บทที่ 318: น้องสาวผู้สร้างเซอร์ไพรส์ (2/2)
หลินซื่อเซิ่งรีบยิ้มแล้วพูดเปลี่ยนเรื่อง “เดี๋ยวพวกหลานๆ ก็คงได้เอาของไปวิ่งอวดกันทั่วหมู่บ้านอีกตามเคย”
คำพูดนั้นทำให้หลินเจานึกถึงภาพที่หลินต้าตั้นจูงมือน้องชายวิ่งอวดของเล่นใหม่ไปทั่วหมู่บ้านได้ขึ้นมาทันที เธอหัวเราะร่าจนดวงตาหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“พี่ใหญ่คะ อย่าไปดุหลานเลยนะ ฉันว่านิสัยแบบนี้น่ะดีออก พอดีใจก็ต้องแสดงออกมาให้โลกรู้ เหมือนฉันไม่มีผิดเลย แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าใช้ชีวิตอย่างอิสระ”
ก่อนหน้านี้หลินซื่อชางเคยดุหลานชายคนโตจริงๆ ด้วยความคิดที่ว่าในฐานะหลานชายคนโตของตระกูลหลิน เด็กชายควรจะมีความสุขุมรอบคอบมากกว่านี้
แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของน้องสาว เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมตามใจ “ก็ได้ พี่จะไม่ดุเขาแล้ว”
หลินเจาพยักหน้ารับอย่างพอใจ
เธอพยักพเยิดคางไปทางห่อของในมือของพี่รอง ก่อนจะพูดเสริม “ข้างในมีรายการของที่ฉันเขียนไว้ด้วยนะคะ ว่าชิ้นไหนเป็นของใคร เขียนไว้ครบหมดแล้ว”
เธอใช้กระดาษแข็งมาตัดทำเป็นไปรษณียบัตร แถมยังวาดรูปเล็กๆ น้อยๆ ประกอบด้วยความตั้งใจสุดฝีมือ เธอเชื่อว่าเมื่อทุกคนในครอบครัวได้เห็นแล้วจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน
ใช่แล้ว เธอคือน้องสาวที่ชอบสร้างเรื่องเซอร์ไพรส์ให้คนอื่นมีความสุขแบบนี้แหละ
หลินซื่อชางรับคำ “อืม”
“พวกเราอุตส่าห์ตั้งใจมาให้ของขวัญวันเกิดเธอแท้ๆ แต่ใครจะไปคิดว่ากลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องขนของกลับไปเยอะกว่า” หลินซื่อเซิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตัวเอง พร้อมกับทบทวนชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจัง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพียงเพราะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ชอบ ชีวิตของเขาก็ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด เขาปล่อยให้ตัวเองใช้ชีวิตไปวันๆ แบบนี้ได้อย่างไร
ในสภาพเช่นนี้ แล้วเขาจะเป็นที่พึ่งให้น้องสาวได้อย่างไรกัน
โชคยังดีที่น้องเขยเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นแล้ว...
พี่รองหลินตกอยู่ในภวังค์ของความขัดแย้งในใจ แต่ในขณะเดียวกันสมองของเขากลับปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาจะต้องพยายามให้มากขึ้น!
“ถ้าในอนาคตพี่รองรวยเป็นเศรษฐีขึ้นมา จะไม่ยอมซื้อของให้ฉันเหรอคะ” หลินเจาเหลือบมองพี่ชายที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“ไม่มีทาง” หลินซื่อเซิ่งตอบกลับแทบจะในทันที เขาเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องรักและตามใจน้องสาวเป็นที่สุด ขนาดตอนเด็กๆ เขายังยอมสละเนื้อทั้งหมดให้น้องสาวได้ แล้วจะไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อของให้น้องสาวได้อย่างไรกัน
“ถ้างั้นก็สิ้นเรื่องแล้วนี่คะ” หลินเจายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “พี่รองไม่มีทางทำนาไปตลอดชีวิตหรอกค่ะ อีกไม่นานพี่ก็ต้องได้ออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวข้างนอกจนร่ำรวยแน่นอน ถึงตอนนั้นฉันจะรอให้พี่ซื้อของให้ฉันนะ ซื้อเยอะๆ เลย”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและแน่วแน่ ราวกับว่าเธอไม่เคยสงสัยเลยสักนิดว่าพี่รองของเธอจะต้องประสบความสำเร็จในสักวันหนึ่ง
คำพูดของน้องสาวเป็นดั่งเชื้อเพลิงที่จุดประกายความหวังในใจของหลินซื่อเซิ่งให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้เลย! พี่รองจะซื้อของให้เธอเยอะๆ ซื้อให้หมดเลย!”
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ เขาต้องมีทั้งเงิน ตั๋ว และช่องทาง การที่จะต้องทนทำนาอยู่ในกองพลการผลิตไปตลอดชีวิตนั้น...ไม่มีทางเป็นไปได้ ยังไงเสียเขาก็ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้
งานในทีมขนส่งเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ได้พบเห็นของแปลกใหม่มากมาย พอผ่านไปสักครึ่งปีหรือหนึ่งปี เครือข่ายคนรู้จักก็จะกว้างขวางขึ้นอย่างน่าทึ่ง ถึงตอนนั้นแล้วครอบครัวของเขาจะยังขาดเหลืออะไรอีกล่ะ ใช่แล้ว ต้องทำแบบนี้แหละ พรุ่งนี้เขาจะเข้าไปในเมืองเพื่อไปหาเพื่อนสนิทและหาลู่ทางทันที!
หลินเจาไม่รู้เลยว่าคำพูดสบายๆ เพียงไม่กี่ประโยคของเธอ ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้พี่รองตัดสินใจเข้าไปสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองเร็วขึ้นกว่าเดิม หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย สองพี่น้องตระกูลหลินจึงขอตัวลากลับ
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินซื่อเซิ่งก็วางถุงผ้าลงบนโต๊ะและบอกกับทุกคนว่านี่คือของฝากจากตัวเมืองที่หลินเจาเตรียมไว้ให้ หลินต้าตั้นและเด็กคนอื่นๆ ต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น ดวงตาหลายคู่จับจ้องไปยังสองพี่น้องหลินซื่อชางและหลินซื่อเซิ่งเป็นประกาย
หลินซื่อชางนึกถึงคำพูดของน้องสาวขึ้นมาได้ เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากดุลูกชายทั้งสองคนอย่างที่เคยทำ แถมยังใจดีพอที่จะยื่นมือไปลูบศีรษะของหลินต้าตั้นและหลินเอ้อร์ตั้นเบาๆ ในฐานะพี่ชายคนโต เขาถูกเลี้ยงดูมาให้มีนิสัยสุขุมและจริงจังมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นก็ยิ่งพูดน้อยลง และเข้มงวดกับลูกชายทั้งสองคนมาก ถึงแม้ในใจของหลินต้าตั้นและหลินเอ้อร์ตั้นจะรักพ่อมาก แต่ก็ไม่กล้าที่จะวิ่งเล่นซุกซนต่อหน้าเขาเหมือนอย่างหลินสี่เป่า แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่เลวร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีช่องว่างบางๆ คั่นกลางอยู่
ทว่าในวินาทีที่รู้สึกได้ถึงฝ่ามือใหญ่และอบอุ่นบนศีรษะ ใบหน้าที่คล้ำแดดของเด็กชายทั้งสองก็พลันสว่างไสวขึ้นมาทันที พวกเขายิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ และถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความดีใจ
เฉินอวี่ที่มองดูภาพนั้นอยู่ก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก สามีของเธอเป็นคนดีมาก เธอไม่ชอบเลยที่เขาดูห่างเหินกับลูกๆ แต่เมื่อเห็นว่าเขาเต็มใจที่จะใกล้ชิดกับเด็กๆ มากขึ้น เธอก็อดที่จะดีใจแทนพวกเขาไม่ได้
หลินซื่อเซิ่งเปิดถุงผ้าออก และหยิบเอากระดาษแข็งแผ่นหนึ่งออกมา บนนั้นเต็มไปด้วยภาพวาดลายเส้นง่ายๆ ที่แสนน่ารัก พร้อมกับตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือจนเต็มพื้นที่ นี่มันผลงานชิ้นเอกของเจาเจาชัดๆ!! ทันทีที่เห็น เขาก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่ ผมจะเอาอันนี้!”
มีหรือที่หลินซื่อชางจะยอม “ไม่ได้ นายจะเอาของขวัญที่เจาเจาให้ฉันไปก็ได้ แต่ต้องเอาอันนี้มาให้ฉัน!” ของขวัญที่น้องสาวอุตส่าห์ตั้งใจเลือกมาให้ แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากจะยกให้ใคร แต่เห็นได้ชัดว่าไปรษณียบัตรที่เจาเจาลงมือวาดและเขียนด้วยตัวเองนั้น มีค่าควรแก่การเก็บรักษายิ่งกว่าสิ่งใด
แต่หลินซื่อเซิ่งเป็นพวกชอบเล่นขี้โกงอยู่แล้ว เขาเหลือบตามองซ้ายขวา ก่อนจะอาศัยจังหวะที่พี่ชายเผลอคว้าไปรษณียบัตรแล้ววิ่งกลับเข้าห้องของตัวเองไปซ่อนทันที
“...” หลินซื่อชางได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางจดบัญชีแค้นไว้ในใจ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีวันที่หลินซื่อเซิ่งต้องมาเอ่ยปากขอร้องเขา!
สองพี่น้องหลินเซวียนและหลินเจิงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี พ่อของพวกเธอช่างทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหญิงทั้งสอง พวกเธอชอบบรรยากาศที่อบอุ่นของครอบครัวในตอนนี้เหลือเกิน
หลังจากซ่อนของเรียบร้อยแล้ว หลินซื่อเซิ่งก็รีบเดินออกมาจากห้องทันที รายการของขวัญทั้งหมดถูกจดจำไว้ในสมองของเขาเรียบร้อยแล้ว หากเขาไม่ออกมา ก็คงจะเริ่มแบ่งของขวัญไม่ได้ จากนั้น เขาก็อาศัยความทรงจำอันเป็นเลิศของตนเองเพื่อเริ่มแจกจ่ายของขวัญ กล่าวได้ว่าพี่น้องตระกูลหลินทุกคนล้วนมีความจำดีเยี่ยมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สมัยเรียนหนังสือผลการเรียนของพวกเขาจึงดีเลิศกันทุกคน
“นี่มัน...นมผงนี่นา!” ทันทีที่เฉินอวี่ได้รับของขวัญ ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนซาบซึ้งใจ “เจาเจาต้องลำบากแย่เลย! สงสัยเจ้าตัวเล็กในท้องของฉันคงจะมีบุญมากจริงๆ!” ตอนที่เธอคลอดหลินต้าตั้นและลูกคนอื่นๆ เธอมีน้ำนมไม่เพียงพอ ทำให้พวกเขาต้องโตมาด้วยการกินโจ๊กข้าวเป็นหลัก แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กในท้องคนนี้ พอเกิดมาก็จะมีนมผงให้กินทันที ถ้าไม่เรียกว่ามีบุญแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้ น้องสาวสามีของเธอช่างดีเหลือเกิน เฉินอวี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีมาก ในใจของเธอเอ่อล้นไปด้วยความตื้นตันใจ เธอลูบหน้าท้องของตัวเองเบาๆ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าตัวเล็กจ๋า อาของลูกส่งนมผงมาให้ตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยนะ โตขึ้นต้องกตัญญูต่อคุณอารู้ไหม” ทันใดนั้น หน้าท้องที่กลมมนของเธอก็นูนขึ้นมาเป็นก้อนเล็กๆ เฉินอวี่เบิกตากว้าง ก่อนจะร้องออกมาอย่างตื่นเต้น “ว้าย! ลูกดิ้นค่ะ!”
เธอเพิ่งจะตั้งท้องนี้ได้ครบ 4 เดือนพอดี และนี่ก็คือการดิ้นครั้งแรกของลูก หลินซื่อชางเองก็ดีใจไม่แพ้กัน การที่ลูกดิ้นเป็นสัญญาณว่าเด็กมีสุขภาพแข็งแรงดี
“สงสัยจะเป็นเด็กฉลาดนะเนี่ย”
เฉินอวี่แสร้งทำเสียงดุ “ลูกเพิ่งจะตัวเท่านี้เอง คุณจะไปรู้ได้ยังไงคะว่าฉลาดหรือไม่ฉลาด”
หลินซื่อชางกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ก็เด็กๆ บ้านหลินของเราไม่มีคนโง่นี่นา”
เฉินอวี่มองไปยังเหล่าเด็กๆ ที่กำลังดีใจกับของขวัญ แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง นั่นสินะ ทุกคนล้วนเป็นเด็กฉลาดทั้งนั้น
หลินต้าตั้นและเด็กคนอื่นๆ ก็ได้รับของขวัญเช่นกัน โดยเด็กทุกคนจะได้ลูกอมคนละหนึ่งถุง
สำหรับหลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นซึ่งอายุมากที่สุด อีกเพียง 2 ปีพวกเขาก็จะขึ้นชั้นมัธยมต้นแล้ว หลินเจาจึงมอบปากกาหมึกซึมให้คนละหนึ่งด้าม
ส่วนหลานสาวคนอื่นๆ ก็ได้ดอกไม้ติดผมและดินสอสีกันคนละหนึ่งกล่อง เด็กๆ ต่างกอดของขวัญของตัวเองไว้แน่นพลางยิ้มกว้างจนตาหยี
หลินต้าตั้นเอ่ยขึ้น “พ่อครับ ผมคิดถึงคุณอาแล้วล่ะครับ”
คุณอาของเขาดีกับพวกเขามากจริงๆ ทั้งห้องเรียนของเขามีเพียงเด็กที่มาจากในเมืองคนเดียวเท่านั้นที่มีปากกาหมึกซึม แถมยังเป็นของเก่าอีกต่างหาก แต่คุณอากลับมอบปากกาหมึกซึมด้ามใหม่เอี่ยมให้เขากับน้องชายคนละหนึ่งด้าม เขาตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้คุณอาต้องผิดหวัง
ส่วนหลินเซวียนนั้นชอบกล่องดินสอสีเป็นพิเศษ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยของเธอทอประกายสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คุณอาของเธอช่างดีที่สุดในโลกเลย
ในขณะที่บ้านหลินกำลังชื่นมื่นกับการเปิดของขวัญ หลินเจาเองก็ได้นำของฝากที่เตรียมไว้สำหรับครอบครัวของสามีกลับไปยังบ้านใหญ่ของตระกูลกู้เช่นกัน
กู้หลานได้รับชุดกระโปรงตัวแรกในชีวิตของเธอ เด็กหญิงดีใจจนใบหน้าแดงก่ำ เธอยิ้มอย่างเขินอายพลางเอ่ยขอบคุณอาสะใภ้ “ขอบคุณค่ะ คุณอา”
หลินเจารู้สึกเอ็นดูกู้หลานเป็นอย่างมาก เธอเป็นเด็กที่เงียบและไม่เคยสร้างปัญหาใดๆ มักจะคอยทำงานต่างๆ อย่างเงียบเชียบจนถูกมองข้ามได้ง่าย ซึ่งเด็กที่มีนิสัยเช่นนี้มักจะเสียเปรียบอยู่เสมอ เธอจึงตั้งใจมอบชุดกระโปรงให้เป็นของขวัญ เพื่อให้เด็กหญิงรู้ว่าความดีและความใส่ใจที่เธอมอบให้กับน้องๆ นั้นมีคนมองเห็น และเธอจะไม่มีวันถูกละเลย
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกจ้ะ นี่เป็นรางวัลที่หนูสมควรได้รับ หนูช่วยดูแลเชียนเป่ากับเหยาเป่าอย่างดี อาเห็นความตั้งใจของหนูมาตลอดนะ”
กู้หลานไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับรางวัลตอบแทน เธอคิดเสมอว่าในฐานะที่เป็นพี่คนโต การดูแลน้องๆ ถือเป็นหน้าที่ที่สมควรทำอยู่แล้ว
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คุณอาสะใภ้ไม่ลืมนึกถึงเธอในครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับพ่อกู้นั้น หลินเจาซื้อยาเส้นมาฝาก เพราะเธอรู้ดีว่าผู้ชายที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชนบทมักจะชื่นชอบของแบบนี้
เมื่อได้รับยาเส้นจากลูกสะใภ้ พ่อกู้ผู้เงียบขรึมมาตลอดถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ความซาบซึ้งใจจะฉายชัดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัย
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งจะได้รับของขวัญจากลูกสะใภ้!
ส่วนของฝากสำหรับแม่กู้คือครีมไข่มุก ซึ่งทำให้ท่านดีใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ปากจะบ่นว่า “โอ๊ย แม่อายุขนาดนี้แล้วจะเอาครีมไข่มุกไปทาอะไรกันลูก” แต่ก็รับของไปเก็บไว้อย่างดี พลางวางแผนในใจว่าจะต้องหาโอกาสนำไปพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนสนิทให้ได้
[จบบท]