บทที่ 316: ของขวัญ (2/2)
“อร่อยสิจ๊ะ เหมาะกับหน้าร้อนมากๆ เลย รสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ช่วยให้เจริญอาหารดีนักล่ะ” หลินเจาอธิบาย
“ผมจะกินครับ!” เหิงเป่ารีบตะโกนสวนขึ้นมาทันที
ในขณะที่อวี้เป่ายังคงยืนนิ่งๆ อย่างเรียบร้อย “แม่ทำอะไรผมก็กินอย่างนั้นครับ ฝีมือแม่อร่อยทุกอย่างเลย”
คำพูดของลูกชายช่างชื่นใจจริงๆ หลี่เป่าเองก็พยักหน้าเสริม “ใช่ครับ อาสะใภ้สามทำอาหารอร่อยกว่าแม่ของผมอีก”
ได้ยินแบบนี้หลินเจาถึงกับยิ้มแก้มปริ ตัวแทบจะลอย “งั้นพวกหนูสามคนช่วยกันเอาของเล่นไปเก็บให้เข้าที่นะ เดี๋ยวข้าวเสร็จแล้วแม่จะมาเรียก”
ในห้องนอนของเด็กๆ ยังมีมุมของเล่นที่จัดไว้อย่างดีอีกด้วย บนพื้นปูนมีเสื่อสานลายสวยงามฝีมือพ่อกู้วางอยู่ เสื่อผืนนี้มีขนาดใหญ่ถึง 1.8 x 1.8 เมตร ส่วนบนผนังก็มีการตอกกระดานแขวนของรูปหัวแมวเอาไว้สำหรับวางของเล่นโดยเฉพาะ
ฝาแฝดกับหลี่เป่าจึงช่วยกันนำของเล่น ไม่ว่าจะเป็นกบสังกะสี ตุ๊กตาผ้า ไม้ปิงปอง หรือลูกบอลผ้าไปจัดเรียงไว้บนนั้นจนเรียบร้อย จากนั้นก็ช่วยกันกวาดพื้นจนสะอาดเอี่ยม พอทำทุกอย่างเสร็จ ทั้งห้องก็ดูสวยงามเหมือนใหม่ เรียบง่ายแต่ดูดี ยิ่งกว่าห้องของเด็กๆ ในเมืองบางคนเสียอีก
และด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้เองที่หล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง
ในอนาคต เมื่อลูกๆ ทั้งสี่ต้องย้ายไปอยู่บ้านพักทหารกับพ่อ พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อยเมื่อต้องพบเจอกับเด็กๆ ที่เติบโตในบ้านพักค่ายทหารหรือในเมืองใหญ่ มีครั้งหนึ่งที่คุณครูให้เขียนเรียงความ อวี้เป่าได้ถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาเป็นตัวอักษรว่า
‘แม่ของผมเป็นแม่ที่ไม่เหมือนใคร เธอมีความคิดสร้างสรรค์มากมายและใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่แม่แบบนี้แหละครับที่มอบวัยเด็กอันแสนพิเศษให้กับพวกเรา ตอนผมอายุแค่ 5 ขวบ ก็ได้เข้าไปเที่ยวในตัวเมืองแล้ว แถมยังได้เป็นเจ้าของวิทยุเครื่องเดียวในโลกร่วมกับน้องๆ อีกด้วย ในขณะที่เด็กคนอื่นดีใจแค่เพราะได้ลูกอม 1 เม็ด แม่กลับมีทั้งช็อกโกแลต น้ำอัดลม และไอศกรีมแท่งให้พวกเราเสมอ อะไรที่เด็กในเมืองมี พวกเราก็มีไม่ต่างกัน แม่สอนพวกเราให้อ่านออกเขียนได้ และนำทางให้พวกเราได้เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวของเธอเอง แม่รักพวกเราอย่างสุดหัวใจ และผมก็... รักแม่ของผมมากครับ’
แต่กว่าจะถึงวันนั้น...
เวลานี้ หลินเจาเพิ่งจะเดินออกจากห้องของเด็กๆ แล้วตรงไปยังห้องนั่งเล่นของเธอกับกู้เฉิงหวย ของในห้องนี้ก็ถูกจัดเก็บเข้าที่ไปกว่าค่อนแล้ว
ผนังที่เพิ่งทาสีขาวใหม่ๆ ทำให้ห้องดูสว่างสะอาดตา พื้นปูนก็ขัดจนเรียบไร้ฝุ่น กู้เฉิงหวยได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยจึงหันกลับมาถาม “ห้องของลูกๆ จัดเสร็จแล้วเหรอ”
“เหลืออีกนิดหน่อยค่ะ แต่เด็กๆ หิวกันหมดแล้ว ฉันว่าจะไปทำกับข้าว”
ยังไม่ทันที่เธอจะลุกขึ้น กู้เฉิงหวยที่เพิ่งปูเตียงเสร็จก็รีบเดินเข้ามาจับมือเธอไว้แล้วกดให้นั่งลงที่เดิม
“วันนี้คุณเป็นเจ้าของวันเกิด ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นั่งพักเฉยๆ เดี๋ยวผมไปทำเอง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
แววตาของหลินเจาฉายประกายอบอุ่น รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตา “ก็ได้ค่ะ งั้นฉันจะไปงีบสักหน่อยแล้วกัน ทำเสร็จแล้วค่อยมาเรียกนะคะ อ้อ...ลูกชายคุณเขาอยากกินเหลียงผี คุณทำเป็นหรือเปล่า ถ้าทำไม่เป็นก็ลองไปถามแม่ดูนะ”
“เหลียงผีเหรอ ง่ายนิดเดียว” กู้เฉิงหวยตอบอย่างมั่นใจ เขาอาจจะทำอาหารซับซ้อนไม่เป็น แต่เมนูง่ายๆ อย่างเหลียงผีที่เคยเห็นแม่ทำมาก่อนนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา “รอชิมได้เลย”
เขาพูดจบก็เดินออกจากห้องไป แต่ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท เขาก็หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนอย่างที่สุด
หลินเจาเห็นแล้วก็ยิ้มออกมา เธอเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดสะอาดแล้วเอนตัวลงนอนบนเตียงใหม่ ผ้าปูที่นอนผืนใหม่มีกลิ่นหอมสดชื่น ฟูกก็นุ่มสบาย เมื่อหน้าต่างเปิดกว้าง แสงแดดยามบ่ายอันนุ่มนวลก็สาดส่องเข้ามาพร้อมกับสายลมที่พัดให้ม่านไม้ไผ่ขยับไหวเบาๆ บรรยากาศช่างเหมาะแก่การพักผ่อนเสียจริง ไม่นานนักหลินเจาก็ผล็อยหลับไป
เธอหลับไปได้ประมาณ 40 นาที ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของหลินซื่อชางและหลินซื่อเซิ่งดังแว่วมา หลินเจากะพริบตาปริบๆ เพื่อปรับสายตา เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้งก็มั่นใจว่าเป็นเสียงของพี่ชายทั้งสองคนจริงๆ เธอจึงเลิกผ้าห่มผืนบางออกแล้วลุกขึ้นนั่ง ใช้มือเสยผมยาวสีดำขลับลวกๆ ก่อนจะสวมรองเท้าแตะผ้าแล้วเปิดประตูเดินออกไป
“เจาเจา ตื่นแล้วเหรอ นอนอิ่มหรือเปล่า หรือว่าพวกพี่เสียงดังไปจนกวนเธองั้นเหรอ” หลินซื่อเซิ่งเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ถ้าง่วงก็นอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะ เดี๋ยวพวกพี่จะเงียบๆ” หลินซื่อชางรีบเสริม
หลินเจาเดินเข้าไปหากู้เฉิงหวยที่ยื่นแก้วน้ำส่งมาให้ เธอจิบน้ำเล็กน้อยแก้คอแห้งตามความเคยชินหลังตื่นนอน “ฉันตื่นเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับพวกพี่หรอก” เธอวางแก้วเคลือบลงแล้วหันไปถามพี่ชายทั้งสอง “ว่าแต่พี่ใหญ่กับพี่รองมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
“สงสัยจะนอนจนเบลอไปแล้วสินะ” หลินซื่อชางหัวเราะ “วันนี้วันเกิดเราไง พ่อก็ไม่อยู่ เธอก็ไม่ยอมแวะไปที่บ้าน พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอยังบ่นอยู่เลยว่าจะทำบะหมี่อายุยืนให้กิน” เขานึกแล้วก็หงุดหงิดตัวเองที่ดันลืมเตือนน้องสาว
“กู้เฉิงหวยบอกว่าจะทำให้ฉันกินเองค่ะ” หลินเจาตอบ
“หา?” หลินซื่อชางหันไปมองน้องเขยอย่างแปลกใจ “เฉิงหวยทำบะหมี่อายุยืนเป็นด้วยเหรอ”
“เป็นครับ” กู้เฉิงหวยพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
อันที่จริง ตอนที่ภรรยาหลับอยู่นั้น เขาแอบไปลองทำดูแล้ว พบว่าตัวเองทำเป็นจริงๆ แถมรสชาติก็ยังใช้ได้อีกด้วย
หลินซื่อชางตบไหล่น้องเขยเบาๆ “ใส่ใจดีมากน้องเขย”
หลังจากชมเชยน้องเขยที่เมื่อก่อนเคยไม่ชอบหน้า แต่ตอนนี้กลับมองมุมไหนก็ถูกใจไปเสียหมด เขาก็ยื่นห่อของที่เตรียมมาให้หลินเจา “เจาเจา พี่ใหญ่ซื้อผ้าพันคอไหมมาให้ คนขายบอกว่าเป็นของจากเมืองเซี่ยงไฮ้ สาวๆ ที่นั่นนิยมกันมาก หวังว่าเธอจะชอบนะ”
เขายังไม่ทันให้น้องสาวได้เอ่ยปาก ก็รีบพูดต่อ “ในห่อนั่นมีเสื้อผ้าที่พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอตัดให้ด้วยนะ เขาฝากมาอวยพรวันเกิด บอกว่าตอนนี้ท้องแก่แล้วเลยมาไม่สะดวก อย่าไปถือสาเขาล่ะ”
หลินเจาไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว เธอรับของขวัญมาด้วยรอยยิ้มจนตาหยี “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ขอบคุณพี่ใหญ่มากนะคะ แล้วก็ฝากขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ด้วย”
“ได้เลย” หลินซื่อชางรับคำ
จากนั้นหลินเจาก็หันไปแบมือตรงหน้าหลินซื่อเซิ่งอย่างถือสิทธิ์ “แล้วของขวัญของพี่รองล่ะคะ เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”
“ดูทำเข้าสิ มีที่ไหนมาทวงของขวัญกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาซะเลยนะเรา” หลินซื่อเซิ่งแกล้งว่า แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ร่างกายของเขากลับซื่อตรงกว่าคำพูด เมื่อล้วงหยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งออกมาวางบนฝ่ามือของน้องสาว
“นี่อะไรคะเนี่ย ต้องใส่กล่องมาด้วย ทำตัวลึกลับจริงๆ” ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของหลินเจากลับถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นจนถึงขีดสุด
“เปิดดูสิ” หลินซื่อเซิ่งพูดอย่างมั่นใจ เขารู้ดีว่าน้องสาวต้องชอบของขวัญชิ้นนี้แน่
หลินเจาจึงเปิดกล่องออกอย่างไม่ลังเล สิ่งที่อยู่ข้างในคือกำไลหยกสีเขียวมรกตงดงามวงหนึ่ง
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที เธอรีบปิดฝากล่องลงแล้วกดเสียงให้เบาลงโดยอัตโนมัติ “พี่ไปค้าของเถื่อนมาเหรอคะ”
ไม่ใช่ว่าหลินเจาเป็นคนขี้ขลาด แต่เป็นเพราะในเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย ที่คอมมูนแห่งนี้มีคนจำนวนไม่น้อยต้องถูกประหารชีวิตเพราะข้อหาค้าของเถื่อน โทษของเว่ยเซี่ยงตงถือว่าเบาที่สุดแล้ว แต่ก็ยังต้องพบกับจุดจบที่น่าอนาถ อาชีพสายนี้มันอันตรายเกินไป โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ที่มีโอกาสถูกจับได้และโดนลงโทษจำคุกสูงมาก
สิ้นเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลของหลินเจา บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที หลินซื่อชางเริ่มพับแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง ส่วนกู้เฉิงหวยก็หรี่ตามองพี่เขยรองด้วยแววตาเคร่งขรึม
หลินซื่อเซิ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ฉันเปล่านะ” เขาทำหน้าจนปัญญาแล้วรีบอธิบาย “นี่ฉันได้มาโดยบังเอิญจริงๆ ฉันไม่เคยไปเหยียบตลาดมืดเลยสักครั้ง เรื่องผิดกฎหมายแบบนั้นจะไปทำได้ยังไง ขืนแม่รู้เข้ามีหวังโดนหักขาแน่ ฉันไม่กล้าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงหรอก”
หลินเจารู้ดีแก่ใจว่าพี่รองของเธอไม่ใช่คนที่จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ได้นาน เธอจึงจ้องมองเขาเขม็ง แต่กลับไม่เห็นแววพิรุธหรือความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย... แสดงได้เนียนจริงๆ เธอคิดในใจ
“บ้านเราไม่ได้ขัดสนอะไร อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงเลยนะคะพี่” เธอเตือนด้วยความเป็นห่วง
หลินซื่อเซิ่งยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ทำท่าทางซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “พี่รู้ พี่ไม่ได้ไปค้าของเถื่อนที่ไหนหรอกน่า”
อันที่จริง อย่างมากเขาก็แค่รับซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้านเพื่อกินส่วนต่างราคาเท่านั้น เขาระวังตัวอย่างดีและซ่อนตัวตนลึกมาก แม้แต่คนที่มารับของต่อจากเขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แม้จะเพิ่งเริ่มทำได้ไม่นาน แต่เขาก็ศึกษาลู่ทางพวกนี้มานานแล้ว เขามีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลังอยู่ในอำเภอ เคยชวนให้เขาเข้าร่วมวงการนี้ด้วยกัน แต่เขามองว่าธุรกิจของเพื่อนมันใหญ่เกินไป ประกอบกับชิวเหลียนเป็นคนปากสว่าง เก็บความลับไม่อยู่ เขาจึงปฏิเสธไป จนกระทั่งชิวเหลียนหนีกลับบ้านแม่ไปนั่นแหละ เขาถึงได้เริ่มลงมือทำ เขารู้ดีว่ามันอันตรายจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เขาวางแผนไว้ว่าพอเก็บเงินได้มากพอเมื่อไหร่ ก็จะเอาไปซื้อตำแหน่งงานในหน่วยขนส่ง ในเมื่อพี่ใหญ่ก็มีงานการที่มั่นคงแล้ว เขาก็จะยอมน้อยหน้าไม่ได้
หลินเจาไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ในเมื่อสิ่งที่ควรเตือนก็ได้เตือนไปหมดแล้ว พี่รองเองก็เป็นพ่อของลูกสองคน ย่อมต้องคิดไตร่ตรองการกระทำของตัวเองเป็นอย่างดี เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุย ชูกล่องในมือขึ้นแล้วสลัดสีหน้าเคร่งเครียดทิ้งไปพลางยิ้มกว้าง “พี่รองคะ กำไลวงนี้ในอนาคตต้องมีค่ามากแน่ๆ เลยนะ พี่จะให้ฉันจริงๆ เหรอคะ”
“ก็เออสิ นี่มันของขวัญวันเกิดอายุ 24 ปีของเธอนะ” หลินซื่อเซิ่งตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เราเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพี่นะ ให้ของขวัญไปแล้วจะมาเสียดายทีหลังได้ยังไง เดี๋ยวจะเสียชื่อหมดกันพอดี รับไปเถอะน่า ถ้าชอบ วันหลังพี่จะหามาให้อีก”
ในยุคสมัยนี้ สำหรับบางคนแล้ว ของเก่าเก็บพวกนี้อาจจะยังไม่มีค่าเท่าเนื้อหมูสักชั่งด้วยซ้ำ
[จบบท]