บทที่ 306: คว้าโอกาสโบยบิน (2/2)
เมิ่งจิ่วซือก้มหน้าลงมองลูกชายในอ้อมกอดอย่างเหม่อลอย มือไม้สั่นเทาค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสศีรษะของเด็กชาย ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านกับเส้นผมสากระคายมือคือของจริง...นี่คือ...จิงโม่ของเขาจริงๆ
“โม่โม่...?”
เมิ่งจิงโม่พยักหน้ารับทั้งน้ำตาอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นพ่อ แขนทั้งสองข้างยิ่งกระชับกอดให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายไป น้ำตามากมายไหลพรากราวกับก๊อกน้ำที่แตก ไม่นานขอบตาก็แดงก่ำจนเปลือกตาบวมเจ่อ
“ใช่ครับ...ผมเอง ผมมาหาพ่อแล้ว...ฮือๆ!”
สภาพของเมิ่งจิ่วซือในยามนี้ทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมที่เคยดูสง่างามและสดใสเหมือนตอนอยู่เมืองหลวง เสี่ยวไป๋ในวัย 4 ขวบจ้องมองเขาตาไม่กะพริบอยู่เนิ่นนาน เมื่อสมองน้อยๆ ประมวลผลจนแน่ใจแล้วว่านี่คือพ่อของตน ในที่สุดเด็กชายก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาสุดเสียง ก่อนจะวิ่งโซซัดโซเซอย่างไม่คิดชีวิตตรงเข้าไปหาอ้อมอกที่คุ้นเคย
“พ่อครับ...”
เมิ่งจิ่วซือรีบก้าวไปข้างหน้า ช้อนร่างเล็กของลูกชายคนสุดท้องขึ้นอุ้ม พร้อมกับดึงลูกชายคนโตเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนเดียวกันอย่างแนบแน่น
คำถามมากมายหลั่งไหลออกจากปากเขาราวกับเขื่อนแตก
“พวกลูกมาที่นี่ได้ยังไงกัน”
“ที่ผ่านมาเป็นอยู่กันยังไงบ้างลูก”
“ทำไมพ่อรู้สึกว่าพวกลูกผอมลงไปมากขนาดนี้ ไม่ได้กินข้าวหรือไง พ่อทิ้งทั้งเงินทั้งตั๋วปันส่วนไว้ให้ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วแผลบนหน้าของโม่โม่ไปโดนอะไรมา บอกพ่อมาสิว่าใครตีพวกลูก”
...
เมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อ เสี่ยวไป๋ก็ยิ่งซบหน้าเข้ากับซอกคอของเมิ่งจิ่วซือแน่นขึ้น ราวกับได้พบท่าเรืออันปลอดภัยที่โหยหามานาน แต่ริมฝีปากเล็กๆ ก็เริ่มเอ่ยฟ้องถึงความทุกข์ที่อัดอั้นตันใจ
“ผมกับพี่ไม่มีข้าวกินครับ คุณยายกับน้าชาย...แล้วก็พี่จินเป่า พวกเขาชอบตีผมกับพี่...ส่วนคุณแม่ก็ไม่สนใจเลย”
น้ำเสียงของเด็กน้อยช่างนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ยากจะบรรยาย
“พี่จินเป่ายังมายึดห้องของพวกเราไปด้วย เขาไม่ให้ผมกับพี่นอนบนเตียง แล้วก็ไม่ให้พวกเรากินข้าวด้วย เขาโยนหมั่นโถวลงบนพื้นสกปรก แล้วสั่งให้ผมกับพี่ก้มลงไปเก็บมากิน...”
เรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เสี่ยวไป๋จึงจดจำทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ตลอดการเดินทางเขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง พอได้โอกาสจึงพูดออกมาอย่างคล่องแคล่วไม่มีติดขัด
ยิ่งได้รับฟังเรื่องราวทีละประโยค ใบหน้าของเมิ่งจิ่วซือก็ยิ่งเย็นชาไร้ความรู้สึก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะที่พลุ่งพล่าน ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอดๆ
เห็นได้ชัดว่า...
เขาโกรธจนแทบจะคลั่งอยู่แล้ว
คนตระกูลหยวน!
คน...ตระกูล...หยวน!!!
ดวงตาของเมิ่งจิ่วซือแดงก่ำราวกับมีเลือดฉีดอยู่ข้างใน ความเกลียดชังและความเจ็บปวดใจแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู
เพียงเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่เด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้า หลังจากที่ได้แต่งงานกับลูกสาวจากครอบครัวในเมืองใหญ่ เขาก็พยายามทำดีกับตระกูลหยวนเสมอมา ไม่เคยขาดตกบกพร่องในเรื่องใด ของขวัญทุกเทศกาลล้วนจัดส่งไปให้อย่างดีที่สุดเสมอมา เพียงเพื่อหวังว่า...หากวันใดวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับเขา คนตระกูลหยวนจะเห็นแก่ความเป็นลูกเขยที่ดีและเมตตาให้ข้าวให้น้ำลูกชายทั้งสองของเขาได้ประทังชีวิตบ้าง แต่ใครจะคิดว่าเขาเพิ่งจากมาได้ไม่นาน พวกนั้นจะกล้าทำกับโม่โม่และเสี่ยวไป๋ได้ถึงขนาดนี้!
นี่มันยังเรียกว่าญาติกันได้อีกหรือ
หัวใจของเมิ่งจิ่วซือด้านชาไปหมดแล้ว
แววตาของเขาฉายชัดถึงความเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้ง “พ่อเองที่ทำให้พวกลูกต้องมาลำบาก”
เสี่ยวจิงโม่สูดน้ำมูกเสียงดังฟืด แม้จะร้องไห้แต่สีหน้ากลับแน่วแน่เด็ดเดี่ยว “แค่ได้อยู่กับพ่อ ต่อให้ต้องกินแค่ผักป่าทุกมื้อ ผมก็ไม่รู้สึกว่ามันลำบากเลยครับ”
เมิ่งจิ่วซือเลี้ยงลูกๆ มากับมือ เขาย่อมรู้ดีว่าทุกคำพูดของโม่โม่ล้วนออกมาจากใจจริง
เขาก้มหน้าลงใช้แก้มคลอเคลียกับศีรษะของลูกชายเบาๆ ไม่ใส่ใจกลิ่นอับชื้นที่ลอยออกมาจากเรือนผมของเด็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข “ขอบใจมากลูกพ่อที่ช่วยดูแลน้องอย่างดี...ลูกคือความภาคภูมิใจของพ่อนะ”
ชีวิตในวัยเด็กของเมิ่งจิ่วซือไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นในยามที่เขามีลูกชายเป็นของตัวเอง เขาก็มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยขาดหายไปให้กับเด็กๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข
เสี่ยวจิงโม่ค่อยๆ ยื่นห่อผ้าเก่าปุปะที่กอดไว้แนบอกตลอดเวลาส่งให้เมิ่งจิ่วซือ
เด็กชายพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พ่อครับ นี่คือเงินทั้งหมดที่ผมเอาติดตัวมา แล้วก็มีเข็มประจำตระกูลที่คุณปู่ทวดมอบให้ผมด้วย ทั้งหมดนี้ผมให้พ่อครับ”
เมิ่งจิ่วซือรับมาด้วยความแปลกใจระคนยินดี
เขาค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออก
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือชุดเข็มฝังเข็มที่คุ้นเคย
สีหน้าของเขาพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “ไม่คิดเลยว่าลูกจะรักษามันไว้ได้ ถ้าคุณปู่ทวดของลูกรู้เข้า ท่านต้องดีใจมากแน่ๆ”
แต่เมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นสิ่งของอีกอย่างในห่อผ้า รอยยิ้มของเขาก็เลือนหายไปทันที
ข้างๆ ชุดเข็มคือธนบัตรจำนวนมาก และนอกเหนือจากสองสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
“ลูกพกเงินเยอะขนาดนี้ติดตัวมาตลอดทางเลยเหรอ!” เมิ่งจิ่วซือรู้สึกหวาดกลัวย้อนหลังจนใบหน้าซีดเผือด “ลูกยังตัวแค่นี้เองนะ มันอันตรายเกินไปรู้ไหม!”
เสี่ยวจิงโม่ดึงชายเสื้อเก่าๆ ของตัวเองและน้องชาย “พ่อดูสิครับ ผมกับน้องดูไม่ต่างจากขอทานตัวน้อยๆ เลย ผมเอาเงินทั้งหมดซ่อนไว้ในถุงผ้าเก่าๆ นี่แหละ ตลอดทางเลยไม่มีใครสนใจพวกเราเลยสักคน”
“นั่นก็เพราะว่าลูกยังเด็ก ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กตัวแค่นี้จะพกเงินมากมายขนาดนี้ต่างหาก! ถ้ามีใครรู้เข้าล่ะก็ ลูกจะตกอยู่ในอันตรายทันที!” คำอธิบายของลูกชายไม่ได้ทำให้เมิ่งจิ่วซือรู้สึกดีขึ้นเลย หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง แค่เพียงจินตนาการว่าลูกชายทั้งสองอาจตกเป็นเป้าของคนชั่ว เขาก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้
แต่เสี่ยวจิงโม่เป็นเด็กที่กล้าได้กล้าเสียแต่ก็รอบคอบอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องที่พ่อของเขากำลังกังวลอยู่ตอนนี้ เขาได้ไตร่ตรองมาหมดแล้ว
“ผมรู้ครับ ก็เพราะว่าผมยังเด็กและแต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ไงครับ ผมถึงกล้าพกเงินออกมาด้วย” เด็กชายเขย่งปลายเท้าขึ้น ใช้มือเล็กๆ ลูบหน้าอกปลอบโยนพ่อของตนด้วยท่าทีจริงจัง “พ่อเล่านิทานสอนใจให้ผมฟังตั้งมากมาย ผมรู้ดีว่าต้องระวังตัวยังไงครับ”
เมิ่งจิ่วซือได้แต่ถอนหายใจ “เจ้าเด็กคนนี้นี่...โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้นจะให้พ่อทำยังไง”
หลินเจาและพี่ชายที่ยืนฟังบทสนทนาของสองพ่อลูกอยู่เงียบๆ ได้แต่สบตากัน ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าในห่อผ้าเก่าๆ ขาดๆ นั่นจะบรรจุเงินจำนวนมากเอาไว้
หลินเจาเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แววตาของเธอทอประกายแห่งความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “โม่โม่นี่ใจกล้าจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่เหนือความคาดหมายมากๆ ขนาดฉันเองยังมองไม่ออกเลย”
ตลอดการเดินทาง เด็กชายดูสุขุมและนิ่งเฉยเกินวัย ใครเลยจะจินตนาการได้ว่าเด็กน้อยในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจะกำลังกอด ‘ก้อนทองคำ’ ก้อนโตไว้แนบอก
ช่างเป็นเจ้าเด็กที่ฉลาดหลักแหลมเสียจริง
หลังจากพูดคุยกับลูกชายทั้งสองจนเป็นที่เรียบร้อย เมิ่งจิ่วซือก็เดินตรงมาหาหลินเจา “เจาเจา ขอบคุณนะ”
“พี่สี่คะ พี่ก็เหมือนพี่ชายแท้ๆ ของฉัน จะมาพูดจาเกรงอกเกรงใจกันทำไมคะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว คนในครอบครัวเดียวกันไม่พูดจาห่างเหินเหมือนคนนอกหรอกค่ะ” หลินเจาพูดพลางทำหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
“ได้ๆ พี่จะไม่พูดแล้ว” รอยยิ้มที่ปลอดโปร่งและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งจิ่วซือ
เขาหยิบชุดเข็มฝังเข็มประจำตระกูลออกมาเก็บไว้กับตัว ก่อนจะยัดห่อผ้าเก่าซอมซ่อที่อัดแน่นไปด้วยเงินสดใส่มือของหลินเจา
“เงินพวกนี้เธอเก็บไว้เถอะ”
หลินเจาชะงักงันไปในทันที เธอรีบปฏิเสธและพยายามจะยัดห่อผ้าคืน “ฉันจะรับเงินนี่ไว้ได้ยังไงคะ...”
เมิ่งจิ่วซือรีบจับมือของเธอไว้แน่น เป็นการตัดบทสนทนา ก่อนจะย้อนคำพูดของเธอเองกลับไป “คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่พูดจาห่างเหินเหมือนคนนอกไม่ใช่เหรอ”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น “...”
“เจาเจา สถานการณ์ของพี่ในตอนนี้...” เมิ่งจิ่วซือเว้นจังหวะไปเล็กน้อย แม้จะไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่ความหมายทั้งหมดก็สื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ
“พี่เก็บเงินไว้กับตัวก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะนำภัยมาให้เปล่าๆ ไม่แน่วันไหนอาจจะถูกคนมายึดไปก็ได้ สู้มอบให้พวกเธอไปเลยจะดีกว่า พวกเธอให้ของกับพี่มามากมายจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงหมด ในใจพี่รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ เงินก้อนนี้เธอเก็บไว้ใช้ครึ่งหนึ่งนะ ส่วนอีกครึ่งที่เหลือฝากนำไปให้พ่อกับแม่แทนพี่ด้วย บอกท่านว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากลูกชายคนนี้ ขอให้ท่านรับไว้ด้วยเถอะนะ”
เสี่ยวจิงโม่ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยคัดค้านอะไร เงินทั้งหมดเป็นของพ่อ พ่อย่อมมีสิทธิ์ที่จะมอบให้ใครก็ได้ตามที่ต้องการ
และแน่นอนว่าการมอบให้คุณอา ย่อมดีกว่ามอบให้คนตระกูลหยวนเป็นร้อยเป็นพันเท่า!
เดี๋ยวนะ...คนอย่างตระกูลหยวนน่ะ ไม่คู่ควรแม้แต่จะเอามาเปรียบเทียบกับคุณอาของเขาด้วยซ้ำ!
เมื่อเห็นว่าหลินเจายังคงอ้าปากจะปฏิเสธ เมิ่งจิ่วซือก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังทันที “ถ้าเธอไม่รับ ก็แสดงว่าเธอไม่ได้ยอมรับว่าฉันเป็นพี่สี่ของเธอจริงๆ”
เมื่ออีกฝ่ายเล่นไม้แข็งถึงขนาดนี้แล้ว หลินเจาจะทำอะไรได้อีก
หญิงสาวไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เธอรับห่อผ้าที่ทั้งสกปรกและเก่าคร่ำคร่ามาหนีบไว้ใต้รักแร้อย่างไม่ถือตัว
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “รับก็ได้ค่ะ!”
ดวงตาของหลินเจาสะอาดใสและเป็นประกาย เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “เงินเยอะขนาดนี้ ใครไม่รับก็โง่แล้วล่ะค่ะ”
เธอยังพูดติดตลกต่ออีกว่า “ดูท่าเที่ยวนี้ฉันจะกำไรอื้อซ่าเลยนะ นอกจากจะได้ไปเปิดหูเปิดตาแล้ว ยังได้เงินกลับมาฟรีๆ อีกตั้งเยอะ ใครจะโชคดีเท่าฉันอีกล่ะเนี่ย”
คำพูดของเธอทำให้เมิ่งจิ่วซือยิ้มออกมาได้เช่นกัน “เธอชอบก็ดีแล้ว”
เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลง แววตาของหลินเจาก็อ่อนโยนลง “สำหรับพ่อกับแม่แล้ว การที่พี่สี่เรียกพวกท่านว่าพ่อกับแม่ได้อย่างสนิทใจสักครั้ง มันมีค่ามากกว่าเงินทองพวกนี้อีกนะคะ”
เมิ่งจิ่วซือเผยสีหน้าจนใจออกมา ในส่วนลึกของหัวใจ เขาเรียกท่านทั้งสองว่าพ่อกับแม่ไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่...มันยังไม่ชินปากที่จะพูดออกไปเท่านั้นเอง
เขาตั้งปณิธานกับตัวเองว่าครั้งหน้าที่ท่านทั้งสองมาเยี่ยม เขาจะต้องเรียกออกมาให้ได้
หลินเจาสังเกตเห็นความอึดอัดใจของเขาได้ เธอจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้ต่อ และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“แล้วเรื่องของโม่โม่กับเสี่ยวไป๋ พี่สี่วางแผนจะเอายังไงต่อเหรอคะ”
[จบบท]