บทที่ 310: ข้อตกลงที่น่าอุ่นใจ (2/2)
หยวนฉินมองตามแผ่นหลังของเพื่อนบ้านไปจนลับตาแล้วเม้มริมฝีปากแน่น เธอคิดในใจว่าสามีกลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่น เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียวกับลูกชายอีก 2 คน หากไม่มีใครปกป้องก็มีแต่จะโดนรังแก การที่ครอบครัวของเธอย้ายมาอยู่ด้วย ถ้าเกิดมีใครหน้าไหนมาหาเรื่องอีก อย่างน้อยพวกเธอก็ยังมีที่พึ่งพิง
เธอไม่ผิด
หลังจากทำอาหารเสร็จ หยวนฉินก็รีบร้อนออกไปตามหาลูกชายทั้งสองคนโดยที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่ทว่า...ที่โรงงานเก่ากลับว่างเปล่า ไม่พบแม้แต่เงาของพวกเขา
เธอคิดว่าลูกๆ คงออกไปหาอะไรกิน จึงไปยืนรออยู่ที่เดิม...ที่ที่เธอเคยเจอกับเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ในครั้งก่อน
เธอเฝ้ารอ...แล้วรอเล่า...จนกระทั่งดวงจันทร์ลอยเด่นขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเงียบงัน แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของลูกชายทั้งสอง
นาฬิกาข้อมือเรือนหมั้นของหยวนฉินถูก ‘ขอยืม’ ไป และตอนนี้มันไปอยู่บนข้อมือของน้องสะใภ้เรียบร้อยแล้ว เธอจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดแล้ว
หัวใจของเธอเริ่มเต้นระส่ำ ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นแล้วออกตามหาไปทั่วบริเวณ
“จิงโม่”
“กว่างไป๋”
หยวนฉินตะโกนเรียกชื่อลูกชายทั้งสองจนเสียงแหบแห้ง เธอวิ่งพล่านไปทั่วทั้งตึกเก่า แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของแมวจรจัดสักตัว
ในที่สุด ความกลัวทั้งหมดก็ถาโถมเข้าใส่จนเธอไม่อาจต้านทานไหว ใบหน้าของหยวนฉินพลันซีดเป็นไก่ต้ม เธอรีบวิ่งกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต
“แม่คะ จิงโม่กับกว่างไป๋กลับมาหรือยังคะ” เธอถามทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู
ทุกคนในบ้านหยวนต่างพากันชะงักงัน พวกเขามองหน้ากันอย่างมีเลศนัย...นี่มันหมายความว่ายังไง เจ้าเด็กเหลือขอสองคนนั่นตายไปแล้วหรือ
หยวนฉินวิ่งจนเหงื่อท่วมใบหน้า ไม่รอคำตอบจากใครทั้งสิ้น เธอผลักประตูห้องนอนทั้งสองบานออกเพื่อค้นหา แต่ภายในห้องกลับว่างเปล่า
เธอยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้นราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ขาของเธออ่อนแรงลงทันใด ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
“แม่คะ จิงโม่กับกว่างไป๋หายไปแล้ว” หยวนฉินร้องไห้ปานจะขาดใจ
“ฉันหาพวกเขาไม่เจอ พวกเขาจะ...พวกเขาจะไม่ได้ถูกแก๊งค้ามนุษย์จับตัวไปใช่ไหมคะ”
เสียงร้องไห้ของเธอดังก้องไปทั่ว เพราะผนังของที่พักอาศัยแบบถ่งจื่อโหลวนั้นบางมาก ทำให้เสียงดังเล็ดลอดไปถึงห้องข้างๆ ทั้งสองฝั่งได้อย่างง่ายดาย
เพื่อนบ้านที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเมิ่งจิ่วซือต่างพากันวิ่งออกจากห้อง แล้วมาระดมทุบประตูห้องของเธอเสียงดังลั่น
“สหายหยวน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” ใครคนหนึ่งเป็นตัวแทนตะโกนถาม
อันที่จริงไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวหยวนเลยสักนิด เพราะคนบ้านนี้นิสัยแย่กันทั้งบ้าน ผู้ใหญ่ก็ไร้ความเมตตา ส่วนเด็กที่ชื่อจินเป่าก็เกเรเป็นอันธพาล แต่พอนึกถึงคุณหมอเมิ่งผู้มีจิตใจเมตตา ทุกคนก็อดทนไม่ได้ ต้องข่มความรำคาญใจแล้วออกมาดู
หยวนฉินผุดลุกขึ้นพรวดพราด วิ่งไปเปิดประตูในทันที
ดวงตาที่แดงก่ำของหยวนฉินจับจ้องไปยังเพื่อนบ้านหลายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงของเธอร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“พวกคุณเห็นจิงโม่กับกว่างไป๋บ้างไหมคะ”
ชายคนที่เคยเป็นคนทักก่อนหน้านี้ขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้เห็นเด็กชายทั้งสองของบ้านเมิ่งมานานมากแล้วจริงๆ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป “เมื่อคืนจิงโม่กับกว่างไป๋กลับมานอนที่บ้านหรือเปล่า”
คนอื่นๆ ในบ้านหยวนต่างพากันหลบอยู่ข้างหลัง ไม่มีใครยอมโผล่หน้าออกมา มีเพียงหยวนฉินที่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเพื่อนบ้านเพียงลำพัง
เธอรู้สึกผิดและละอายใจจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี น้ำตาไหลอาบแก้ม “...ไม่ค่ะ”
“จิงโม่กับกว่างไป๋ไม่ยอมกลับบ้านกับฉันฉัน...ฉันฉันเปิดประตูทิ้งไว้ให้พวกเขาสองสามคืนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นพวกเขากลับมาเลย พวกเขาน่าจะนอนกันอยู่ที่โรงงานเก่านั่นแหละค่ะ”
คำสารภาพของเธอทำให้เพื่อนบ้านทุกคนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก นี่ใช่แม่คนจริงๆ เหรอ
บ้าเอ๊ย โง่เง่าสิ้นดี
แต่หยวนฉินยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ฉันฉันคิดว่าจิงโม่กับกว่างไป๋ต้องการเวลาคิดทบทวน สองสามวันนี้ก็เลยไม่กล้าไปหาพวกเขา เพราะพวกเขาไม่อยากเจอหน้าฉัน”
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความน้อยใจที่ลูกๆ ไม่เข้าใจในตัวเธอ
เพื่อนบ้านต่างพากันนิ่งเงียบไปอย่างสุดจะทน นี่เธอคิดว่าพวกเราควรจะมอบรางวัลดอกไม้แดงแห่งความเห็นอกเห็นใจให้เธอหรือยังไงกัน สมองคงจะโดนลาเตะมาจริงๆ นั่นแหละ
“คืนนี้ฉันไปหาพวกเขาแล้ว แต่หาทั่วแล้วก็หาไม่เจอ จิงโม่ของฉัน กว่างไป๋ของฉัน” หยวนฉินเอาแต่พร่ำเพ้อพลางร้องไห้ ไม่รับรู้อะไรอีก
“แล้วเธอไม่กลัวว่าลูกจะอดตายหรือไง” เพื่อนบ้านหญิงคนเดิมที่เคยคุยกับเธอในครัวทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะคอกถามอย่างหัวเสีย
เสียงร้องไห้ของหยวนฉินหยุดกึกไปชั่วขณะ ก่อนจะแก้ตัวว่า “พวกเขามีเงินนี่คะ” แล้วก็กลับไปร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเดิม
เสียงร้องไห้โหยหวนของเธอทำเอาเพื่อนบ้านพากันปวดหัวไปตามๆ กัน ร้องไห้จะเป็นจะตาย...นึกว่าแม่เฒ่าหยวนตายแล้วเสียอีก
ในที่สุดทุกคนก็เลิกสนใจหยวนฉิน ชายคนแรกที่เอ่ยปากถามจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว “จิงโม่กับกว่างไป๋เป็นเด็กที่เราเห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เราจะปล่อยให้พวกเขาเป็นอะไรไปโดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ ใครที่เต็มใจ...ก็ออกมาช่วยกันตามหาเถอะครับ”
ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างเคยได้รับความช่วยเหลือครั้งใหญ่จากหมอเมิ่งและยังคงระลึกถึงบุญคุณของเขาเสมอ ดังนั้นเกือบทั้งหมดจึงพร้อมใจกันออกไปช่วยตามหาพี่น้องตระกูลเมิ่งทันที
พวกเขาแบ่งกลุ่มกันไปตามสถานที่ต่างๆ บางคนไปสอบถามญาติคนอื่นๆ ของตระกูลเมิ่ง บางคนมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่เมิ่งจิ่วซือเคยทำงาน บางคนไปที่โรงงานของหยวนฉิน ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปตามหาตามที่ต่างๆ เช่น ภัตตาคารของรัฐ หน้าโรงภาพยนตร์ และหน้าห้างสรรพสินค้าของรัฐ
ทุกที่ที่พอจะนึกออกถูกค้นหาจนทั่ว การตามหาดำเนินไปจนดึกดื่นค่อนคืน แต่ก็ไม่มีใครพบเห็นร่างที่คุ้นเคยของเด็กชายทั้งสองเลย
กลุ่มเพื่อนบ้านที่ช่วยกันตามหากลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่หน้าทางเข้าอาคารที่พัก ทุกคนต่างส่ายหน้าให้กันด้วยความผิดหวัง
“ที่โรงพยาบาลไม่มี”
“ที่โรงงานก็ไม่เจอ”
“ญาติๆ ของตระกูลเมิ่งบอกว่าไม่ได้เจอจิงโม่กับกว่างไป๋มานานมากแล้ว แถมยังฝากมาบอกอีกว่า...เด็กสองคนนั่นไม่เกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ต่อไปอย่าไปรบกวนพวกเขาอีก”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันถอนหายใจยาว โลกนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว ญาติพี่น้องที่เคยรักใคร่กลมเกลียวกันดี ไฉนจู่ๆ ถึงได้หมางเมินกันราวกับเป็นศัตรู การรู้จักเอาตัวรอดไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องตัดรอนกันอย่างไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
ชายคนสุดท้ายวิ่งกระหืดกระหอบมาสมทบ เหงื่อไหลท่วมตัว เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วสะบัดทิ้ง ก่อนจะพูดพลางหอบหายใจ “ที่ภัตตาคารของรัฐไม่มี หน้าโรงหนังก็ไม่เจอ ที่ห้างของรัฐก็ไม่มีใครเหมือนกันครับ”
“ลูกของฉัน...!” หยวนฉินร้องไห้จนใจจะขาดสิ้น โลกทั้งใบพลันมืดดับลงตรงหน้า ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มฟุบลงกับพื้น
เพื่อนบ้านหญิงสองคนรีบเข้ามาช่วยกันพยุงร่างที่ไร้สติของเธอกลับไปส่งที่ห้องพัก ส่วนพวกผู้ชายต่างเมินหน้าหนี ไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยว ไม่มีใครชอบผู้หญิงประเภทที่บ้าแต่จะอุ้มชูน้องชายตัวเองหรอก
คุณหมอเมิ่งเป็นคนดีขนาดนั้น ช่างน่าเสียดายที่ต้องมาแต่งงานกับภรรยาแบบนี้
เมื่อทุกที่ที่ควรหาถูกค้นจนทั่วแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แวว ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาอย่างจนปัญญา บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าอึดอัด
“จิงโม่กับกว่างไป๋...พวกเขาจะไม่ได้พากันไปหาคุณหมอเมิ่งหรอกนะ” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เฮ้ย” คนข้างๆ ถึงกับสูดลมหายใจเฮือก “ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ผมนึกออกแล้วครับ เหมือนว่าเมื่อหลายวันก่อนย่าของผมจะเคยบอกว่า ท่านเห็นจิงโม่กับกว่างไป๋เดินตามผู้ชายคนหนึ่งไป พร้อมกับสะพายกระเป๋าผ้าเก่าๆ ใบหนึ่งด้วย”
“ว่าไงนะ” ชายคนที่อาสาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการตามหาเป็นคนแรกถามเสียงดัง ในชั่วพริบตาเดียว ในหัวของเขาก็เต็มไปด้วยการคาดเดาในแง่ร้ายต่างๆ นานา “ไปหาย่าของนายเดี๋ยวนี้”
“แต่...ย่าผมนอนแล้วนะครับ”
“จะนอนอะไรกันตอนนี้ เรื่องสำคัญต้องมาก่อน”
“อ้อ ครับๆ”
กลุ่มคนจึงพากันไปยังบ้านของชายหนุ่มคนนั้น และคำพูดของเขาก็ได้รับการยืนยันจากปากของหญิงชราผู้เป็นย่า...จิงโม่กับกว่างไป๋จากไปกับชายคนหนึ่งจริงๆ และที่สำคัญ...พวกเขาจากไปโดยสมัครใจ แถมยังกล่าวลาท่านอย่างสุภาพอีกด้วย
“พวกคุณว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันนะ อาจจะเป็นคนที่คุณหมอเมิ่งเคยช่วยชีวิตไว้ก็ได้ พอเขารู้ว่าลูกๆ ของคุณหมอลำบาก เลยมารับตัวไปดูแล”
ทุกคนที่ได้ยินต่างภาวนาให้เป็นเช่นนั้น
“เฮ้อ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ แยกย้ายกันเถอะครับ กลับบ้านใครบ้านมัน พรุ่งนี้ยังต้องทำงานแต่เช้า”
“กลับเถอะ ทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว”
กลุ่มคนค่อยๆ สลายตัวไป แต่เมื่อกลับถึงบ้านของตัวเอง แต่ละครอบครัวก็ยังคงคาดเดากันไปต่างๆ นานา พวกเขาต่างพากันอวยพรให้พี่น้องตระกูลเมิ่งโชคดี จากนั้นก็พากันสาปแช่งคนบ้านหยวน และด่าทอหยวนฉินว่าเป็นคนสติไม่ดี ที่ควรจะอยู่ให้ห่างเข้าไว้
[จบบท]