บทที่ 308: วางแผน (2/2)
เมิ่งจิงโม่และกว่างไป๋อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ กวาดตามองลานบ้านเก่าซอมซ่อที่พวกเขาจะต้องอาศัยอยู่ต่อไป แต่บนใบหน้ากลับไม่มีความรังเกียจแม้แต่น้อยนิด มีเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“พ่อครับ ที่นี่คือบ้านของเราเหรอครับ” กว่างไป๋เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม
“ใช่ สภาพมันอาจจะลำบากหน่อยนะ พวกเรากลัวหรือเปล่า?” เมิ่งจิ่วซือก้มลงถามลูกชายทั้งสอง
เมิ่งจิงโม่รีบส่ายหน้า “ไม่กลัวเลยครับ ผมทนลำบากเก่งมาก แล้วก็จะหัดทำงานด้วยครับ”
กว่างไป๋รีบเสริม “ผมก็ทนลำบากได้ แล้วก็จะทำงานด้วย!”
หัวใจของเมิ่งจิ่วซือพลันอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่ได้
ภายในห้อง ผู้เฒ่าเมิ่งล้มตัวลงนอนไปนานแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแว่วเข้ามาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ชายชรารีบลุกขึ้นนั่ง ปัดผ้าห่มบางๆ ที่มีรูอยู่สองสามแห่งออกไป สวมรองเท้าแตะฟางแล้วรีบเดินตรงไปยังประตู
“ตาเฒ่าอย่างปู่เหมือนจะได้ยินเสียงเหลนๆ เลยแฮะ...”
เขารำพึงเสียงดัง และในจังหวะที่สิ้นเสียงประโยคนั้น เขาก็เปิดประตูไม้อันผุพังออก
แล้วเขาก็ได้เห็นหน้าเหลนชายทั้งสองคนจริงๆ
“จิงโม่? กว่างไป๋? เป็นพวกหนูจริงๆ ด้วย!” น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “พวกหนูมาที่นี่กันได้ยังไง?”
ผู้เฒ่าเมิ่งรักและเอ็นดูเมิ่งจิงโม่กับกว่างไป๋มาก เด็กทั้งสองจึงสนิทสนมกับท่านเป็นพิเศษ พอเห็นหน้าก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที
“ปู่ทวดครับ” จิงโม่เรียกอย่างร่าเริง ก่อนจะตอบคำถาม “เป็นสหายร่วมรบของคุณอาเขยพาพวกเรามาส่งครับ”
ผู้เฒ่าเมิ่งเป็นคนสายตาดี เขาจึงสังเกตเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของเหลนชายได้ในทันที คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันทันควัน สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นอย่างน่ากลัว “หน้าของหนูไปโดนอะไรมา?”
เมิ่งจิงโม่เล่าเรื่องราวไร้มนุษยธรรมที่ครอบครัวหยวนได้ทำไว้ให้ปู่ทวดฟังจนหมด
ผู้เฒ่าเมิ่งโกรธจัดจนตัวสั่น ใบหน้าที่ดูแก่ชราลงถนัดตาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
พวกตระกูลหยวน!
เมื่อมองดูเหลนชายทั้งสองที่ผ่านความทุกข์ยากมา ใบหน้าของชายชราก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ “พวกหลานต้องลำบากมากแล้วสินะ”
ในใจของเขาอัดแน่นไปด้วยความผิดหวังที่มีต่อหยวนฉิน หลานสะใภ้ที่ไม่สามารถปกป้องลูกชายแท้ๆ ของตัวเองเอาไว้ได้
เขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวนิสัยดีและขยันขันแข็งคนหนึ่งเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะอ่อนแอจนไม่สามารถรับมือกับปัญหาอะไรได้เลย!
เมิ่งจิงโม่ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องในอดีตอีก ในใจดวงน้อยๆ ของเขา วินาทีที่เขาจูงมือน้องชายก้าวเท้าออกจากเมืองหลวง เขาก็ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลหยวนไปแล้ว
หากวันใดที่เขาสามารถกลับไปที่นั่นได้อีกครั้ง เขาจะเอาคืนอย่างสาสมแน่นอน!
“ปู่ทวดครับ ผมเอาเข็มฝังเข็มของตระกูลเรามาด้วย!” เมิ่งจิงโม่รีบเปลี่ยนเรื่องคุย
ผู้เฒ่าเมิ่งถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เขาหันขวับไปมองเมิ่งจิ่วซือทันที
เมิ่งจิ่วซือหยิบซองหนังที่บรรจุเข็มออกมา “อยู่นี่ครับคุณปู่”
ผู้เฒ่าเมิ่งตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าเข็มทุกเล่มยังอยู่ครบ ไม่ได้ขาดหายไปแม้แต่เล่มเดียว ชายชราฉีกยิ้มกว้างจนริ้วรอยบนใบหน้ายิ่งดูลึกขึ้น แววตาที่มองไปยังเหลนชายเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“จิงโม่มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ปู่ทวดจริงๆ เด็กดี ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ปู่ทวดขอบใจหลานมากนะ”
เขาตบที่ศีรษะของเด็กชายเบาๆ ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปีติ
“ในที่สุดเข็มประจำตระกูลเมิ่งก็ได้กลับมาอยู่ในมือของปู่อีกครั้ง ปู่เคยกลัวเหลือเกินว่ามรดกของตระกูลเราจะสูญหายไป เท่านี้...ต่อให้ปู่ต้องตายไปในวันนี้ ปู่ก็มีหน้าไปพบกับบรรพบุรุษแล้ว!”
เมิ่งจิ่วซือไม่อยากฟังคำพูดที่เป็นลางร้ายเช่นนี้ “คุณปู่ครับ!”
“โอเค โอเค ปู่ไม่พูดแล้วก็ได้”
เมื่อเข้ามาในห้อง กว่างไป๋ยังคงดูกระตือรือร้น ดวงตากลมโตสีนิลของเขากวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างสนใจ
กำแพงดิน คานไม้ เตียงซอมซ่อ หีบไม้ที่สีลอกหลุด ที่แขวนเสื้อตรงหน้าประตู ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูเรียบง่ายและเก่าแก่ ข้างกำแพงมีชั้นไม้วางอยู่ บนนั้นมีกระจาดเล็กๆ หลายใบที่บรรจุสมุนไพรไว้จนเต็ม
แม้จะดูยากจนข้นแค้น แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้รกรุงรัง
เมิ่งจิ่วซือจูงลูกชายทั้งสองคนไปนั่งลง “พวกเรานั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อจะไปต้มน้ำให้ คืนนี้ก็ทนๆ กันไปก่อนนะ ไว้รอบหน้าคุณอามา พ่อจะขอให้เขาช่วยหาเตียงเก่าๆ มาให้”
เมิ่งจิงโม่พูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ “พ่อครับ ตอนนี้อากาศอุ่นขึ้นเยอะแล้ว พวกเราอาบน้ำเย็นก็ได้ครับ ไม่ต้องต้มน้ำให้ยุ่งยากหรอกครับ”
เขาเคยได้ยินมาว่าคนที่นี่ต้องใช้ฟืนในการหุงหาอาหาร ซึ่งฟืนเหล่านั้นก็ต้องลำบากออกไปเก็บหามา
“ไม่ลำบากหรอกน่า เดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” เมิ่งจิ่วซือพูดพลางยิ้ม “ต้มน้ำเสร็จเมื่อไหร่ พ่อจะชงนมผงมอลต์สกัดให้พวกเราดื่ม”
“นมผงมอลต์สกัดเหรอครับ?” ดวงตาของกว่างไป๋พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
เมื่อก่อนเขาได้ดื่มมันทุกวัน แต่หลังจากที่พ่อถูกจับไป เขาก็ไม่เคยได้แตะมันอีกเลย แม่เอานมผงมอลต์สกัดของเขาไปให้พี่จินเป่ากินจนหมด...น่าเจ็บใจนัก
“ใช่แล้ว นมผงมอลต์สกัดที่คุณอาของพวกเราให้มาน่ะ” เมิ่งจิ่วซือตอบ ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก
“ปู่ทวดครับ เดี๋ยวผมไปช่วยพ่อก่อไฟก่อนนะครับ”
เมิ่งจิงโม่บอกทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะรีบเดินตามหลังพ่อของตนไปอย่างกระชั้นชิด
กว่างไป๋เองก็วิ่งตามไปได้สองสามก้าว แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นผู้เฒ่าเมิ่งเข้าเสียก่อน เด็กชายจึงหยุดฝีเท้ากะทันหันแล้วเดินกลับมา
เขาจะอยู่เป็นเพื่อนปู่ทวดเอง
ผู้เฒ่าเมิ่งลูบศีรษะของเหลนชายตัวน้อยเบาๆ เพียงแค่มีจิ่วซือและเด็กทั้งสองคนนี้อยู่ข้างกาย ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยเยียวยาหัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผล จากการถูกลูกในไส้ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์
ชีวิตนี้ของเขา ก็คงไม่นับว่าล้มเหลวทั้งหมด ใช่หรือไม่?
เมิ่งจิงโม่ก่อไฟไม่เป็น เมิ่งจิ่วซือจึงต้องสอนเขาทุกขั้นตอนอย่างใจเย็น เมื่อลูกชายทำเป็นแล้ว เขาก็ปล่อยให้คอยเติมฟืนเป็นครั้งคราว ส่วนตัวเองก็ไปหากระถางดินเผาบิ่นๆ ใบหนึ่งมาตักดินใส่
“พ่อครับ พ่อจะทำอะไรเหรอครับ?” เมิ่งจิงโม่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อมีพ่ออยู่ข้างๆ หนามแหลมคมที่เคยทิ่มแทงคนรอบกายพลันหดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความน่ารักสดใสตามประสาเด็ก
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมิ่งจิงโม่จะลืมเลือนความเจ็บปวดที่ตระกูลหยวนมอบให้ เขาเพียงแค่ฝังความแค้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจ รอคอยวันที่เขาจะมีโอกาสเอาคืนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน!
แน่นอนว่าเมิ่งจิ่วซือยังไม่ล่วงรู้ถึงแผนการในใจของลูกชายคนโต
เขาตอบคำถามของลูกชายไปตามตรง “จะปลูกสมุนไพรน่ะ”
“หืม?” น้ำเสียงของเมิ่งจิงโม่เจือไปด้วยความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
“ปลูกแค่ต้นเดียวเหรอครับ?” เขามองกระถางดินเผาที่พ่อใช้ใส่ดินด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ใช่”
คำถามใหม่ผุดขึ้นในหัวของเมิ่งจิงโม่ทันที “แล้วพ่อจะปลูกอะไรเหรอครับ?”
เมิ่งจิ่วซือไม่เคยคิดที่จะปิดบังอะไรลูกชายอยู่แล้ว
เขาอธิบายอย่างใจเย็นว่า “มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พ่อไม่เคยเห็นมาก่อนเลยน่ะ เลยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะงอกหรือเปล่า”
“พ่อครับ เดี๋ยวผมช่วยรดน้ำเอง” เมิ่งจิงโม่รีบเสนอตัวหางานทำ
เมิ่งจิ่วซือยิ้ม “ช่วงนี้รดแค่วันละครั้งก็พอแล้ว”
เมล็ดพันธุ์นี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่รู้เลยว่ามันต้องการสภาพแวดล้อมแบบไหนในการเจริญเติบโต เขาจึงทำได้เพียงเฝ้าสังเกตและลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เท่านั้น
“ได้ครับ”
หลังจากเตรียมดินเสร็จ เมิ่งจิ่วซือก็รดน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดินในกระถางชุ่มชื้นพอเหมาะ ก่อนจะบรรจงฝังเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมหัศจรรย์ลงไป
ในคืนเดียวกันนั้นเอง
พ่อกู้และแม่กู้ก็ได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเมิ่งจิ่วซือ แต่ท่าทีของคนทั้งสองกลับสงบนิ่งเกินความคาดหมาย
มิน่าล่ะ…
พ่อกู้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก “พ่อรู้แล้วน่า เดี๋ยวพ่อจะคอยจับตาดูให้เอง”
เพราะเรื่องของคุณเฉียว ทำให้เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับคนกลุ่มนั้นที่อาศัยอยู่ตรงตีนเขาเป็นอย่างดี และรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร การจะคอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างลับๆ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก ยิ่งตอนนี้รู้ว่าพี่ชายแท้ๆ ของสะใภ้สามก็อยู่ที่นั่นด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ
“มิน่าล่ะ ตอนนั้นพ่อแม่ของสะใภ้สามถึงได้มาที่กองพลการผลิต ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง” แม่กู้เพิ่งจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “พวกเขาก็คงลำบากน่าดูเหมือนกันนะ”
พวกเขาทั้งสองคนก็เป็นพ่อแม่คน ย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกตอนที่ลูกถูกลักพาตัวไปมันเป็นอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่แทบจะทำให้คนเสียสติได้เลยทีเดียว
“คงต้องรบกวนพ่อกับแม่แล้วนะครับ แต่พวกท่านก็ต้องระวังตัวด้วย อย่าให้ใครรู้เรื่องเข้า” กู้เฉิงหวยเอ่ยเตือนด้วยความสุขุม
พ่อกู้กลับดูกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยที่สุด แต่เนื้อความกลับโอ้อวดเกินใคร
“วางใจเถอะน่า ตอนที่พ่อกับแม่แกขุดอุโมงค์วางกับดักพวกทหารญี่ปุ่นน่ะ แกยังไม่ทันได้เกิดเลยด้วยซ้ำ! เรื่องอื่นพ่อไม่กล้ารับประกัน แต่เรื่องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ใครจับได้น่ะ...ไม่มีปัญหาแน่นอน”
คนรุ่นเดียวกับเขา มีใครบ้างที่ไม่เคยผ่านวันเวลาแห่งการหลบๆ ซ่อนๆ? แล้วจะมีใครบ้างที่ไม่เคยมีประสบการณ์วางกับดักฆ่าศัตรู? เรื่องแบบนี้...พวกเขาเชี่ยวชาญกันดีอยู่แล้ว
[จบบท]