บทที่ 314: บ้านใหม่ (2/2)
"พ่อครับ แม่ครับ..."
หวงซิ่วหลันหัวเราะร่วน "ไปเลยๆ อยากไปก็ไปสิลูก ชอบบ้านสามขนาดนั้น แม่ยกให้ไปเป็นลูกอาสามกับอาสะใภ้สามเลยดีไหม"
วินาทีนั้นเอง ดวงตาของเถี่ยฉุยก็สว่างวาบยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เขาถามเสียงดังอย่างตื่นเต้น "จริงเหรอครับ"
"ยกผมให้อาสามกับอาสะใภ้สามเลยเหรอครับ"
ถ้าเป็นแบบนั้น เขาก็จะมีลูกอมกินไม่หวาดไม่ไหวเลยน่ะสิ
หวงซิ่วหลันถึงกับพูดไม่ออก
"..."
เธอรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหจนต้องเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายตัวดี "เจ้าเด็กไม่รักดีนี่"
เถี่ยฉุยถูกหยิกแก้มจนร้องเสียงหลง แต่ก็ยังพยายามถามเสียงอู้อี้ "ตะ...ลง...มั้ย...คับ"
หวงซิ่วหลันปล่อยมือออกจากแก้มลูกชายแล้วมองค้อนใส่ "ฝันไปเถอะย่ะ"
ดวงตาของเถี่ยฉุยพลันหม่นแสงลงในทันที เขามองแม่ของตัวเองด้วยสายตากล่าวหา "แต่แม่เป็นคนพูดเองว่าจะยกผมให้อาสามกับอาสะใภ้สาม แม่เป็นผู้ใหญ่แล้วแท้ๆ ทำไมยังมาหลอกเด็กอีกล่ะครับ แม่ใจร้ายเกินไปแล้ว"
เหิงเป่าเองก็ส่งเสียงฮึดฮัดใส่ป้าสะใภ้ใหญ่ของเขาเหมือนลูกหมูตัวน้อยน่ารัก พร้อมกับแสดงความไม่พอใจออกมา "ป้าสะใภ้ใหญ่ใจร้ายที่สุดเลย"
แม้กระทั่งอวี้เป่าที่ปกติจะสุขุมกว่าใครเพื่อนยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองป้าสะใภ้ใหญ่ของเขาอย่างตัดพ้อ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แบบผู้ใหญ่เกินตัว
"พรืด" จ้าวลิ่วเหนียงที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เธอหันไปพูดกับพี่สะใภ้คนโต "พี่สะใภ้ใหญ่คะ ต่อไปอย่าล้อเล่นแบบนี้อีกนะ พวกเด็กๆ เขาคิดจริงจังกันหมด"
เด็กชายวัย 5 ขวบกว่าทั้งสามคนต่างพยักหน้าเล็กๆ ของตนเองอย่างพร้อมเพรียงและจริงจัง
ใช่แล้ว พวกเขาคิดจริงจังนะจะบอกให้
หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง ครอบครัวของบ้านสามก็พากันกลับเข้าห้องเพื่อเริ่มเก็บข้าวของเตรียมย้ายบ้าน
พวกเขาเริ่มจากการม้วนเครื่องนอน จากนั้นก็พับเสื้อผ้าใส่ลงในหีบไม้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนหนังสือต่างๆ ก็ถูกจัดเก็บลงในตะกร้าไม้ไผ่
เมื่อเปิดตู้เก็บขนมก็พบว่ายังมีนมผงมอลต์สกัด น้ำตาล และบิสกิตเหลืออยู่อีกไม่น้อย
"อวี้เป่า เหิงเป่า ในนี้ยังมีลูกอมเหลืออยู่อีกเยอะเลย เราแบ่งไว้ที่บ้านใหญ่สักครึ่งหนึ่งดีไหม พอพวกหนูกินหมดแล้ว แม่ค่อยซื้อให้ใหม่" หลินเจาเริ่มต่อรองกับลูกชายทั้งสอง "เด็กดีไม่ควรกินขนมหวานเยอะเกินไปนะคะ เดี๋ยวฟันจะผุเอาได้นะ แล้วถ้าเราเก็บขนมพวกนี้ไว้นานเกินไป มันก็จะเสียเปล่าๆ"
อวี้เป่าพยักหน้ารับทันที "ได้เลยครับ แบ่งไว้ครึ่งหนึ่งแล้วเอาไปให้ย่า ให้ย่าเป็นคนแบ่งให้คนอื่นเองครับ"
หลินเจารู้สึกว่าลูกชายคนโตของเธอช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ การมอบหมายให้แม่สามีเป็นคนจัดการนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุด แถมยังช่วยให้เธอไม่ต้องเหนื่อยใจอีกด้วย
เธอมองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมความชื่นชม "ได้เลยจ้ะ เราทำตามที่อวี้เป่าว่ากันนะ"
เหิงเป่ารีบเขย่าแขนแม่ของตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ "ผมก็ยอมแบ่งนะครับ"
หลินเจาลูบแก้มเนียนนุ่มของลูกชายคนเล็กพลางยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ "เหิงเป่าของเราก็เป็นเด็กใจกว้างเหมือนกันนะจ๊ะ"
เด็กชายได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
ขณะนั้น แม่กู้กำลังนั่งทำรองเท้าผ้าให้หลานๆ อยู่ในห้อง คนในชนบทมักจะใช้รองเท้าจนคุ้มค่า ทำให้ต้องเปลี่ยนคู่ใหม่อยู่บ่อยๆ ผู้หญิงในทุกครัวเรือนจึงมักจะใช้เวลาว่างในการเย็บรองเท้าเตรียมไว้ ซึ่งบ้านกู้ก็เช่นกัน
"ก๊อกๆๆ..."
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เพียงแค่ได้ยินเสียงเคาะประตู แม่กู้ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของสะใภ้สาม เพราะสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองไม่เคยมีความคิดที่จะต้องเคาะประตูก่อนเข้าห้องใคร
"เข้ามาเลย ประตูไม่ได้ล็อกจ้ะ" เธอตะโกนตอบกลับไป
หลินเจาจึงแหวกม่านไม้ไผ่เข้ามาในห้อง พร้อมกับวางตะกร้าที่ถือมาด้วยลงบนตู้ไม้ "แม่คะ ลูกอมพวกนี้แม่ช่วยรับไว้หน่อยนะคะ"
แม่กู้ละมือจากแผ่นรองรองเท้าที่กำลังเย็บอยู่แล้วลุกขึ้นเดินมาดู เมื่อเห็นลูกอมนานาชนิดอยู่ในตะกร้า เธอก็อดประหลาดใจไม่ได้ "นี่อะไรกันลูก เก็บไว้ให้หลานๆ กินสิ"
หลินเจายิ้มหวาน "หนูแบ่งส่วนของพวกเขาไว้แล้วค่ะ แต่ที่เหลือนี้ถ้าเก็บไว้นานกลัวว่าจะเสียเปล่าๆ เลยอยากให้แม่ช่วยรับไว้แล้วแบ่งให้เด็กๆ ที่บ้านใหญ่ได้กินกันค่ะ"
เมื่อลูกสะใภ้พูดอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ แม่กู้ก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป "ได้ๆ งั้นแม่รับไว้นะ"
หลังจากจัดการเรื่องลูกอมเรียบร้อย หลินเจาก็รีบกลับไปเก็บของต่อที่ห้องของตนเอง ซึ่งใช้เวลาไปอีกเกือบครึ่งชั่วยามทุกอย่างจึงจะพร้อม
จากนั้น สมาชิกทุกคนในบ้านกู้ก็เริ่มเคลื่อนพล
"ผมจะไปยืมรถเข็นที่บ้านอาเล็กกู้เอง" กู้ชิงโจวอาสาแล้วรีบวิ่งไปยังบ้านของอาเล็กกู้ทันที
ส่วนเด็กๆ ที่เหลือก็ไม่รอให้รถเข็นมาถึง ต่างคนต่างช่วยกันอุ้มข้าวของเท่าที่ตัวเองจะถือไหว แล้วเดินนำหน้าไปยังบ้านหลังใหม่ของอาสาม
"อวี้เป่า เหิงเป่า ของที่พวกหนูกำลังถือไป ให้เอาไปไว้ในห้องนอนของพวกหนูเลยนะ ห้องที่มีเตียงตั้งอยู่น่ะ" หลินเจากลัวว่าเด็กๆ จะเอาของไปวางเกะกะขวางทางในลานบ้าน จึงรีบตะโกนบอกเมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังจะเดินออกไป
"ทราบแล้วครับผม" เหิงเป่าขานรับเสียงดังฟังชัด
เด็กชายสะพายกระเป๋าใบเล็กคู่ใจ ในอ้อมแขนก็ประคองกองหมอนใบเล็กๆ ของตัวเอง ของพี่ชาย และของน้องแฝดอีกสองคนไว้อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะสูงจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่ขาสั้นๆ ของเขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ท่ามกลางสายตาของผู้คนในหมู่บ้าน กลุ่มเด็กๆ ก็เดินขบวนมาถึงบ้านหลังใหม่ของครอบครัวกู้
อวี้เป่าเดินสำรวจไปทีละห้อง จนกระทั่งมาถึงห้องทางปีกซ้าย เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็น...เตียงนอน
เตียงไม้นี้มีลักษณะแปลกตามาก ครึ่งหนึ่งเป็นเตียงสองชั้น ส่วนอีกครึ่งเป็นเตียงไม้เตี้ยๆ ที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ดูแล้วช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ที่สำคัญคือทุกส่วนของเตียงไม่มีมุมแหลมคมเลยแม้แต่น้อย เนื้อไม้ทั้งหมดถูกขัดจนเรียบเนียน และขอบถูกลบให้โค้งมนเพื่อความปลอดภัย
"พี่ครับ นี่มันบันไดเล็กๆ นี่นา" เหิงเป่าตะโกนลั่นห้อง "เหมือนเตียงชั้นบนในรถไฟเลย"
เขาพูดอย่างตื่นเต้นดีใจ "พี่ครับ ผมอยากนอนเตียงชั้นบน"
อวี้เป่าซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแม่มาตลอด ให้กล้าที่จะแสดงความต้องการของตัวเองออกมา เขาจึงไม่ยอมตามใจน้องเหมือนเคย
เด็กชายมองหน้าน้องชายแล้วพูดว่า "เหิงเป่า พี่ก็อยากนอนเตียงชั้นบนเหมือนกัน เรามาสลับกันนอนดีไหม"
เหิงเป่าไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจ โดยเฉพาะกับพี่ชายฝาแฝดที่คลานตามกันออกมา เขายิ่งใจกว้างเป็นพิเศษ เด็กชายยิ้มกว้างจนตาหยีราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อย "ได้สิครับ ก็เราออกมาจากท้องแม่พร้อมกันนี่นา ไม่แปลกหรอกที่จะชอบของเหมือนๆ กัน ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องชอบเตียงชั้นบนเหมือนกัน"
พูดจบเขาก็เข้าไปออดอ้อนพี่ชาย "พี่ครับ งั้นให้ผมขอนอนก่อนได้ไหม"
อวี้เป่ายินดีทำตามความต้องการของน้องชายเสมอ "อืม นายอยู่ก่อนเลย พรุ่งนี้ค่อยถึงตาพี่"
"เย้ ได้เลยครับ"
ทันใดนั้นเอง เจ้าเสี่ยวจินก็กระโดดขึ้นไปบนเตียง ปีนป่ายขึ้นไปชั้นบนอย่างคล่องแคล่ว มันเดินสำรวจทุกซอกทุกมุม ก่อนจะทิ้งตัวลงมาตามทางลาดชันที่อยู่ด้านซ้ายสุดของเตียง
ภาพที่เห็นทำให้เด็กๆ ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
"!!"
"พี่ครับ อันนี้มันลื่นได้ด้วย" เหิงเป่าแทบจะโถมตัวเข้าไปหาสไลเดอร์ ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ "พี่ครับ ดูสิ ตอนลงจากเตียงเราไม่ต้องไต่บันไดลงมาแล้ว เราลื่นลงมาจากตรงนี้ได้เลย"
อวี้เป่าเองก็เพิ่งสังเกตเห็น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นดีใจ ดวงตาของฝาแฝดเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสุข
เมื่อเห็นดังนั้น บรรดาเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ตามมาดูต่างก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
อวี้เป่ากับเหิงเป่ามีเตียงนอนที่น่าสนุกแบบนี้ด้วย แต่พวกเขาไม่มี พ่อแม่ของฝาแฝดช่างดีจริงๆ
หยวนเป่าเองก็อยากได้เตียงแบบนี้บ้าง เขาจึงเอ่ยถามอวี้เป่า "อวี้เป่า เตียงนี้พ่อของนายเป็นคนทำให้เหรอ"
"เปล่าหรอก พ่อของฉันทำงานไม้เล็กๆ น้อยๆ ได้เท่านั้น แต่งานที่ซับซ้อนแบบนี้ทำไม่เป็นหรอก" อวี้เป่าตอบพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข "พ่อของฉันไปจ้างคุณปู่ช่างไม้มาทำให้น่ะ ส่วนแบบแปลนแม่ของฉันเป็นคนวาดเอง"
หยวนเป่าเอียงคอสงสัย "แบบแปลนคืออะไรเหรอ"
อวี้เป่ารู้สึกว่าเพื่อนของเขาดูจะเข้าใจอะไรยากไปหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจ เขาลูบเตียงใหม่ของตัวเองเบาๆ แล้วอธิบายด้วยเสียงใส "แบบแปลนก็คือภาพวาดนั่นแหละ แม่ของฉันวาดรูปเตียงแบบที่อยากได้ แล้วก็เขียนขนาดกำกับไว้ คุณปู่ช่างไม้ก็แค่ทำตามแบบนั้น... แล้วพวกเราก็ได้เตียงใหม่มายังไงล่ะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เจ้าหนูหยวนเป่าก็รู้สึกทึ่งมาก เขาอุทานออกมาด้วยความชื่นชม "ว้าว"
"อวี้เป่า แม่ของฉันวาดแบบแปลนไม่เป็นหรอก ฉันขอยืมแบบแปลนที่คุณป้าหลินวาดได้ไหม ฉันก็อยากได้เตียงแบบของนายบ้าง"
เด็กๆ มักจะพูดในสิ่งที่คิดออกมาอย่างตรงไปตรงมาและไร้เดียงสา
อวี้เป่าลังเลเล็กน้อย "แบบแปลนเป็นของแม่ฉันน่ะ ฉันต้องไปถามแม่ดูก่อน"
หยวนเป่าพยักหน้าหงึกๆ ไม่ลืมที่จะกำชับเพื่อน "นายอย่าลืมถามนะ"
"อื้อๆ ฉันไม่ลืมหรอกน่า"
หลังจากสำรวจเตียงจนพอใจแล้ว เด็กๆ ก็หันไปให้ความสนใจกับโต๊ะไม้สีธรรมชาติที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง
โต๊ะตัวนี้มีความสูงที่พอเหมาะกับเด็กๆ และมีความกว้างขวางมาก ตรงส่วนที่ชิดกำแพงด้านซ้ายมีชั้นวางของอยู่หลายชั้น ซึ่งพวกเขาไม่รู้ว่ามีไว้ทำอะไร
เถี่ยหนิวจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "อวี้เป่า เหิงเป่า ชั้นวางพวกนี้มีไว้ทำอะไรเหรอ"
เหิงเป่ารีบตอบอย่างกระตือรือร้น "ฉันรู้ นี่เอาไว้สำหรับวางหนังสือนิทานภาพกับสมุดภาพไง แล้วก็วางสมุดคัดลายมือกับสมุดของพวกเราได้ด้วยนะ"
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นมาจากนอกลานบ้าน
เหล่าผู้ชายของบ้านกู้มาถึงแล้ว พวกเขาช่วยกันแบกเตียงนอนหลังใหญ่เข้ามาในห้องทางปีกขวาอย่างแข็งขัน