไปให้กู้เฉิงหวย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้น่าเอ็นดูว่า “ฉี่ฉี่ครับ”
กู้เฉิงหวยรีบช้อนตัวลูกชายคนเล็กไปเข้าห้องน้ำทันที
หลินเจาประคองเหยาเป่าไว้ในอ้อมแขน พลางถามด้วยสายตาอ่อนโยน “เหยาเป่าอยากฉี่ฉี่ด้วยไหมคะลูก”
“อื้อๆ” หนูน้อยพยักหน้าหงึกหงัก
หลินเจาลุกจากเตียงทันที เธอสวมรองเท้าแตะแล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมา พอดีกับที่สามีพาเชียนเป่าออกมาจากห้องน้ำ เธอจึงรีบอุ้มเหยาเป่าเข้าไปต่อ
หลังจากที่ทั้งครอบครัวจัดการปลดทุกข์ส่วนตัวกันอย่างชุลมุนและทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายแรกของพวกเขาคือที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งของที่ซื้อเมื่อวานกลับบ้าน ก่อนที่ทั้งหมดจะมุ่งหน้าไปยังสวนสัตว์ด้วยฝีเท้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา คนส่วนใหญ่จึงต้องไปทำงาน ทำให้บรรยากาศในสวนสัตว์ค่อนข้างบางตา หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว สองสามีภรรยาก็พาลูกๆ เข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เหิงเป่าก็ไม่ต่างอะไรกับม้าป่าไร้บังเหียน พอเห็นสัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปดูทันที ก่อนจะหันกลับมาถามแม่เสียงใส “แม่ครับ ตัวนี้ตัวอะไรเหรอครับ”
ในสมัยที่เด็กๆ ยังเล็ก หลินเฮ่อหลิงผู้เป็นตาเคยพยายามหาสมุดภาพต่างๆ มาเพื่อสอน ‘ความรู้รอบตัว’ ให้กับหลานๆ ซึ่งหลินเจาเองก็เคยเปิดดูสมุดภาพแนะนำสัตว์เหล่านั้นเช่นกัน
หญิงสาวมองสัตว์ที่เบื้องหน้าซึ่งมีขนสีสันสดใสงดงามเป็นพิเศษ ก่อนจะอธิบายให้ลูกๆ ฟังว่า “นั่นเรียกว่านกยูงจ้ะ”
“นกยูงเหรอครับ ว้าว สวยจังเลย” เหิงเป่าร้องออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ
หนูน้อยจ้องมองนกยูงอยู่อีกหลายวินาที ก่อนจะหันกลับมาหาแม่ด้วยรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ “แม่ครับ ผมอยากถ่ายรูป ถ่ายรูปกับนกยูงตัวนี้ ผมจะเอารูปไปอวดหลี่เป่าด้วย”
พอได้ยินน้องชายพูดแบบนั้น อวี้เป่าก็รีบวิ่งไปยืนเคียงข้างทันที
“ฉันถ่ายด้วย”
เหิงเป่ารักพี่ชายคนนี้ที่สุดอยู่แล้ว พอเห็นอวี้เป่าวิ่งมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าโดนแย่งซีนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมเสียอีก
“เยี่ยมไปเลย ถ่ายด้วยกันนี่แหละดี จะได้ประหยัดฟิล์มด้วย”
อวี้เป่าทำหน้าจริงจังก่อนจะลูบหัวน้องชายเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่ว่า “เหิงเป่ารู้จักประหยัดมัธยัสถ์แล้วเหรอ ดีมากเลยนะ”
“พรืด...” หลินเจาอดที่จะหลุดขำออกมาไม่ได้
เธอต้องกระแอมในลำคอเพื่อเรียกสติกลับมา ก่อนจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้น “อะแฮ่ม... มองกล้องนะลูก”
สองพี่น้องฝาแฝดเอาหัวมาชนกันแล้วยิ้มแป้นอย่างมีความสุข
หลินเจากดชัตเตอร์บันทึกภาพไว้ และในจังหวะที่เธอกำลังจะเก็บกล้องนั่นเอง เธอก็พลันเห็นว่านกยูงแสนสวยตัวนั้นกำลังรำแพนหางอวดโฉมอยู่พอดี
“อย่าเพิ่งขยับนะลูก ขอแม่อีกรูป”
เธอไม่รอช้ารีบกดชัตเตอร์อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
พอเห็นว่าพวกพี่ๆ กำลังถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เชียนเป่ากับเหยาเป่าก็รีบวิ่งเข้าไปยืนอยู่ด้านหน้า และนั่นก็ทำให้สี่พี่น้องได้ภาพถ่ายหมู่ใบใหม่ โดยมีนกยูงที่กำลังรำแพนหางอย่างสง่างามเป็นฉากหลังสุดพิเศษ
“สวยมากเลย” หลินเจายกนิ้วโป้งให้ลูกๆ “พวกเราโชคดีกันจริงๆ เลยนะเนี่ย แม่ได้ยินมาว่าการที่จะได้เห็นนกยูงรำแพนหางแบบนี้เป็นอะไรที่หาดูได้ยากมากเลยนะ”
คำพูดของแม่ทำให้อวี้เป่าและเหิงเป่ายิ่งรู้สึกดีใจและภูมิใจ
ใช่แล้ว พวกเขาสองคนคือเด็กที่โชคดีที่สุดในโลก
หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้เดินดูสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นของเด็กๆ ก็ดังขึ้นไม่เคยขาดช่วงเลย
จนกระทั่งถึงเวลาต้องกลับ ไม่ใช่แค่ฝาแฝดคนโตเท่านั้น แม้แต่เชียนเป่ากับเหยาเป่าเองก็ยังอิดออดไม่อยากกลับ
[จบบท]