บทที่ 304: การพบกัน (2/2)
เมื่อกู้เฉิงหวยกลับขึ้นมาบนรถไฟ หลินเจาที่เห็นหลานชายคนใหม่ยังคงนั่งนิ่งเงียบด้วยท่าทางเหม่อลอย ก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา
เธอจึงหันไปสะกิดสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “คุณคะ หลานชายคนใหม่ของเราไม่เป็นไรแน่นะคะ”
ถ้าเกิดเด็กตกใจจนเป็นอะไรขึ้นมา เธอจะเอาหน้าที่ไหนไปพบพี่สี่กันล่ะ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า” กู้เฉิงหวยตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ขนาดพี่สี่ตอนที่รู้เรื่องของเราครั้งแรกยังอึ้งไปเลย นับประสาอะไรกับเด็กๆ เดี๋ยวพอพวกเขาตั้งสติได้ก็ดีขึ้นเองแหละ”
หลินเจาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
และก็เป็นไปตามที่กู้เฉิงหวยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนไปได้ไม่นาน ในที่สุดเมิ่งจิงโม่ก็ดึงสติกลับมาได้
“คุณเป็นอาของพวกเราจริงๆ เหรอครับ อาแท้ๆ น่ะครับ” เมิ่งจิงโม่จ้องหน้าหลินเจาเขม็ง ราวกับจะค้นหาหลักฐานการโกหกที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าของเธอ
“ใช่แล้วจ้ะ แต่ถ้ายังไม่เชื่ออีก... ก็รอเจอหน้าพ่อของพวกหนู แล้วค่อยถามเขาเองก็แล้วกันนะ” หลินเจาไม่ได้หาทางพิสูจน์อะไรเพิ่มเติม
เมื่อได้ยินข่าวคราวของพ่อ เมิ่งจิงโม่ก็ลดความระแวงในแววตาลงทันที เขาเอ่ยถามด้วยความหวัง “พ่อของผมสบายดีไหมครับ”
“สบายดีจ้ะ ตอนนี้เขาอยู่กับคุณปู่ของหนู” หลินเจาบอก
ดวงตาของเมิ่งจิงโม่เบิกกว้างขึ้นทันที ใบหน้าฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด “คุณปู่ทวดก็อยู่ด้วยเหรอครับ”
จนกระทั่งวินาทีนี้เอง ที่หลินเจาได้เห็นแววตาที่สดใสสมวัยเด็ก 6 ขวบจากตัวเขาเป็นครั้งแรก
เธอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “อยู่สิจ๊ะ คุณปู่ทวดก็สบายดีเหมือนกัน”
เมิ่งจิงโม่ดีใจจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
อวี้เป่าและเหิงเป่าที่นั่งฟังอยู่ก็พอจะจับใจความได้ว่า เด็กชายแปลกหน้าทั้งสองคนนี้ แท้จริงแล้วก็คือพี่น้องของพวกเขาเหมือนกับพี่ต้าตั้น เป็นพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกัน
“แม่ครับ แล้วทำไมผมไม่เคยเจอพวกเขามาก่อนเลยล่ะครับ” เหิงเป่าผู้ช่างสงสัยเอ่ยถามขึ้นมา
“เพราะลุงสี่ของลูก... ซึ่งก็คือพ่อของพี่โม่โม่กับเสี่ยวไป๋นั่นแหละ... ตอนที่เขายังเด็กกว่าเหยาเป่าเสียอีก เขาถูกคนร้ายลักพาตัวไป คุณตากับคุณยายของลูกตามหาเขานานมากแต่ก็ไม่เจอ ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกนะ แม้แต่แม่เองก็เพิ่งเคยเจอพวกเขาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน” หลินเจาอธิบาย
“หา?” เหิงเป่าร้องเสียงหลง “พวกเรามีลุงสี่ด้วยเหรอครับ เขาเป็นใครกันครับแม่”
อวี้เป่าเองก็มองหน้าแม่ด้วยแววตาสงสัยไม่แพ้กัน
หลินเจารู้ดีว่าลูกแฝดของเธอเป็นเด็กที่เก็บความลับเก่ง ไม่เคยเอาเรื่องในครอบครัวไปเล่าให้ใครฟัง เธอจึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบเสียงเบา “จำได้ไหมที่ลูกสองคนเคยวาดรูปเล่นที่หู”
เด็กชายทั้งสองยิ้มแหยๆ ออกมาพร้อมกัน
เหิงเป่ารีบเข้ามากอดแขนแม่แล้วเขย่าไปมา พร้อมกับลากเสียงยาวออดอ้อน “แม่ค้าบบบ~~”
อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บเรื่องน่าอายของพวกเขาสิ
หลินเจายิ้มอย่างเอ็นดู “ผู้ชายที่อยู่ตรงเชิงเขา คนที่มีปานรูปใบไม้เล็กๆ อยู่หลังหูนั่นแหละจ้ะ... คือลุงสี่ของพวกเรา”
“เขาคือพี่ชายของแม่เหรอครับ” อวี้เป่าที่หัวไวเอ่ยถามขึ้นทันที
“ใช่แล้วจ้ะ” หลินเจาพยักหน้ารับ
จากนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับสุดยอด ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าผู้ชายคนนั้น...คือลุงสี่ของพวกเรา ไม่อย่างนั้นของทุกอย่างในบ้านจะถูกยึดไปหมดเกลี้ยง แล้วพวกเราทั้งครอบครัวก็จะถูกคนอื่นรังแก เข้าใจไหม”
หลังจากกำชับลูกๆ เสร็จ เธอก็หันไปพูดกับเมิ่งจิงโม่ “อาต้องดูแลพวกเธอแบบลับๆ ไปก่อนนะ การไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ออกไปตอนนี้จะเป็นผลดีกับพวกเราทุกคนมากกว่า”
เมิ่งจิงโม่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “ผมรู้ครับ”
อวี้เป่าเองก็รับคำอย่างแข็งขัน “แม่ครับ ผมจำได้แล้วครับ ผมจะคอยดูเหิงเป่า... แล้วก็น้องๆ เองครับ”
ฝาแฝดชายหญิงคู่น้องยังอายุไม่ถึง 2 ขวบดี พูดจาก็ยังไม่เป็นศัพท์ จึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร จะมีก็แต่เหิงเป่าที่ปากไวกว่าใครเพื่อนและต้องคอยกำชับเป็นพิเศษ
แต่ถึงอย่างนั้น ในเมื่อแม่สั่งแล้วว่าห้ามพูด เขาก็จำได้ขึ้นใจ
“ผมก็ไม่พูดเหมือนกัน!” เหิงเป่าประกาศเสียงดังเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง “ผมปากหนักจะตายไป!”
“แม่เชื่อใจลูกอยู่แล้ว” หลินเจายกยอลูกชายคนรอง ก่อนจะพูดเสริม “นอกจากพ่อแล้ว บ้านเราก็มีแต่ลูกสองคนนี่แหละที่แม่พึ่งพาได้”
เด็กชายทั้งสองวิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านทุกวันและสนิทสนมกับเด็กคนอื่นๆ เป็นอย่างดี เธอกำลังคิดจะให้พวกเขาเป็นหูเป็นตาให้เธออยู่พอดี การบอกความจริงเรื่องที่เมิ่งจิ่วซือเป็นลุงของพวกเขานั้น... มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย
อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาเผลอพูดออกไป ก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่ สองฝาแฝดก็พากันยืดอกเชิดหน้าขึ้นทันที ความรู้สึกรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ผุดขึ้นมาในใจอย่างน่าประหลาด
เหิงเป่าเป็นเด็กเข้าสังคมเก่ง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็คุยได้หมดแม้แต่กับคุณปู่รุ่นใหญ่ เขาจึงดึงตัวเมิ่งกว่างไป๋ที่อายุน้อยกว่าเข้ามาคุยด้วยทันที “ไป๋ไป๋ แม่ของฉันเป็นอาแท้ๆ ของนาย ส่วนฉันก็แก่กว่านาย เพราะฉะนั้นนายต้องเรียกฉันว่าพี่ เข้าใจไหม ฉันชื่อกู้จือเหิง นายต้องเรียกฉันว่าพี่เหิง ไหนลองเรียกให้ฟังหน่อยสิ”
เสี่ยวไป๋ที่ถูกพี่ชายคอยปกป้องมาตลอดเป็นเด็กที่ไว้ใจคนง่าย เขาจึงเรียกออกมาอย่างว่าง่าย “พี่เหิงครับ”
จิงโม่ถึงกับพูดไม่ออก “...”
เหิงเป่ายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ เขาตบไหล่น้องชายคนใหม่เบาๆ แล้วประกาศก้องอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง พี่เหิงจะคอยคุ้มครองนายเอง พี่น่ะเป็นลูกพี่ใหญ่ของเด็กๆ ในกองพลการผลิตเลยนะ มีพี่อยู่ทั้งคน รับรองไม่มีใครกล้ารังแกนายแน่”
หลินเจาได้ยินลูกชายขี้โม้ก็ได้แต่ยิ้มขำ โดยไม่ได้คิดจะขัดคอแต่อย่างใด
จะว่าขี้โม้เสียทีเดียวก็ไม่ถูกนัก เพราะเหิงเป่าก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ จริงๆ
การมีพี่ลิงอยู่ด้วยทำให้การดูแลฝาแฝดคู่น้องง่ายขึ้นมาก ทั้งสามชีวิตตัวน้อยๆ สามารถนอนเล่นมือเล่นเท้าด้วยกันได้ทั้งวันโดยไม่งอแง ตอนนี้พวกเขาก็กำลังนอนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันอยู่บนเตียงชั้นล่าง น่ารักน่าเอ็นดูจนคนมองแทบใจละลาย
เสี่ยวไป๋ที่กำลังยกหลังมือขึ้นมาแทะเล่นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามสองพี่น้องฝาแฝดอย่างสุภาพ “ผม... ผมเล่นกับพี่ลิงได้ไหมครับ”
“ได้เลย!” อวี้เป่าตอบอย่างใจกว้าง “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก ขนาดฉันกับป้าใหญ่ยังไม่เคยเกรงใจกันเลย”
ครอบครัวเดียวกัน... คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวไป๋ชะงักไป เขามองหน้าอวี้เป่าแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วพึมพำเสียงเบา “แล้ว...ทำไมคุณยายกับน้าชายถึงต้องตีผมกับพี่ชายด้วยล่ะครับ”
แววตาที่เคยยิ้มแย้มของหลินเจาพลันฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่สุ้มเสียงของเธอยังคงนุ่มนวล “คนบ้านหยวนลงไม้ลงมือกับพวกหนูด้วยเหรอจ๊ะ”
เธอคิดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดคนพวกนั้นก็แค่ไม่ยอมให้หลานชายทั้งสองกินข้าว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าพวกเขาจะกล้าถึงขั้นลงไม้ลงมือ!
“ตีครับ” เสี่ยวไป๋นึกถึงภาพที่ตัวเองกับพี่ชายถูกทำร้าย ร่างเล็กๆ ก็สั่นเทิ้มขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว “คุณยาย...ตบหน้าพี่ชาย แล้วก็หยิกพวกเราด้วย พี่จินเป่า...ยังบังคับให้เราเก็บหมั่นโถวที่ตกบนพื้นขึ้นมากิน... ผมกลัว...ฮือๆๆ”
หลินเจาเห็นหลานชายร้องไห้จนตัวโยนก็รู้สึกปวดใจจนแทบทนไม่ไหว เธอรีบดึงร่างเล็กๆ เข้ามากอดปลอบ แล้วลูบหลังเขาเบาๆ
“ไม่ต้องกลัวนะคนดี ไม่ต้องกลัวแล้ว พี่ชายพาหนูหนีออกมาได้แล้วนะ มีอาอยู่ตรงนี้ทั้งคน ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำร้ายพวกหนูอีกแล้ว”
บ้านหยวนสารเลว! รอให้ฉันได้ไปถึงเมืองหลวงก่อนเถอะ ครอบครัวนั้นได้เห็นดีกันแน่!
เสี่ยวไป๋ซบหน้าลงในอ้อมกอดอันอบอุ่นของหลินเจา พลันภาพของแม่ก็ลอยเข้ามาในหัวใจ ทำให้เขายิ่งรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่พี่ชายเคยกำชับไว้ เด็กน้อยจึงทำได้เพียงสะอื้นไห้เงียบๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา
ดวงตาของจิงโม่ก็แดงก่ำไม่ต่างกัน เขาทำเพียงแค่หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างแล้วสูดน้ำมูกเบาๆ
หลังจากลงจากรถไฟ ทุกคนก็ต้องมาต่อรถยนต์อีกทอดหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงเขตที่พักอาศัย หลินเจาก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองว่า...ชาตินี้จะไม่ขอพาเด็กๆ เดินทางไกลแบบนี้อีกแล้ว มันเหนื่อยจนแทบขาดใจจริงๆ
“เจาเจา!” เสียงที่คุ้นเคยทำให้หลินเจาหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นหลินซื่อชาง “พี่ใหญ่! พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
กู้เฉิงหวยเป็นคนเฉลย “ผมส่งโทรเลขไปบอกพี่เขาเอง”
เนื่องจากมีเด็กๆ มาด้วยหลายคน และระยะทางจากตัวอำเภอไปถึงกองพลการผลิตก็ค่อนข้างไกล อีกทั้งเรื่องการจัดการดูแลเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ต่อจากนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ครอบครัวหลินจำเป็นต้องรับรู้
หลินซื่อชางรีบวิ่งเข้ามาหา สายตาของเขาจับจ้องไปยังสองพี่น้องตระกูลเมิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นี่คงเป็นลูกชายสองคนของน้องสี่...หลานชายแท้ๆ ของเขาสินะ เขากลัวว่าจะทำให้เด็กๆ รู้สึกอึดอัด จึงรีบเบนสายตาไปทางอื่นอย่างแนบเนียน
“กลับมากันแล้วเหรอ เดินทางเรียบร้อยดีใช่ไหม” เขาเอ่ยถามออกไปอย่างนั้นเอง
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น อวี้เป่าที่มีพี่ลิงเกาะอยู่บนหัวก็กระโดดดึ๋งๆ เข้ามาตรงหน้า
“ลุงใหญ่ดูนี่สิครับ!” เด็กน้อยโยกหัวไปมาอย่างสนุกสนานเพื่ออวดเพื่อนใหม่
หลินซื่อชางถึงกับตาโตด้วยความตกใจ “เฮ้ย! นี่มัน... ลิงจินซือโหวตัวน้อยนี่นา ไปได้มาจากไหนกันเนี่ย”
กู้เฉิงหวยจึงเล่าให้ฟัง “มาจากคณะละครสัตว์ในตัวเมืองน่ะครับ พอดีโชคชะตาเล่นตลกนิดหน่อย มันเลยมาอยู่กับพวกเรา”
หลินซื่อชางหัวเราะ “เจ้าสี่หน่อที่บ้านคงดีใจกันใหญ่เลยสิ”
คำตอบที่เขาได้รับคือรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขของเด็กๆ ทั้งสี่คน
จากนั้นทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารของรัฐ ระหว่างทางหลินเจาก็ได้แนะนำหลินซื่อชางให้หลานชายทั้งสองได้รู้จักอย่างเป็นทางการ
“โม่โม่ เสี่ยวไป๋จ๊ะ นี่คือพี่ชายคนโตของพ่อพวกหนูนะ เรียกท่านว่าคุณลุงใหญ่สิ”
เมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋จึงเอ่ยทักทายอย่างว่าง่าย “สวัสดีครับคุณลุงใหญ่”
หลินซื่อชางยิ้มรับอย่างเอ็นดู เขายื่นอั่งเปาให้หลานชายทั้งสองคนแล้วพูดขึ้นว่า “เราไปหาอะไรกินกันก่อนนะ เดี๋ยวพอกินเสร็จแล้ว ลุงจะขับรถไปส่งพวกเรากลับที่กองพลการผลิตเฟิงโซวเอง”
[จบบท]