บทที่ 303: การพบกัน (1/2)
อวิ๋นเจี้ยนเหลือบมองเมิ่งจิงโม่ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขี้เล่นปนล้อเลียน “เป็นไง กลัวขึ้นมาแล้วล่ะสิ”
“ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย” เมิ่งจิงโม่ยังคงปากแข็ง “ผมแค่เป็นห่วงพ่อ”
อวิ๋นเจี้ยนแค่นหัวเราะในลำคอ “ไอ้หนูเอ๊ย ตกน้ำไปคงมีแต่ปากนี่แหละที่ลอยได้”
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ” เมิ่งกว่างไป๋ หรือเสี่ยวไป๋ ทำหน้างุนงง
อวิ๋นเจี้ยนยิ้ม “ก็หมายความว่าพี่ชายของเธอน่ะปากแข็งยังไงล่ะ”
“ปากพี่ชายผมไม่เห็นจะแข็งเลย” คราวนี้เมิ่งกว่างไป๋เถียงเสียงดังขึ้นมาหน่อย “พี่ชายเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดในโลก ปากของพี่เขานิ่มจะตายไป”
เมิ่งจิงโม่ถึงกับพูดไม่ออก เขาได้แต่มองแผ่นหลังเล็กๆ ของน้องชายที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เสี่ยวไป๋นี่ซื่อจริงๆ ถ้าไม่มีเขาอยู่ด้วยแล้วจะทำยังไงต่อไปกันนะ
แต่การโต้เถียงกันเล็กๆ น้อยๆ นี้ ก็ช่วยให้ความวิตกกังวลและความสับสนในใจของเขาจางหายไปกว่าครึ่ง
“ปู๊น ปู๊น ปู๊น”
เสียงหวูดรถไฟดังสนั่นเป็นสัญญาณว่าพวกเขาได้เดินทางมาถึงที่หมายแล้ว
หลังจากลงจากรถไฟ สองพี่น้องตระกูลเมิ่งก็พยายามเก็บอาการตื่นเต้นไว้ แต่แท้จริงแล้วกลับเดินตามอวิ๋นเจี้ยนไปอย่างไม่ลดละด้วยความรู้สึกงุนงง ไม่ยอมห่างกายแม้แต่ก้าวเดียว
เพียงไม่นาน พวกเขาก็เห็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง และที่น่าแปลกใจคือ มีพี่ลิงตัวน้อยน่ารักอยู่ด้วย
ครอบครัวนี้คนเยอะจัง คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจของสองพี่น้อง
ทันทีที่อวิ๋นเจี้ยนเห็นกู้เฉิงหวย ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ชายหนุ่มก้าวฉับๆ เข้าไปสวมกอดเพื่อนรักอย่างแนบแน่น มือหนาตบลงบนแผ่นหลังของเพื่อนรัก 2-3 ครั้งด้วยความคิดถึง น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด “เฉิงหวย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเพื่อน”
กู้เฉิงหวยตบหลังเพื่อนกลับเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม “ไปหาอะไรกินกัน ฉันเลี้ยงเอง”
อวิ๋นเจี้ยนคลายกอดออก “ไว้คราวหน้าดีกว่า ฉันลางานมาแค่แป๊บเดียว ต้องรีบกลับแล้ว ตั๋วรถไฟขากลับก็ซื้อไว้เรียบร้อย อีกเดี๋ยวก็ต้องไปแล้ว”
ที่จริงเขามาทำธุระเรื่องงานเป็นหลัก แต่ก็ถือโอกาสแวะมาเจอเพื่อนด้วย
“นี่ลูกๆ ทั้ง 4 คนของนายสินะ” อวิ๋นเจี้ยนไล่มองเด็กๆ ทั้ง 4 คนทีละคน ก่อนจะหันไปมองหลินเจา แล้วกำหมัดทุบที่ไหล่ของกู้เฉิงหวยเบาๆ อย่างยินดี “นายมันโชคดีจริงๆ ว่ะ”
กู้เฉิงหวยไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มรับอย่างภาคภูมิใจ
จากนั้นอวิ๋นเจี้ยนก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบอั่งเปาออกมา 4 ซอง แล้วยื่นให้เด็กๆ บ้านกู้ทีละคน
“อ่ะ รับไปสิ ถือว่าเป็นของขวัญแรกพบจากอานะ”
เขาคิดในใจว่าโชคดีจริงๆ ที่เตรียมซองมาด้วย ช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลมเสียจริง
เด็กๆ ทั้ง 4 คนยังไม่ได้รับซองในทันที แต่หันไปมองหน้าพ่อเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อกู้เฉิงหวยพยักหน้าให้ พวกเขาจึงยื่นมือออกไปรับมาอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณ...” อวี้เป่ากำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่ก็ชะงักไปเมื่อไม่แน่ใจว่าจะใช้คำเรียกสรรพนามอย่างไรดี เด็กชายมองหน้าอวิ๋นเจี้ยนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเรียกออกไปว่า “ขอบคุณครับคุณอา”
เมื่อพี่ใหญ่เป็นคนนำ เหิงเป่าและน้องๆ ที่เหลือจึงประสานเสียงตามทันที
“ขอบคุณครับคุณอา”
อวิ๋นเจี้ยนถึงกับนิ่งไปชั่วครู่
“เฮ้ๆ ผมยังไม่ได้แต่งงานนะ ต้องเรียกว่าพี่ชายสิ” เขาท้วงทันที
อวี้เป่าเงยหน้าขึ้นมองชายท่าทางแปลกๆ ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยย้ำเสียงใส “คุณอาครับ”
เหิงเป่าเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังพี่ชายเสมอ เขายิ้มกว้างแล้วพูดตาม “คุณอา”
ฝาแฝดชายหญิงก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเรียกคุณอาเช่นกัน
อวิ๋นเจี้ยนยกมือนวดขมับ เสียง “คุณอา” ที่ดังระงมไม่หยุดหย่อนทำเขาปวดหัวตุบๆ
ลูกๆ ทั้ง 4 คนของเฉิงหวยนี่ร้ายกาจไม่เบาเลยจริงๆ
เขาจึงหันไปคุยกับกู้เฉิงหวยเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่จะเอายังไงกันต่อ จะกลับเลยหรือเปล่า”
กู้เฉิงหวยยังไม่ตอบในทันที แต่หันไปถามหลินเจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณอยากไปเดินดูที่ไหนอีกไหม”
อวิ๋นเจี้ยนเห็นแล้วถึงกับเขินแทนจนทำหน้าไม่ถูก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพื่อนร่วมรบผู้เงียบขรึม พอมาอยู่ต่อหน้าภรรยาแล้วจะกลายเป็นคนละคนไปได้
“ไม่แล้วค่ะ” หลินเจาส่ายหน้าปฏิเสธ “ของที่อยากได้ก็ซื้อครบหมดแล้ว พาเด็กๆ มาเยอะขนาดนี้ เรากลับกันเร็วหน่อยดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ลำบาก”
กู้เฉิงหวยพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันไปบอกอวิ๋นเจี้ยน “งั้นก็ไม่ต้องเลี้ยงข้าวนายแล้วนะ เราจะกลับกันเลย”
อวิ๋นเจี้ยนอุตส่าห์ได้เจอหน้าเพื่อนเก่าทั้งที ยังมีเรื่องอยากคุยด้วยอีกตั้งมากมาย เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วพบว่ายังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันยังมีเวลาอีกหน่อย เดี๋ยวไปส่งพวกนายขึ้นรถไฟก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้”
“ขอบใจมากเพื่อน” กู้เฉิงหวยรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงที่เห็นเขาต้องดูแลเด็กๆ หลายคน
ถึงแม้ตัวเขาจะจัดการได้สบายมาก แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของเพื่อน
หลังจากนั้นกู้เฉิงหวยก็ไปจัดการซื้อตั๋วรถไฟ เมื่อดูเวลาแล้วพบว่ารถจะออกในอีก 40 กว่านาทีข้างหน้า ซึ่งก็ถือว่าไม่เร่งรีบจนเกินไป
เขาพาหลินเจาและเด็กๆ ทั้งหมดไปนั่งรอที่ห้องพักรออย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปที่บ้านพักรับรองพร้อมกับอวิ๋นเจี้ยนเพื่อขนสัมภาระ
เมื่อชายหนุ่มทั้งสองเดินจากไป บรรยากาศในห้องพักรอก็เหลือเพียงหลินเจาและเด็กน้อยอีก 6 ชีวิต
“หนูชื่อจิงโม่ ส่วนหนูชื่อกว่างไป๋ใช่ไหมจ๊ะ” หลินเจาเอ่ยทักทายสองพี่น้องตระกูลเมิ่งอย่างอ่อนโยน เธอชี้ไปที่เมิ่งจิงโม่ก่อน แล้วจึงชี้ไปที่เมิ่งกว่างไป๋
เสี่ยวไป๋เบิกตากลมโตด้วยความประหลาดใจ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าเอ็นดู “คุณน้ารู้ชื่อผมกับพี่ชายได้ยังไงเหรอครับ”
เด็กชายทั้งสองคนจากบ้านเมิ่งมีเค้าโครงของคนตระกูลหลินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะดวงตาและคิ้ว อีกทั้งยังดูเป็นเด็กที่เติบโตมาในเมือง จึงมีกิริยาท่าทางที่สุภาพเรียบร้อยและดูมีการศึกษา
“ลองทายดูสิจ๊ะ” หลินเจาเอ่ยหยอกล้อหลานชาย
เสี่ยวไป๋ยิ้มอายๆ “เป็นพ่อของผมที่บอกคุณน้าเหรอครับ แล้วคุณน้าจะพาผมกับพี่ชายไปหาพ่อได้ไหมครับ”
คุณน้าอย่างนั้นเหรอ
หลินเจายิ้มพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนโยน “ฉันเป็นอาแท้ๆ ของพวกหนูนะจ๊ะ พ่อของพวกหนูก็คือพี่ชายแท้ๆ ของฉันเอง เพราะฉะนั้นพวกหนูต้องเรียกฉันว่าอา”
“เอ๊ะ?”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของเมิ่งเสี่ยวไป๋เต็มไปด้วยความงุนงง ส่วนเมิ่งจิงโม่เองก็มีสีหน้าเหม่อลอยไม่ต่างกัน
อา...แท้ๆ เลยเหรอ บ่ายวันนั้นเองที่เสี่ยวจิงโม่ตัวน้อยรู้สึกราวกับถูกค้อนหนักทุบลงกลางศีรษะจนมึนงง สมองของเขาขาวโพลนไปหมด เขายังคงอยู่ในอาการช็อกจนกระทั่งชายหนุ่มทั้งสองคนที่แยกตัวไปเอาสัมภาระกลับมา
กู้เฉิงหวยและอวิ๋นเจี้ยนกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ความรู้สึกห่างเหินในช่วงแรกที่พบกันได้จางหายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงความเป็นกันเองของเพื่อนเก่า
“พี่สะใภ้ ขอโทษที่ให้รอนานนะครับ” อวิ๋นเจี้ยนกล่าวอย่างนอบน้อม
หลินเจาไม่ได้ถือสา “ไม่เป็นไรเลยค่ะ พวกคุณไม่ได้เจอกันตั้งนาน ควรจะคุยกันให้นานกว่านี้ด้วยซ้ำ”
อวิ๋นเจี้ยนยิ้มกว้าง “พี่สะใภ้ช่างเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ เฉิงหวยโชคดีจริงๆ ที่ได้พี่เป็นภรรยา”
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มรับอย่างสำรวม
บทสนทนาดำเนินไปพร้อมกับที่อวิ๋นเจี้ยนเดินไปส่งครอบครัวของเพื่อนรักขึ้นรถไฟ เขาตามไปส่งพวกเขาจนถึงหน้าตู้โดยสาร
“เจาเจา คุณกับลูกๆ รออยู่ในนี้ก่อนนะ ผมขอไปส่งอวิ๋นเจี้ยนลงจากรถไฟก่อน เดี๋ยวกลับมา” กู้เฉิงหวยกำชับภรรยา เมื่อเห็นเธอพยักหน้ารับ เขาก็หันไปสั่งลูกชายฝาแฝด “อวี้เป่า เหิงเป่า ดูน้องๆ ให้ดีนะ อย่าให้ใครออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
“ครับพ่อ” อวี้เป่ารับคำอย่างแข็งขัน
จากนั้นกู้เฉิงหวยและอวิ๋นเจี้ยนก็เดินออกไป พวกเขายืนคุยกันอยู่ตรงชานชาลาด้านนอกตู้โดยสารของหลินเจาพอดี หากมองลอดหน้าต่างออกไป จะเห็นร่างสูงสง่าของชายหนุ่มทั้งสองที่โดดเด่นราวกับหงส์ในฝูงกา
เมิ่งจิงโม่และน้องชายนั่งนิ่งอยู่บนเตียงชั้นล่าง สายตาของเขามองไล่ตั้งแต่หลินเจา ไปยังลูกๆ ทั้ง 4 คนของเธอ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่พี่ลิงสีทองตัวน้อย แววตาของเขาฉายแววเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
นี่คืออาของเขาจริงๆ เหรอ พ่อของเขามีครอบครัวด้วยอย่างนั้นเหรอ
หลายวันต่อมา เสี่ยวจิงโม่ได้เขียนบันทึกสั้นๆ ไว้ในสมุดของเขา
[ตอนอายุ 6 ขวบ ผมถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเติบโต พ่อที่ผมรักที่สุดจากไปอย่างกะทันหัน แม่ปล่อยให้ครอบครัวของคุณยายย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา พวกเขายึดครองบ้านของเราไป ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่า ผมกับน้องชาย...ไม่มีบ้านอีกต่อไปแล้ว]
[ผมสัญญากับพ่อไว้แล้วว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุด ผมรู้ว่าถ้าขืนยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น ผมกับน้องคงถูกรังแกจนทนไม่ไหวแน่ๆ ผมเลยตัดสินใจพาน้องหนีออกมา ไปแอบอาศัยอยู่ในโรงงานร้าง
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ ในคืนแรก ผู้หญิงที่ผมเคยเรียกว่าแม่ไม่ได้ออกมาตามหาเราเลยสักนิด ทั้งๆ ที่เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปี แต่คืนนั้นผมกลับรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก ผมรู้ดีแก่ใจแล้วว่า ผมไม่สามารถมองเธอเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดได้อีกต่อไป
แล้ววันหนึ่ง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาหาผมกับน้อง ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นแค่นักเลงหัวไม้ข้างถนน เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปกินข้าว ผมเลยขอดูบัตรพนักงานของเขา เขาก็ยอมให้ดู แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็น...
หลังจากวันนั้น เขาก็พาผมกับน้องชายออกจากเมืองหลวง ตลอดทางผมนั่งใจคอไม่ดี ไม่รู้เลยว่าชะตากรรมแบบไหนที่กำลังรอผมกับเสี่ยวไป๋อยู่เบื้องหน้า
พอลงจากรถไฟ ผมก็ได้เจอกับคนมากมาย ที่นั่นมีทั้งคุณพ่อ คุณแม่... แล้วก็เด็กๆ อีก 4 คน กับพี่ลิงตัวเล็กน่ารักอีกหนึ่งตัว...
จนกระทั่งได้ก้าวขึ้นรถไฟขบวนที่จะพาไปหาพ่อ ผมถึงเพิ่งจะประมวลผลได้ว่า คนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านี้ อาจจะเป็นครอบครัวฝั่งอาของผมจริงๆ (ก็แหงล่ะ สถานการณ์ที่บ้านผมเป็นแบบนี้ คงไม่มีใครอยากจะยืดอกยอมรับว่าเป็นญาติด้วยหรอก)
นี่ผมมีอาอยู่บนโลกนี้ด้วยเหรอ????]
เด็กน้อยยังรู้จักตัวอักษรไม่มากนัก บันทึกของเขาจึงเต็มไปด้วยตัวอักษรจีนง่ายๆ ที่สลับกับพินอิน ทั้งยังมีคำที่เขียนผิดอยู่เต็มไปหมด
[จบบท]