บทที่ 32: โชคดีจริงๆ (2/2)
สองพี่น้องนั่งลงเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่ยอมขยับตะเกียบ พวกเขานั่งรอจนกระทั่งแม่ของตนนั่งลงและหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน ถึงได้เริ่มลงมือกิน
เอ้อร์ไจ่กัดไข่ดาวคำโตเข้าไปหนึ่งคำ ใบหน้าของเขาก็พลันสดใสขึ้นมาทันที “แม่ครับ ไข่อันนี้อร่อยจังเลย”
ต้าไจ่พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ ปากเล็กๆ ของเขากินจนมันแผล็บ
หลินเจาซดน้ำบะหมี่เข้าไปก่อนคำหนึ่ง รสชาติกำลังพอดี “นี่เขาเรียกไข่ดาวจ้ะ ทอดในน้ำมันเยอะๆ แน่นอนว่าต้องอร่อยอยู่แล้ว”
“แม่ครับ ผมชอบกินไข่ดาว พรุ่งนี้ทำอีกได้ไหมครับ?” เอ้อร์ไจ่ขออย่างไม่เกรงใจ
“ได้สิ ถ้าอยากกินก็บอกแม่ได้” ที่บ้านไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน อยากจะกินเมื่อไหร่ก็ทำได้ง่ายๆ
ในยุคสมัยนี้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างก็ขาดไขมันในร่างกายกันทั้งนั้น เด็กชายทั้งสองคนกินเก่งไม่เบา ซัดบะหมี่หมดชามไม่พอ ยังซดน้ำซุปตามจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
“อิ่มกันหรือยังจ๊ะ?” หลินเจาถามลูกๆ คำกล่าวที่ว่าลูกชายวัยกำลังโตจะกินจนพ่อแม่จนลงได้นี่มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
“อิ่มแล้วครับ” ต้าไจ่ปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนหน้าผากแล้วยิ้มออกมา หน้าร้อนแบบนี้การกินบะหมี่ร้อนๆ มันก็ช่างทรมานปนมีความสุขจริงๆ
เด็กชายทั้งสองคนเหลือบมองขวดน้ำอัดลมบนโต๊ะ แต่ก็ยังไม่รีบร้อนที่จะดื่ม พวกเขาลุกขึ้นไปล้างชามของตัวเองอย่างรู้งาน
หลังจากล้างชามเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินกลับมาที่โต๊ะแล้วส่งสายตาอ้อนวอนไปให้หลินเจา
เอ้อร์ไจ่เอ่ยถาม “แม่ครับ ดื่มน้ำอัดลมได้หรือยังครับ?”
“ได้สิ ถ้าพวกหนูยังกินไหวน่ะนะ” หลินเจาตอบ
ต้าไจ่เป็นเด็กที่รู้จักคิด เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปปรึกษาน้องชาย “เอ้อร์ไจ่ เราเปิดขวดเดียวก่อน แล้วแบ่งกันดื่มนะ ส่วนอีกขวดหนึ่งเอาไว้ดื่มตอนบ่ายหลังจากกลับมาจากบ้านคุณตาดีไหม?”
เอ้อร์ไจ่รู้สึกว่าความคิดของพี่ชายเป็นความคิดที่ดีมากๆ เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดเลย “ได้เลย!”
หลินเจาเคารพการตัดสินใจของลูกชายทั้งสองคน เธอจึงเปิดขวดน้ำอัดลมให้พวกเขาหนึ่งขวด
“เอ้อร์ไจ่ นายดื่มก่อนเลย” ต้าไจ่ผู้เป็นพี่เสียสละให้น้องชายได้ลิ้มลองก่อน
เอ้อร์ไจ่จิบน้ำอัดลมเข้าไปอึกเล็กๆ ดวงตาของเขาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “พี่ก็ดื่มสิ น้ำอัดลมนี่อร่อยจริงๆ เลย มันซ่าๆ ที่ลิ้นด้วย แล้วก็หวานด้วย”
พอได้ชิมรสชาติแล้ว เขาก็รีบยื่นขวดน้ำอัดลมให้ต้าไจ่ แล้วเร่งให้พี่ชายรีบดื่ม
ต้าไจ่จิบเข้าไปอึกหนึ่งเช่นกัน ดวงตาสีนิลของเขามีประกายแห่งความสุขฉายออกมา “อร่อยจริงๆ ด้วย!” เขาเห็นด้วยกับคำพูดของน้องชายทุกประการ
หลินเจาแอบมองภาพสองพี่น้องที่ผลัดกันดื่มอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม นี่มันลูกเทวดาตัวน้อยๆ ที่ส่งมาเกิดเพื่อทดแทนคุณชัดๆ ไม่ต้องให้เธอคอยสอนคอยบอกอะไรเลย สองพี่น้องเขามีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ต้าไจ่เห็นรอยยิ้มของแม่แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงถามเสียงเบา “แม่ยิ้มอะไรเหรอครับ?”
“ยิ้มที่แม่โชคดีจ้ะ”
เอ้อร์ไจ่หัวเราะคิกคัก คำพูดนี้เขาได้ยินจนคุ้นหูแล้ว คนในหมู่บ้านต่างก็พูดกันว่าแม่ของเขาโชคดี
เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “ผมกับพี่ก็โชคดีเหมือนกัน!”
พูดจบ เขาก็รับขวดน้ำอัดลมที่ต้าไจ่ยื่นมาให้ แล้วดื่มเข้าไปอีกอึกใหญ่ ก่อนจะทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความซาบซึ้งใจ
หลินเจาถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ท่าทางแบบนี้ต้องไปลอกเลียนแบบมาจากปู่ของเขาแน่ๆ
“งั้นพวกหนูสองคนก็นั่งดื่มกันไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะไปเก็บของก่อน อีกเดี๋ยวเราจะออกเดินทางกันแล้ว!”
เอ้อร์ไจ่นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงตะโกนเรียกเธอไว้ “แม่ครับ!”
หลินเจาหยุดเดินแล้วหันกลับมามองลูกชาย “มีอะไรเหรอจ๊ะ?”
“ผมเอาลูกอมของผมไปด้วยได้ไหมครับ?” เอ้อร์ไจ่ถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมกับพี่อยากจะเอาลูกอมไปให้พวกพี่ต้าตั้นครับ”
ต้าตั้นคือลูกชายของพี่ชายคนโตของหลินเจา ต้าตั้นยังมีน้องชายฝาแฝดชื่อเอ้อร์ตั้น ทั้งคู่อายุสิบขวบแล้ว และสองพี่น้องก็ยังมีน้องสาวอายุแปดขวบอีกหนึ่งคนชื่อหลินสี่เป่า
“ใจกว้างกันจังเลยนะเรา ถ้าแบ่งให้พวกเขาไปหมด พวกหนูก็ไม่มีกินแล้วนะ” หลินเจาแกล้งแหย่ลูกชายทั้งสองคน
ต้าไจ่พูดขึ้น “พี่ต้าตั้นพวกเขาเคยแบ่งไข่ให้ผมกับเอ้อร์ไจ่กิน ตอนปีใหม่ก็ยังแบ่งลูกอมให้พวกเราเลยครับ”
“ใช่ครับ! พวกเราเต็มใจที่จะแบ่งให้พวกเขาครับ” เอ้อร์ไจ่พูดเสริม
แน่นอนว่าต้องมีความรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่เด็กทั้งสองคนก็เป็นเด็กที่ใจกว้างและยินดีที่จะแบ่งปันของให้กับญาติพี่น้อง
หลินเจาพูด “อยากจะเอาไปก็เอาไปได้เลยจ้ะ ลูกอมของพวกหนู พวกหนูจัดการเองได้เลย”
“ขอบคุณครับแม่!” เอ้อร์ไจ่ตะโกนตอบเสียงดัง
หลินเจาลูบหัวของเขาเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องไปเก็บของ
เนื้อกระป๋องหนึ่งกระป๋อง เนื้อหมูสองจิน น้ำมันหนึ่งกระปุก บะหมี่หนึ่งห่อ ไข่เค็มเป็ด น้ำอัดลมสามขวด และลูกอมอีกหนึ่งห่อเล็กๆ คิดไปคิดมาเธอก็หยิบตลับครีมไข่มุกตลับใหม่ติดไปด้วย
เธอเอาของทั้งหมดใส่ลงในถุงตาข่ายแล้วเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะล็อกประตูให้เรียบร้อย
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พวกหนูพร้อมกันหรือยัง?”
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เดินออกมาจากห้องของตัวเอง กระเป๋ากางเกงของทั้งคู่ตุงจนเห็นได้ชัด
“พร้อมแล้วครับ” เอ้อร์ไจ่ใช้มือกดกระเป๋ากางเกงของตัวเองไว้ กลัวว่าลูกอมจะหล่นออกมา
หลินเจาเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าลูกชายตัวดีทั้งสองคนขนเอาของสะสมทั้งหมดของตัวเองออกมาจนเกลี้ยง
สมแล้วที่เป็นลูกของเธอ ช่างใจกว้างเสียจริงๆ
“ออกเดินทางได้!” หลินเจาประกาศ
ไม่รู้ว่าคำพูดไหนไปจี้ถูกจุดขำของเอ้อร์ไจ่เข้า เด็กชายหัวเราะคิกคักออกมาไม่หยุด เสียงหัวเราะของเขาใสกังวาน
แม่ลูกสามคนเดินออกจากประตูใหญ่ หลินเจาล็อกประตูบ้านเรียบร้อยแล้วจึงพาลูกชายทั้งสองคนมุ่งหน้ากลับบ้านแม่ของเธอ
เด็กชายวัยกำลังซนมีพลังงานเหลือล้น ตลอดเส้นทางไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยเลยแม้แต่คำเดียว แผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งนำหน้าไปลิ่วๆ นั้นดูเหมือนกับนกน้อยที่เพิ่งถูกปล่อยออกจากกรง
“แม่ครับ แม่ร้องเพลงเป็นไหมครับ?” เอ้อร์ไจ่เด็ดหญ้าหางหมาข้างทางขึ้นมาหนึ่งก้าน แล้วหันกลับมาถามแม่ของเขา
“ไม่เป็นจ้ะ” หลินเจาตอบ
“แล้วหนูล่ะ ร้องเป็นไหม?”
เอ้อร์ไจ่ส่ายหน้า “ผมก็ร้องไม่เป็นครับ”
“แล้วต้าไจ่ล่ะ ร้องเป็นไหม?” หลินเจาไม่ลืมที่จะถามลูกชายคนโต
ต้าไจ่ที่จูงมือแม่ของเขาอยู่พูดขึ้น “ผมก็ร้องไม่เป็นเหมือนกันครับ”
หลินเจานึกขึ้นได้ว่าที่ว่าการอำเภอมีโรงภาพยนตร์อยู่ เหมือนว่าจะมีหนังเรื่องใหม่เข้าฉายด้วย ชื่อเรื่อง ‘สงครามอุโมงค์’ เธอจึงเอ่ยถามลูกๆ “อยากดูหนังกันไหม?”
ใบหน้าของเด็กชายทั้งสองคนฉายแววดีใจขึ้นมาทันที
เอ้อร์ไจ่โยนหญ้าหางหมาในมือทิ้ง แล้ววิ่งพรวดเข้ามาหาหลินเจา ก่อนจะเบรกตัวโก่งอยู่ตรงหน้า ร่างเล็กๆ ของเขาเอนไปข้างหน้าแล้วดีดกลับมาที่เดิม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร่งรีบ “แม่จะพาผมกับพี่ไปดูหนังเหรอครับ?”
“ใช่จ้ะ” หลินเจาเห็นสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยมของลูกชาย จึงรีบขายฝันให้ทันที
เอ้อร์ไจ่โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ เสียงหัวเราะของเขาดังจนทำให้นกกระจอกที่เกาะพักอยู่บนต้นไม้ตกใจบินหนีไป
“ไปดูหนัง! ไปดูหนัง!!”
ตลอดเส้นทางที่เหลือ เขาก็เอาแต่พึมพำเรื่องไปดูหนังไม่หยุดปาก
หลินเจามองดูท่าทางดีใจของลูกชายทั้งสองคนแล้วดวงตาก็ทอประกายแห่งรอยยิ้มออกมา
ตลอดเส้นทางแม่ลูกสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ในที่สุดก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านของกองพลการผลิตตงเฟิง
หลินต้าตั้นพาน้องๆ มารออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน พอเห็นคุณอาของตัวเอง กลุ่มเด็กๆ ก็พากันวิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
ต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นอายุสิบขวบแล้ว พวกเขาวิ่งเร็วที่สุด ในชั่วพริบตาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเจาแล้วตะโกนเรียกพร้อมกัน “คุณอา!”
หลินสี่เป่าวิ่งตามมาติดๆ ผมสีเหลืองซีดของเธอปลิวไสวไปตามแรงลม เธอยิ้มแฉ่งจนเห็นเหงือก ดูเหมือนเด็กแก่นแก้วตัวน้อยๆ “คุณอา!”
ถัดมาด้านหลังคือลูกสาวสองคนของพี่ชายรองของหลินเจา หลินเซวียนกับหลินเจิง คนหนึ่งอายุ 9 ขวบ อีกคนอายุ 7 ขวบ
“คุณอาคะ หนูคิดถึงคุณอาจังเลย” สี่เป่าโผเข้ากอดเอวของหลินเจา รอยยิ้มของเธอสดใสยิ่งกว่าแสงอาทิตย์เสียอีก
ในมือของหลินเจาถือของพะรุงพะรังอยู่ เธอกลัวว่าจะไปกระแทกโดนหลานสาวเข้า จึงรีบยกมือขึ้นสูง “ช้าๆ หน่อย ช้าๆ หน่อย”
“ย่าของพวกหนูให้มารอที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเหรอ?” เธอถาม “รอกันนานหรือยัง?”
“ไม่นานครับ เพิ่งกินข้าวเสร็จแล้วมานี่เอง” หลินต้าตั้นตอบคำถามของอาเล็ก แต่สายตาของเขาก็เอาแต่เหลือบมองถุงตาข่ายในมือของคุณอาไม่หยุด
เขามองเห็นนะว่าในนั้นมีของดีๆ อยู่ไม่น้อยเลย
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของหลานชายคนโต หลินเจาจึงยื่นถุงของในมือส่งให้เขา “มองอะไรนักหนา ไม่รู้จักรับไปช่วยถือหน่อยหรือไง มือของอาจะล้าจนหักอยู่แล้วเนี่ย”
หลินต้าตั้นรับถุงไปอย่างดีใจ เขาหัวเราะแหะๆ แล้วพูดว่า “ผมกลัวว่าคุณอาจะรังเกียจผมน่ะสิครับ”
“อะไรกันหา? เห็นอาเป็นคนนอกไปแล้วหรือไง?” หลินเจาแกล้งทำเป็นโกรธ
หลินต้าตั้นร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่เลย คุณอาครับ เรารีบกลับบ้านกันเถอะครับ ปู่รออยู่ที่บ้านแล้วนะ ปู่บ่นคิดถึงคุณอาอยู่ตลอดเลย”
พอได้ยินแบบนั้น หลินเจาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
หลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นเดินขนาบข้างคุณอาของตัวเองราวกับเป็นองครักษ์ซ้ายขวา พากันเดินกลับบ้าน
ระหว่างทางเมื่อเจอคนในกองพลการผลิตเดียวกัน ป้าคนหนึ่งก็เอ่ยทักทายขึ้นมาลอยๆ หลินต้าตั้นผู้มีทักษะการเข้าสังคมเป็นเลิศก็รีบทักทายกลับไปอย่างคล่องแคล่ว
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างยิ่งกว่าดอกไม้บาน แล้วเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน “ใช่แล้วครับ คุณอาของผมกลับมาเยี่ยมบ้าน”
“อะไรนะครับ? ป้าถามว่าคุณอาของผมเอาอะไรมาฝากบ้างเหรอครับ นี่ไงครับ ในถุงตาข่ายนั่นทั้งหมดเลย”
“คุณอาของผมกตัญญูมากใช่ไหมล่ะครับ? แน่นอนอยู่แล้ว ย่าของผมบอกว่า คุณอาของผมน่ะเป็นลูกสาวที่กตัญญูที่สุดในรัศมีสิบลี้เลยนะครับ”
หลินเจาที่ไม่มีโอกาสได้แทรกพูดเลยสักคำ: “...”
เธอใช้ข้อศอกกระทุ้งเอ้อร์ตั้นเบาๆ แล้วกระซิบถาม “ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียว ทำไมพี่ชายของหนูถึงกลายเป็นคนพูดมากขนาดนี้ไปได้ล่ะ?”
[จบบท]