บทที่ 317: น้องสาวผู้สร้างเซอร์ไพรส์ (1/2)
หลินเจาตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา “ชอบสิคะ แต่ความปลอดภัยของพี่รองสำคัญกว่า”
คำพูดของน้องสาวทำให้หัวใจของหลินซื่อเซิ่งอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เขาเอื้อมฝ่ามือใหญ่ไปขยี้เรือนผมของเธอจนยุ่งเหยิงก่อนจะพูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พี่รองของเธอไม่ใช่คนโง่ แล้วก็รักตัวกลัวตายเหมือนกันนั่นแหละ”
หญิงสาวเพิ่งจะตื่นนอนจึงยังคงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีเรี่ยวแรงเท่าไรนัก เธอเลยได้แต่ปล่อยให้พี่ชายขยี้ศีรษะต่อไปโดยไม่คิดจะปัดป้อง “พี่เข้าใจก็ดีแล้ว อย่าลืมสิว่าพี่ยังมีลูกสาวแท้ๆ อีก 2 คนนะ พี่ต้องส่งเสียให้พวกเธอได้เรียนมหาวิทยาลัย ต้องอยู่ดูวันที่พวกเธอสอบติด แต่งงานมีลูกมีครอบครัว พี่สะใภ้รองคนนั้นไว้ใจไม่ได้หรอก หลินเซวียนกับหลินเจิงมีแค่พี่คนเดียวให้พึ่งพิง ถ้าพี่ไม่อยู่ดูแลแล้วจะวางใจได้ยังไงคะ”
หลินเจาเอ่ยคำว่า ‘พี่สะใภ้รอง’ ออกมาอย่างยากลำบาก ที่จริงเธออยากจะเรียกชื่อของอีกฝ่ายตรงๆ ด้วยซ้ำ แต่เมื่อนึกได้ว่าชิวเหลียนยังคงมีสถานะเป็นภรรยาของพี่ชายตามกฎหมาย การทำแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการหักหน้าพี่ของตัวเอง
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางวางใจได้ลงอยู่แล้ว
หลินซื่อเซิ่งรับคำอย่างหนักแน่น “เจาเจา ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะไม่ทำอะไรเสี่ยงๆ แน่นอน”
เขายิ้มบางๆ “พี่รักชีวิตตัวเองจะตายไป ไม่หาเรื่องใส่ตัวหรอก”
คำว่า ‘หาเรื่องใส่ตัว’ เป็นคำที่เขาได้ยินมาจากหลินเจา ด้วยความที่รู้สึกว่ามันเป็นคำที่น่าสนใจดี เขาจึงหยิบยกมาพูดเล่นอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อเห็นว่าพี่รองรับปากเป็นมั่นเหมาะแล้ว หลินเจาจึงค่อยคลายใจลงได้บ้าง
แต่แล้วความคิดของเธอก็ล่องลอยไปถึงเรื่องอื่น
นั่นสินะ นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วที่ไม่ได้ข่าวคราวของชิวเหลียนเลย ดูเหมือนว่าตอนนี้จะยังอยู่ที่บ้านของตัวเองกระมัง
ช่างน่าแปลกเสียจริง
ก็ไหนว่าครอบครัวชิวเป็นพวกคิดเล็กคิดน้อยแล้วก็ขี้เหนียวจะตายไป แล้วทำไมถึงยอมให้ชิวเหลียนกลับไปอยู่ที่บ้านกินข้าวฟรีได้ล่ะ
หลินซื่อเซิ่งเห็นน้องสาวเอาแต่เหม่อลอยก็พอจะเดาได้ในทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
อีกไม่นานหรอก
แววตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะงอนิ้วดีดหน้าผากมนของน้องสาวเบาๆ เป็นการเรียกสติ
แปะ
หลินเจาสะดุ้งกลับมาสู่ความเป็นจริง เธอยกมือกุมหน้าผากแล้วหันไปมองพี่ชายด้วยสีหน้าแง่งอน
“ฉันจะส่งโทรเลขไปฟ้องพ่อกับแม่ให้หมดเลย คอยดูสิว่าพวกเขาเพิ่งจะเดินทางไปได้ไม่กี่วัน พี่ก็ลืมคำสอนหมดแล้ว”
หลินซื่อเซิ่งแกล้งทำเป็นโอดครวญ “พูดเป็นเล่นไปได้นะเรา”
“พรืด...” หลินเจากลั้นขำไว้ไม่อยู่ เธอหัวเราะออกมากับท่าทีของพี่ชาย
หญิงสาวเลิกหยอกล้อก่อนจะเอ่ยถามธุระ “พี่ใหญ่ พี่รอง กินข้าวกันหรือยังคะ”
“กินแล้วล่ะ” หลินซื่อชางเป็นคนตอบ
หลินเจาเอ่ยถามพี่ชายคนโตด้วยความห่วงใย “แล้วหลานในท้องพี่สะใภ้ใหญ่เป็นยังไงบ้างคะ สบายดีไหม”
“สบายดีมาก” หลินซื่อชางตอบพลางยิ้มกว้าง การที่น้องสาวกับภรรยารักใคร่กลมเกลียวกัน ทำให้ชีวิตของเขาในฐานะพี่ชายและสามีราบรื่นไร้กังวล ซึ่งดีกว่าเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ต้องคอยรับมือกับปัญหาระหว่างแม่กับภรรยา หรือไม่ก็น้องสาวกับภรรยาอยู่ตลอดเวลา
“ตอนนี้พี่เซียงก็ยังอยู่ช่วยดูแลที่บ้านนะ เธอช่วยงานไปเยอะเลยล่ะ ไว้รอตอนเธอแต่งงานเมื่อไหร่ พี่ว่าจะให้กะละมังล้างหน้าเป็นของขวัญ”
ในยุคนี้ การจะซื้อกะละมังล้างหน้าสักใบต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ หากในสินสมรสของหญิงสาวบ้านไหนมีของชิ้นนี้อยู่ด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง หากเป็นเมื่อก่อน หลินซื่อชางคงไม่กล้าพูดเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขามีงานประจำทำแล้ว อีกทั้งยังเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีเพราะทำอาหารเป็น การจะหาตั๋วแค่ใบเดียวจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา
หลินเจารู้อยู่แล้วว่าหยวนเซียงยังคงอยู่ที่บ้านของเธอ และหากไม่ใช่เพราะได้เธอคอยช่วยดูแลเรื่องต่างๆ พ่อกับแม่ของเธอก็คงไม่สบายใจที่จะเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายคนที่สามเป็นแน่
เธอจะจดจำน้ำใจของพี่เซียงในครั้งนี้ไว้ไม่มีวันลืม
“ถ้าอย่างนั้นพอถึงตอนนั้น ฉันจะให้ชุดกระโปรงสีแดงเป็นของขวัญแล้วกันค่ะ”
ณ เวลานี้ หลินเจามีของล้ำค่าอยู่ในครอบครองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บหลายพันหยวนในสมุดบัญชีที่กู้เฉิงหวยมอบให้ ของมีค่าต่างๆ ที่พ่อของเธอมอบให้ในฐานะลูกสาวคนเดียว ไหนจะยังมีวงล้อสุ่มรางวัลปริศนาที่คะแนนกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อีก เรียกได้ว่าต่อให้เอาของมีค่าของคนทั้งคอมมูนมารวมกัน ก็ยังเทียบกับของที่เธอมีไม่ได้เลย
และแน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว
หลินซื่อเซิ่งยกนิ้วโป้งให้ทันที “ใจกว้างไม่เบาเลยนะเรา”
เมื่อเห็นว่าทั้งพี่ใหญ่และน้องสาวต่างก็ตัดสินใจเรื่องของขวัญได้แล้ว แต่ตัวเองกลับยังคิดไม่ออกว่าจะให้อะไรดี
เขาจึงเอื้อมแขนไปโอบไหล่ของหลินเจาไว้แน่น
“เจาเจา ช่วยพี่รองคิดหน่อยสิ ว่าพี่ควรจะให้อะไรดี”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวทำท่าจะปฏิเสธ เขาจึงรีบแกล้งทำทีเป็นน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่ไม่เหมือนเธอกับพี่ใหญ่นี่นา ทั้งสองคนมีงานทำกันแล้ว อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้ แต่พี่สิ ไม่มีทั้งงาน ไม่มีทั้งตั๋ว คงต้องรีบวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ”
คำพูดนั้นทำให้หลินเจาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในบรรดาพี่น้องทุกคนที่บ้าน ดูเหมือนจะเหลือเพียงพี่รองคนเดียวที่ยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง
ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของพี่ชายคนที่สี่จะดูน่าเป็นห่วง แต่เขาก็ยังมีความรู้ด้านการแพทย์ติดตัว ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าการมีงานประจำเสียอีก
พี่รองของเธอน่าสงสารจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันเตรียมให้พี่เองแล้วกัน เอาเป็นสบู่หอมสักก้อนดีไหมคะ”
หลินซื่อเซิ่งเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย อีกทั้งยังช่วยให้เขาไม่ต้องเหนื่อยหาของเองอีกด้วย เขาจึงไม่คิดเกรงใจน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองและตอบกลับไปทันที “เอาสิ งั้นเดี๋ยวพี่ให้เงินนะ”
“ได้ค่ะ” ในเมื่อเป็นของขวัญแต่งงานในนามของพี่รอง แน่นอนว่าเขาก็ต้องเป็นคนออกเงินเองอยู่แล้ว
เมื่อตระหนักได้ว่าน้องๆ กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องที่ยังไกลตัว มุมปากของหลินซื่อชางก็พลันกระตุก “เรื่องพวกนี้ยังอีกตั้งนานไม่ใช่หรือไง พูดกันตอนนี้ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ”
หลินเจาเชิดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมา “ไม่เร็วหรอกค่ะ บ้านหลี่เขารีบจะตายไป ฉันว่าอีกไม่เกิน 1-2 เดือนนี้ต้องมีข่าวดีแน่นอน”
ทั้งพี่เซียงและหลี่ซงต่างก็อายุไม่น้อยกันแล้ว ในขณะที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็มีลูกเล็กเด็กแดงวิ่งเล่นจนโตพอจะไปซื้อของได้แล้ว
ฝ่ายหลี่เฟินก็อยากให้ครอบครัวหลี่มีทายาทสืบสกุลเร็วๆ ส่วนป้าใหญ่เองก็อยากให้หยวนเซียงได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ความต้องการของทั้งสองฝ่ายจึงลงตัวกันอย่างง่ายดาย
ในยุคสมัยนี้ คู่ที่เจอกันเพียงครั้งเดียวแล้วตัดสินใจแต่งงานเลยมีให้เห็นอยู่ถมไป กรณีอย่างหยวนเซียงกับหลี่ซงที่ได้มีโอกาสใช้เวลาทำความรู้จักกันก่อน ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
พอหลินซื่อเซิ่งนึกถึงนิสัยของป้าใหญ่ เขาก็อดที่จะส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ได้
“ก็ไม่แปลกหรอก ป้าใหญ่น่ะรีบอยากอุ้มหลานจะแย่อยู่แล้ว” เขาอธิบาย “ไหนจะเรื่องตอนที่พี่เซียงถูกถอนหมั้นอีก ตอนนั้นคนในหมู่บ้านนินทากันสนุกปากแค่ไหน ครอบครัวหวงนั่นก็หน้าไม่อาย โยนความผิดทั้งหมดมาให้พี่เซียงจนป้าใหญ่แทบเอาหน้าไปไว้ที่ไหนไม่ได้ พอพี่เซียงได้แต่งงานเข้าเมืองไปเมื่อไหร่ ตอนนั้นแหละป้าใหญ่ถึงจะได้เชิดหน้าชูตากับเขาเสียที!”
ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่เคยพบหน้าหลี่ซงมาก่อน แต่จากที่ได้ฟังเจาเจาเล่า ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่ไม่เลวเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น หยวนเซียงเองก็เคยออกไปกับหลี่ซงหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งที่กลับมาเธอก็ดูมีความสุขมาก เห็นทีว่าทั้งสองคนคงจะเป็นคู่แท้กันจริงๆ
ดวงตาของหลินซื่อชางหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่ประกายตาเย็นเยียบจะวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครอบครัวที่ทำตัวไม่ซื่อตรง สักวันก็ต้องได้รับผลกรรม ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก อีกไม่นานบ้านหวงจะต้องเสียใจกับการกระทำของตัวเอง”
หยวนเซียงคือลูกสาวของป้าแท้ๆ และเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา แม้ในอดีตพวกเขาจะไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก แต่ช่วงเวลาที่เธอได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านหลิน ก็ได้สร้างสายใยความผูกพันขึ้นมาไม่น้อย ในเมื่อตอนนี้เขาได้เข้ามาทำงานในเมืองแล้ว มีหรือที่เขาจะนิ่งเฉยปล่อยให้ลูกพี่ลูกน้องถูกรังแก เขาได้ลงมือจัดการอะไรบางอย่างไปแล้ว รับรองว่าหลังจากนี้ชีวิตของหวงคังคงไม่ง่ายอีกต่อไป!
หลินเจารู้จักนิสัยพี่ชายของตัวเองดี เธอจึงสังเกตเห็นอารมณ์ที่วูบไหวในแววตาของเขาได้อย่างง่ายดาย หญิงสาวจ้องมองพี่ชายเขม็ง “พี่ใหญ่ นี่พี่ไปทำอะไรมาใช่ไหมคะ”
หลินซื่อชางยื่นนิ้วชี้ไปแตะที่หน้าผากของเธอเบาๆ แล้วดันศีรษะของน้องสาวออกไป “เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องอยากรู้ไปซะหมดหรอกน่า”
ขืนเขาสอนเรื่องไม่ดีให้น้องสาว พ่อกับแม่รู้เข้าเขาต้องโดนเล่นงานแน่
หลินเจาเบ้ปากอย่างไม่พอใจ
ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก
ยังไงเสียอีกไม่นานเธอก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี
พอนึกขึ้นได้ว่ามีของฝากที่ตั้งใจซื้อมาให้ครอบครัวจากตัวเมือง หลินเจาจึงลุกกลับเข้าไปในบ้าน ไม่นานนักเธอก็เดินออกมาพร้อมกับห่อของในมือ
“พี่ใหญ่ พี่รองคะ นี่เป็นของฝากจากตัวเมืองที่ฉันซื้อมาให้ทุกคน พี่สองคนช่วยเอาติดมือกลับไปด้วยเลยนะ ตอนฉันกลับบ้านจะได้ไม่ต้องขนของไปให้วุ่นวาย”
หญิงสาวออกตัวอย่างสบายๆ เธอเป็นคนไม่ชอบเรื่องยุ่งยากอยู่แล้ว ในเมื่อสามารถใช้แรงงานพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองได้ เธอก็ไม่คิดจะทำให้ตัวเองต้องลำบาก
หลินซื่อชางขมวดคิ้วมุ่น
“ที่บ้านเราไม่ได้ขาดเหลืออะไรเลยนะ...”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค หลินเจาก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินพลางยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง จากนั้นก็อุ้มเจ้าเสี่ยวจินที่อยู่บนโต๊ะหินขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกไม้ หลับตาพริ้มแล้วโยกเก้าอี้ไปมาอย่างสบายอารมณ์
เจ้าลิงจินซือโหวตัวน้อยก็แสนรู้ มันใช้หางที่ทั้งยาวและอ่อนนุ่มพันรอบแขนของเธอไว้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตาคู่สวยของมันกวาดมองไปรอบๆ อย่างมีชีวิตชีวา
สองพี่น้องตระกูลหลินถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของกู้เฉิงหวยอย่างกลั้นไม่อยู่
เขามองภรรยาที่กำลังทำตัวงอแงเป็นเด็กๆ ด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายทั้งสองของเธอว่า “ไม่ใช่ของแพงอะไรหรอกครับ พี่ใหญ่ พี่รอง รับไว้เถอะครับ นี่เป็นน้ำใจของเจาเจาทั้งนั้น ตอนที่เธอเลือกซื้อของให้ทุกคน เธอดูมีความสุขมากเลยนะครับ”
และนั่นก็เป็นเรื่องจริง ตอนที่หลินเจาเลือกซื้อของอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าของรัฐในตัวเมือง ทุกครั้งที่เธอเลือกของได้ชิ้นหนึ่ง เธอก็จะพึมพำกับตัวเองว่าของชิ้นนี้จะให้ใคร ชิ้นนั้นเป็นของใคร รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเธอในตอนนั้นช่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
นั่นเป็นรอยยิ้มที่จะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนคนนั้นได้รับความรักและการเอาใจใส่อย่างไม่มีเงื่อนไขจากครอบครัวเท่านั้น
ในเมื่อครอบครัวหลินดีกับเธอ เธอก็ย่อมคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอ
กู้เฉิงหวยเข้าใจความรู้สึกของภรรยาดี
เมื่อได้ยินน้องเขยพูดถึงขนาดนี้แล้ว สองพี่น้องตระกูลหลินจะปฏิเสธต่อไปได้อย่างไร
ดูท่าว่าเจาเจาจะ ‘โกรธ’ จริงๆ แล้วเสียด้วย