บทที่ 311: ปัญหาที่ไม่ทันตระหนัก (1/2)
คนบ้านหยวนเข้ายึดครองห้องทั้งสองห้องของบ้านเมิ่งอย่างสมบูรณ์ ทำให้หยวนฉินผู้เป็นเจ้าของบ้านตัวจริงต้องระเห็จไปอาศัยอยู่ในห้องนั่งเล่นอันคับแคบแทน ที่นอนของเธอก็คือผ้าห่มเก่าๆ ผืนหนึ่งที่คนบ้านหยวนนำติดตัวมาด้วย
เวลานี้ร่างที่ไร้สติของหยวนฉินถูกทิ้งไว้บนผ้าห่มผืนนั้นอย่างไม่ใยดี
ทันทีที่ได้รู้ข่าวว่าเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋หายตัวไปกับใครก็ไม่รู้ คนบ้านหยวนก็พากันดีใจจนเนื้อเต้น
"ดีเลยสิ" ยายเฒ่าหยวนฉีกยิ้มกว้าง "ถือซะว่าเจ้าลูกหมา 2 ตัวนั่นยังรู้จักดูตาม้าตาเรือ ไม่อย่างนั้นล่ะก็…"
คงต้องเปลืองสมองจัดการกับพวกมันอีก
หายตัวไปแบบนี้สิดีที่สุด!
ขอแค่เวลาผ่านไปสัก 3-5 ปี ทุกคนก็จะค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราวของบ้านเมิ่งไปจนหมดสิ้น เมื่อถึงตอนนั้นบ้านหยวนก็ได้บ้านหลังนี้มาครอบครองฟรีๆ แถมยังมีเงินในมือของหยวนฉินอีก เท่านี้ก็สามารถใช้ชีวิตสุขสบายไปได้อีกหลายปีแล้ว!
น้องสะใภ้หยวนกลับรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะเธอสงสารเด็กทั้งสองคน แต่เป็นเพราะเธอตั้งใจจะเอาเด็กเหลือขอทั้งสองคนนั้นไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ที่บ้านโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวต่างหาก
น่าเสียดายจริงๆ
แต่แล้วน้องสะใภ้หยวนก็พลันเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา เธอเอ่ยขึ้นว่า "แม่คะ พี่สาวสลบไปแบบนี้ พรุ่งนี้จะไปทำงานได้ยังไงกัน ถ้าขาดงานก็ต้องโดนหักเงินเดือนไปฟรีๆ ตั้ง 1 วันเลยนะคะ"
ยายเฒ่าหยวนรู้สึกว่าตัวเองแก่ป่านนี้แล้ว ควรจะได้ใช้ชีวิตสบายๆ เสียที จึงไม่คิดที่จะไปทำงานแทนลูกสาวที่ไม่ได้เรื่องของตัวเองแม้แต่น้อย
หญิงชราเหลือบมองลูกสะใภ้ก่อนจะพูดอย่างไม่ไว้หน้า "มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม"
น้องสะใภ้หยวนยิ้มแหยๆ แต่เพราะเป็นคนหน้าหนาอยู่แล้วจึงพูดออกไปตามตรง "เอ่อ… คือหนูคิดว่าในเมื่อพี่สาวสภาพเป็นแบบนี้คงไปทำงานไม่ไหว หนูเลยอยากจะไปทำงานแทนเธอเองค่ะ"
ยายเฒ่าหยวนยิ้มอย่างมีเลศนัย
ช่างเป็นคนที่ละโมบโลภมากเสียจริง
แต่เธอก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด ในละครยังเคยกล่าวไว้เลยว่า… คนเราถ้าไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินจะลงโทษ
มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการจะนึกถึงตัวเองก่อนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
"แล้วงานของแกล่ะ" เธอถาม
น้องสะใภ้หยวนมีแผนการอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกแล้ว
"ก็พี่สะใภ้ใหญ่ของหนูยังไม่มีงานทำไม่ใช่เหรอคะ ให้เธอไปทำแทนหนูไปก่อนสัก 2-3 วันก็ได้"
ในใจของน้องสะใภ้หยวนปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ขอแค่ได้งานของหยวนฉินมาอยู่ในกำมือแล้วละก็ หากอีกฝ่ายคิดจะเอางานคืนไปล่ะก็… ฝันไปเถอะ!
ส่วนงานเดิมของเธอ ก็สามารถขายต่อให้ทางบ้านแม่ของเธอได้ แถมยังทำเงินได้ตั้ง 700-800 หยวน ไม่ว่าจะมองทางไหนเธอก็มีแต่ได้กับได้
ยายเฒ่าหยวนมองความคิดของลูกสะใภ้ออกทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร
"ได้สิ"
แต่ยังไม่ทันที่ลูกสะใภ้จะได้ดีใจจนออกนอกหน้า หญิงชราก็พูดขึ้นอีกครั้ง "แต่ถ้าทำได้ขึ้นมาจริงๆ แกต้องให้ฉัน 450 หยวน ถ้าทำไม่ได้ก็ล้มเลิกไปซะ!"
น้องสะใภ้หยวนถึงกับหน้าถอดสี นี่มันขูดรีดกันชัดๆ!
จำนวนเงินนี้เหยียบอยู่บนเส้นตายที่เธอรับได้พอดีเป๊ะ
หญิงแก่เจ้าเล่ห์แล้วยังหน้าเลือดอีก!
"ก็ได้ค่ะ" เธออดทนต่อความเจ็บใจยอมตกลง พร้อมกับตัดสินใจในทันทีว่าจะเพิ่มราคาขายงานที่จะเสนอให้ทางบ้านแม่อีก 50 หยวน
เมื่อรวมเป็นเงิน 850 หยวน หญิงแก่จะได้ไป 450 ส่วนเธอก็จะได้ 400
ในยุคที่งานหายากแบบนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน
ยังไงซะเธอก็ยังได้กำไรอยู่ดี!
แม่สามีและลูกสะใภ้สบตากัน ก่อนที่รอยยิ้มพึงพอใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งคู่
เช้าวันรุ่งขึ้น
หยวนฉินตื่นขึ้นมาก็พบว่าเลยเวลาเข้างานไปมากแล้ว เธอจึงรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรนเพื่อจะไปที่โรงงาน
ยายเฒ่าหยวนได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอกจึงเปิดประตูออกมา
"จะรีบร้อนไปไหนกันน่ะ บนโต๊ะมีหมั่นโถวที่พวกเราเก็บไว้ให้ รีบกินก่อนสิ เมื่อคืนลูกก็ไม่ได้กินอะไรเลยนะ ไม่หิวหรือไง เดี๋ยวเป็นลมไปอีกจะทำยังไง"
หยวนฉินมีสีหน้าตื่นตระหนก ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งใส่รองเท้าไม่ได้สักที "หนูจะไปทำงานค่ะ"
"สายไปแล้วล่ะ" ยายเฒ่าหยวนเอ่ยเรียบๆ "ไม่ต้องรีบหรอก น้องสะใภ้แกไปแทนให้แล้ว ขาดงานวันเดียวไม่เป็นไรนักหรอกน่า สภาพอย่างลูกตอนนี้ไปทำงานก็ง่ายที่จะเกิดอุบัติเหตุ สู้พักผ่อนอยู่บ้านอีกสัก 2-3 วันไม่ดีกว่าเหรอ แล้วเรื่องจิงโม่กับกว่างไป๋… ก็ยังต้องตามหาต่อไม่ใช่หรือไง"
วันนี้หญิงชราไม่ได้เรียกหลานชายทั้งสองว่าเจ้าลูกหมาเหมือนเคย เพราะกลัวว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์ของหยวนฉิน
พอได้ยินว่าน้องสะใภ้ไปทำงานแทนแล้ว หยวนฉินก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เธอเลิกรีบร้อนแล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง ดวงตาของเธอบวมช้ำ จิตใจก็อ่อนล้าเต็มที
เมื่อนึกถึงลูกชายทั้งสองที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หยาดน้ำตาก็เอ่อล้นออกมาจนไม่อาจห้ามได้
หญิงสาวใช้สองมือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น "แม่คะ หนูหาทุกที่ที่น่าจะหาได้หมดแล้ว หนูจะไปหาจิงโม่กับกว่างไป๋ได้ที่ไหนอีก พวกเขาจะไม่ได้ถูกแก๊งค้ามนุษย์จับตัวไปใช่ไหมคะ"
"ลูกยังอยู่ดีๆ แท้ๆ จู่ๆ ก็หายตัวไปได้ยังไง หนูเป็นแม่ภาษาอะไรกัน ต่อไปจะเอาหน้าไปสู้คุณจิ่วซือได้ยังไง"
ภาพของสามีที่รักและตามใจลูกชายเสมอฉายชัดขึ้นมาในความคิด หยวนฉินก็รู้สึกผิดจนใบหน้าร้อนผ่าว
ยายเฒ่าหยวนแค่นเสียงเยาะเย้ยในใจ
เหอะ
ลูกสาวคนนี้ของเธอมันโง่เง่าจริงๆ ไม่เหมือนคนที่เธอให้กำเนิดมาเลยสักนิด
แต่โง่ๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว คนฉลาดน่ะหลอกยาก
"อย่าพูดจาเหลวไหลนะ! จิงโม่กับกว่างไป๋เป็นเด็กฉลาด แถมดวงดี จะไปเจอพวกค้ามนุษย์ได้ยังไงกัน" ยายเฒ่าหยวนแสร้งทำเป็นปลอบใจ
อันที่จริง ในใจของยายเฒ่าหยวนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เจ้าเด็กเหลือขอ 2 คนนั่นฉลาดหลักแหลมและมีบุญวาสนาดีจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เกิดมาเป็นลูกชายของเมิ่งจิ่วซือ
แม้ว่าอดีตลูกเขยของเธอจะโชคร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีความสามารถและเก่งกาจอย่างหาตัวจับยาก ทั้งยังมีนิสัยดี คอยดูแลเอาใจใส่เธอซึ่งเป็นแม่ยายอย่างดีเสมอมา แถมยังรักภรรยามากอีกด้วย
น่าเสียดายที่ชะตาชีวิตของเขาไม่ดีนัก
เขาเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เกิด พอมีครอบครัวเป็นของตัวเองได้ไม่นาน ก็ดันมาเดือดร้อนเพราะผู้เฒ่าเมิ่งจนถูกผู้คนก่นด่าสาปแช่ง ตอนนี้จะยังมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้
ความคิดเหล่านี้แวบผ่านเข้ามาในหัวของยายเฒ่าหยวนเพียงชั่วครู่แล้วก็จางหายไป
อดีตลูกเขยที่หมดประโยชน์แล้ว ไม่คุ้มค่าพอที่เธอจะเสียเวลามาใส่ใจ
หยวนฉินไม่รู้เลยว่าในใจของแม่คิดอะไรอยู่ เธอได้ยินเพียงว่าวันนี้แม่ไม่ได้เรียกชายทั้งสองว่า 'เจ้าลูกหมา' แค่นี้เธอก็ดีใจแทนลูกๆ แล้ว
หญิงสาวล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ ก่อนจะเริ่มกินอาหารเช้า
สิ่งที่แม่บอกว่าเก็บไว้ให้คือหมั่นโถว แต่ความจริงแล้วมันคือหมั่นโถวธัญพืชหยาบที่ทั้งแข็งและกระด้าง
สมัยเด็กๆ หยวนฉินกินอาหารแบบนี้เป็นประจำ แต่หลังจากแต่งงานกับเมิ่งจิ่วซือผู้มีความสามารถและหาเงินเก่ง คุณภาพชีวิตของเธอก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมิ่งจิ่วซือนั้นทั้งรักและตามใจภรรยากับลูกๆ อยู่เสมอ เขามักจะซื้อหมูพะโล้บ้าง ซุปซี่โครงหมูบ้างกลับมาที่บ้านบ่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น ทุกๆ 3-5 วัน เขาก็จะพาครอบครัวไปลิ้มลองอาหารรสเลิศที่ภัตตาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแกะหรือเนื้อวัว พวกเธอก็ล้วนเคยกินมาหมดแล้ว
เคยอยู่สุขสบาย พอต้องกลับมาลำบากมันก็ทำใจยาก เมื่อต้องกลับมากินหมั่นโถวธัญพืชหยาบอีกครั้ง หยวนฉินจึงรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง
ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ปริปากบ่นอะไรออกมา ยังคงก้มหน้าก้มตากินมันเข้าไปทีละคำอย่างเชื่อฟัง
"แม่คะ แล้วแม่กินอะไรหรือยัง"
มีหรือที่ยายเฒ่าหยวนจะยอมบอกว่าพวกตนเพิ่งกินซาลาเปาไส้เนื้อกันไป
"แม่ไม่ได้ไปทำงานสักหน่อย จะกินอะไรกัน รอกินอีกทีตอนเที่ยงนู่นแหละ" หญิงชราเอ่ยพลางถอนหายใจ "เงินทองมันหายากนะลูก ต่อไปเรายังต้องเก็บเงินซื้อตำแหน่งงานให้จินเป่า ไหนจะเงินแต่งงานอีก ตอนนี้ไม่รีบเก็บ แล้วพอจินเป่าโตขึ้นจะทำยังไง"
คำพูดนั้นทำให้หยวนฉินกินอะไรต่อไม่ลงในทันที
"แม่คะ บ้านเรามีคนทำงานตั้ง 3 คน ยังไงก็เลี้ยงจินเป่าไหวอยู่แล้วค่ะ แม่ไม่ต้องประหยัดขนาดนั้นก็ได้ สุขภาพของแม่สำคัญที่สุดนะคะ"
แน่นอนว่ายายเฒ่าหยวนก็คิดเช่นนั้น คนเราพออายุมากขึ้นขนาดนี้แล้ว จะมีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพของตัวเองอีกล่ะ
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเธอปรากฏรอยยิ้มปลื้มใจ "แม่รู้แล้วน่า แม่จะฟังลูก ก็มีแต่ลูกสาวนี่แหละที่กตัญญูที่สุด"
หยวนฉินจึงค่อยวางใจลง
หลังจากฝืนกินหมั่นโถวไปได้ 1 ลูก เธอก็ไม่สามารถกินลูกที่สองลงไปได้อีก เธอจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อไปตามหาลูกชายทั้งสอง
บางทีตอนนี้จิงโม่กับกว่างไป๋อาจจะแค่งอนเธออยู่ และอาจจะกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่ที่พวกเขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
ถ้าเจอพวกเขาเมื่อไหร่ เธอจะต้องบอกลูกๆ ว่าคุณยายกับญาติๆ ยอมรับพวกเขาแล้ว ให้เลิกทำตัวงอแง แล้วอยู่กับจินเป่าดีๆ
ขอแค่ยอมทนลำบากนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว
ในยุคสมัยแบบนี้ แค่มีชีวิตรอดต่อไปได้ก็ดีถมเถไปแล้ว
ส่วนเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋น่ะเหรอ: ถุย! อดข้าวได้ แต่จะให้อดทนกับเรื่องบ้าๆ นี่ ไม่มีทาง!
เมื่อประตูบ้านเมิ่งปิดลง ใบหน้าที่แสนเย็นชาของยายเฒ่าหยวนก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
เวลาผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว ถ้าหาเจอขึ้นมาสิถึงจะแปลก
ด้านนอกอาคารบ้านพัก ผู้คนมากมายที่เคยเป็นเพื่อนบ้านของหยวนฉินต่างทำราวกับว่าเธอเป็นอากาศธาตุ
ทุกคนพร้อมใจกันเมินเฉยต่อเธออย่างถึงที่สุด
แม้ว่าหยวนฉินจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อน ก็ไม่มีใครสนใจจะตอบกลับ หญิงชราคนหนึ่งถึงกับมองเธอด้วยสายตารังเกียจราวกับเห็นตัวซวย ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาแล้วกระแทกประตูปิดใส่หน้าเสียงดังปัง!
ใบหน้าของหยวนฉินร้อนผ่าวราวกับถูกตบ
นับตั้งแต่แต่งเข้ามาอยู่ที่นี่ เธอก็เข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี เพื่อนบ้านไม่ว่าจะชั้นบนหรือชั้นล่างล้วนแต่เป็นมิตรต่อกัน แล้วทำไมตอนนี้… ทุกคนถึงได้รังเกียจเธอเช่นนี้
ความน้อยเนื้อต่ำใจและความไม่เข้าใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าที่งดงามของหยวนฉิน
เธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นนานนัก ก่อนจะรีบวิ่งไปยังโรงงานเก่าที่ลูกๆ เคยไปหลบซ่อนตัวอยู่
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด… เธอไม่พบพวกเขา
แต่หยวนฉินก็ยังไม่ยอมแพ้ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอเฝ้าตระเวนตามหาทุกซอกทุกมุม แถมยังไปแจ้งความกับตำรวจ และแวะไปถามความคืบหน้าที่สถานีตำรวจทุกวัน… ว่าพอจะมีข่าวคราวของลูกๆ บ้างหรือไม่
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงการส่ายหน้าปฏิเสธ
และในตอนนั้นเอง ที่เธอตระหนักได้อย่างชัดเจน… ว่าเธอได้ทำลูกหายไปแล้วจริงๆ
หลังจากร้องไห้จนแทบขาดใจ หยวนฉินก็นึกถึงเรื่องงานขึ้นมาได้
แต่ทว่า… มันสายเกินไปแล้ว
ตำแหน่งงานของเธอกลายเป็นของน้องสะใภ้หยวนไปตั้งนานแล้ว
"...หมายความว่ายังไง?" ใบหน้าของหยวนฉินสั่นระริก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
น้องสะใภ้หยวนทำทีเป็นหวังดี "ก็พี่สาวไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอยู่แล้วนี่คะ แล้วทางโรงงานก็ไม่พอใจพี่มากด้วย หนูก็เลยรับช่วงต่อมาเลย จะได้ไม่เดือดร้อนกัน"
หยวนฉินอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดออกมาอย่างใจสลาย "ฉันไม่เคยบอกว่าจะไม่ไปทำงาน! ฉันแค่ให้เธอไปทำแทนชั่วคราว แล้วงานของฉันกลายเป็นของเธอได้ยังไง!"
เธอรู้ดีกว่าใครว่างานนี้สำคัญกับเธอมากเพียงใด
นี่มันปากท้องของเธอนะ!
"ไม่ได้ ฉันจะไปคุยกับสำนักงานโรงงาน!"
[จบบท]