บทที่ 323: คว้ากิ่งไม้สูง (1/2)
บ่ายวันนั้น งานฉลองขึ้นบ้านใหม่ของครอบครัวกู้สาขาสามได้เริ่มขึ้น โดยมีครอบครัวเว่ยทั้งสี่ชีวิตมาร่วมงานด้วย
เด็กแฝดชอบเล่นกับต้าสือโถวและเสี่ยวสือโถวมาก จนแม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังต้องขอนั่งด้วยกัน
เหิงเป่ามองเสี่ยวสือโถวตาแป๋วแล้วเอ่ยชม “เสี่ยวสือโถว เมื่อกี้นี้นายเล่นเก่งสุดๆ ไปเลย ฉางเซิ่งโดนนายตีซะกระเจิงเลยนะ นายฝึกยังไงเหรอ สอนฉันบ้างสิ ฉันก็อยากเก่งเหมือนกัน”
ในบรรดาเด็กโตของกองพลการผลิตเฟิงโซว ฉางเซิ่งคือคนที่เล่นปิงปองเก่งที่สุด ขนาดเด็กที่โตกว่ายังเอาชนะไม่ได้ แต่เขากลับพ่ายแพ้ให้เสี่ยวสือโถวอย่างง่ายดาย ทำเอาเด็กๆ บ้านกู้ทุกคนมองเสี่ยวสือโถวด้วยสายตาชื่นชม
เสี่ยวสือโถวที่ปกติเป็นเด็กขี้อาย พอจับไม้ปิงปองกลับมั่นใจและเปล่งประกายเจิดจ้า แต่พอถูกเหิงเป่าชมต่อหน้าลูกพี่ลูกน้องหลายคน เด็กชายก็กลับมาประหม่าจนเหงื่อซึมที่ปลายจมูก ก้มหน้างุดราวกับว่าบนพื้นมีธนบัตรใบใหญ่ตกอยู่
“น้าสามเป็นคนให้ไม้ปิงปองมา เสี่ยวสือโถวเลยฝึกซ้อมทุกวัน เขาจะชวนเด็กทั้งหมู่บ้านมาเล่นด้วยกัน ถ้าไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็จะฝึกคนเดียว พอฝึกไปเรื่อยๆ ฝีมือก็พัฒนาขึ้นมาก จนตอนนี้แม้แต่พ่อของผมก็ยังสู้เขาไม่ได้เลย” ต้าสือโถวรีบอธิบายแทนน้องชายที่พูดไม่เก่ง
เหิงเป่าจึงเลียนแบบน้ำเสียงที่แม่ใช้ชมตัวเองมาชมลูกพี่ลูกน้องบ้าง “ว้าว เสี่ยวสือโถวเก่งขนาดเอาชนะคุณลุงได้เลยเหรอเนี่ย สุดยอดจริงๆ คุณลุงเป็นผู้ใหญ่แล้วแท้ๆ ยังสู้เด็กไม่ได้เลย เสี่ยวสือโถวเก่งที่สุดเลย”
พอได้ยินคำชมที่ออกจะเกินจริงไปนิด เสี่ยวสือโถวก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก เขารู้สึกราวกับมีผีเสื้อสีขาวบริสุทธิ์โบยบินมาเกาะที่กลางใจ และฟองสบู่แห่งความสุขก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด เด็กน้อยที่ไม่ค่อยมีใครชมกันตรงๆ แบบนี้กำลังมีความสุขมาก
ต้าสือโถวเห็นน้องชายนิ่งไปจึงตบหลังเบาๆ แล้วพูดเสียงเข้ม “ยืดอกเชิดหน้าหน่อยสิ เวลาคนอื่นชมนาย ควรจะทำยังไง ฉันเคยสอนแล้วไม่ใช่เหรอ”
เสี่ยวสือโถวทำได้เพียงมองพี่ชายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
คนเป็นพี่ชายรู้สึกหนักอกหนักใจ “ในอนาคตน่ะ นายต้องเป็นตัวแทนทีมชาติไปแข่งนะ ถ้าได้แชมป์ขึ้นมาแล้วยังทำตัวแบบนี้ จะโดนพวกฝรั่งตาน้ำข้าวหัวเราะเยาะเอาได้นะ” ต้าสือโถวตบที่ท้ายทอยของน้องชายเบาๆ “เราไม่ได้ไปกินข้าวบ้านใครสักหน่อย เชิดหน้าขึ้น”
เสี่ยวสือโถวจ้องตะเกียบในมือ บนตะเกียบคีบเนื้อชิ้นมันวาวเอาไว้ เขาพูดเสียงแผ่วเบา “...กินสิครับ แถมยังเป็นเนื้อด้วย” เขาตอบอย่างซื่อๆ และเขินอาย ต้าสือโถวถึงกับไปไม่เป็น
“พรืด”
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะก็ดังก้องไปทั่วทั้งลานบ้าน แม่กู้ดึงเสี่ยวสือโถวเข้ามากอดแล้วหัวเราะจนหางตาเป็นรอยย่น “โอ๊ย เจ้าสือโถวของยาย”
ดวงตาของเสี่ยวสือโถวคลอหน่วย ใบหน้าร้อนผ่าวจนลืมไปเลยว่าต้องจับตะเกียบอย่างไร กู้ฉานหัวเราะพลางถอนหายใจ “ซื่อบื้อจริงๆ เลย”
หลินเจาที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดว่า “เขาแค่ตอบสนองช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง น่ารักจะตายไป ฉันชอบนิสัยแบบเสี่ยวสือโถวนะ” เหมือนเถี่ยฉุยไม่มีผิด เป็นเด็กที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
เมื่อเหลือบไปเห็นว่าเหยาเป่ากินข้าวเลอะไปทั้งหน้า หลินเจาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดใบหน้าเล็กๆ ให้ลูกสาว เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มหวาน มือเล็กจิ๋วราวกับก้อนแป้งของเธอถือช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ด้วยความที่ยังเล็กและมือไม้ยังไม่ค่อยคล่องแคล่ว แม้จะตั้งใจตักเข้าปาก แต่บนใบหน้าที่ขาวนวลเหมือนแป้งข้าวเหนียวกลับเปื้อนเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มไปสองสามเม็ด
“เช็ดไปก็เท่านั้น” หลินเจาถอนใจอย่างจนปัญญา ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย รอให้ลูกกินเสร็จก่อนค่อยจัดการทีเดียว
กู้ฉานพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “เด็กวัยนี้ก็แบบนี้กันทั้งนั้นแหละ พอโตอีกหน่อยก็ดีขึ้นเอง”
แค่ได้ไปทำงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาดไม่กี่วัน เธอก็ดูมั่นใจขึ้นเป็นกอง เสน่ห์ของงานประจำนี่มันช่างสุดยอดจริงๆ หลินจามองพี่สาวสามีแล้วยิ้มจนดวงตาคู่สวยโค้งลงเป็นเสี้ยวพระจันทร์
สายตาของหลินเจาทำเอากู้ฉานรู้สึกเกร็งๆ จนต้องเบือนหน้าหนี “มองฉันแบบนี้ทำไมกัน”
“พี่สาวเปลี่ยนไปนะคะ” หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ทว่าจริงจัง
กู้ฉานงง “...หา ฉันเหรอ ฉันเปลี่ยนไปตรงไหน”
“พี่ดูมั่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ทั้งตัวดูมีออร่าไปหมด” หลินเจาชมจากใจ
เว่ยเซี่ยงตงตบฉาดเข้าที่ต้นขาตัวเอง เขามองกู้ฉานด้วยแววตาภาคภูมิใจ “เห็นไหมล่ะ ผมพูดไม่ผิดเลย พอคุณเริ่มไปทำงานแล้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นกอง”
กู้ฉานฉุนจนต้องหยิกแขนเขาแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด “เห็นอะไรของคุณกันล่ะ กินข้าวของคุณไปเลยนะ”
เว่ยเซี่ยงตงมองใบหน้าที่แดงก่ำของภรรยาแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม ไม่ได้ใส่ใจความเจ็บจี๊ดๆ นั่นเลยแม้แต่น้อย “จะไม่ใช่เรื่องของผมได้ยังไง คุณเป็นภรรยาผมนะ เป็นแม่ของลูกๆ ผมด้วย มันเกี่ยวกับผมเต็มๆ เลย”
อาฉานของเขายามที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ของสหกรณ์การค้าและการตลาดนั้นช่างดูเจิดจ้าไปทั้งตัว ทำเอาเขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เขาต้องขยันให้มากกว่านี้ จะได้หาทางซื้อตำแหน่งงานประจำให้เธอได้ก่อนสิ้นปี
กู้ฉานไม่รู้ความคิดในใจของสามี พอเห็นเขาพูดจาไม่รู้จักอายต่อหน้าครอบครัวของเธอ ก็อยากจะเตะให้กระเด็นไปไกลๆ เธอเลิกสนใจสามีที่ทำตัวบ้าๆ บอๆ แล้วหันไปคีบมะเขือม่วงใส่จานให้ต้าสือโถว เป็นการเปลี่ยนเรื่องที่ดูทื่อๆ ไปหน่อย “มะเขือม่วงตุ๋นซีอิ๊วจานนี้เป็นฝีมือเด็ดของป้าสะใภ้ใหญ่ของลูกเลยนะ นานๆ จะได้กินสักที”
คนในยุคนี้ไม่มีใครเลือกกิน เพราะชีวิตมันลำบาก แค่หาอะไรประทังท้องก็ยากเต็มทีแล้ว ใครจะมีสิทธิ์มาเรื่องมากได้ ต้าสือโถวจึงคลุกมะเขือม่วงกับข้าวแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย พยักหน้าหงึกๆ “อร่อยครับ”
งานฉลองขึ้นบ้านใหม่วันนี้ได้หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงมาเป็นแม่ครัว เพราะแขกมากันเยอะ อาหารมื้อนี้จึงต้องลงแรงไม่น้อย ซึ่งหลินเจาไม่อยากจะเหนื่อย บ้านกู้ไม่มีพิธีรีตองอะไร ทุกคนกินข้าวไปคุยกันไป บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความครึกครื้น
หลินเจาเอี้ยวตัวไปทางกู้ฉานเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “พี่สาวคะ เฉิงหวยบอกพี่แล้วใช่ไหมคะ ให้พี่ช่วยทำงานแทนฉันอีกสักสองสามวัน เงินเดือนช่วงนี้พี่เอาไปเลยนะ รอให้เขากลับไปที่กองทัพก่อน...ฉันถึงจะกลับไปทำงานค่ะ”
กู้ฉานถึงบางอ้อในทันทีว่าทำไมเจาเจาถึงไม่รีบกลับไปทำงาน ที่แท้ก็แค่อยากใช้เวลากับเฉิงหวยให้มากขึ้น เธอพลันรู้สึกสงสารน้องสะใภ้ขึ้นมาจับใจ เฉิงหวยเป็นคนดีและยิ่งใหญ่มาก แต่ในฐานะสามีและพ่อสำหรับเจาเจาและลูกๆ ทั้งสี่แล้ว เขาคงยังทำได้ไม่ดีพอ
กู้ฉานไม่อยากทำลายบรรยากาศดีๆ จึงไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกไปทางสีหน้า แววตาของเธออ่อนโยนลง “เขาบอกแล้วล่ะ ไม่ต้องให้เงินเดือนหรอก งานที่สหกรณ์สบายจะตาย ทำแค่ครึ่งวันเอง ไม่เหนื่อยอะไรเลย ไม่ได้กระทบอะไรฉันสักหน่อย อย่าคิดมากเลยนะ”
หลินเจาส่ายหน้าแล้วแกล้งพูด “จะให้พี่ทำงานฟรีได้ยังไงกันคะ ถ้าพี่ไม่รับเงิน งั้นฉันไปทำงานเร็วขึ้นก็แล้วกัน”
ความตั้งใจของกู้ฉานคืออยากให้น้องสะใภ้ได้ใช้เวลากับน้องชายมากขึ้นเท่านั้น พอได้ยินแบบนั้น เธอก็รีบตอบตกลง “ฉันรับ ฉันรับเงินเดือนก็ได้”
อย่างมากก็แค่เอาเงินก้อนนั้นไปซื้อของอร่อยๆ ให้อวี้เป่ากับเหิงเป่า เธอก็เป็นอาแท้ๆ ของหลานๆ การซื้อของให้เด็กๆ ทั้งสี่คนก็เป็นเรื่องธรรมดา
“ต้องแบบนี้สิคะ” หลินเจาคลี่ยิ้มออกมา พี่สาวสามีเป็นคนดี เธอก็ไม่อาจเอาเปรียบคนซื่อได้
กู้ฉานยิ้มอย่างจนใจ แต่ในใจกลับอบอุ่น บทสนทนาไม่ได้ทำให้การกินอาหารสะดุดลง ไม่นาน จานบนโต๊ะก็ค่อยๆ พร่องลง ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างพากันลูบท้องตัวเองด้วยสีหน้าอิ่มหนำสำราญ
การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ กู้เฉิงหวยเลยซื้อเหล้ามาหนึ่งขวด พวกผู้ชายจึงดื่มกันไปคนละสองแก้ว ตอนนี้ใบหน้าของแต่ละคนเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่ยังไม่ถึงกับเมา แค่รู้สึกกรึ่มๆ เท่านั้น
“ปัง”
ประตูรั้วบ้านหลังใหม่ถูกใครบางคนถีบจนเปิดออก เด็กสาวคนหนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น เธอคือกู้ซิ่งเอ๋อร์ที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมานั่นเอง
ทันทีที่เธอปรากฏตัว เหิงเป่าก็ร้องลั่น “อ๊ะ อาหญิงเล็กใจร้ายกลับมาแล้ว ต้าหวง หู่โพ ไปกั้นเธอไว้ อย่าให้เข้ามานะ”
ต้าหวงเชื่อฟังคำสั่งเจ้านายทุกคน พอได้ยินคำสั่ง ร่างกายกำยำของมันก็พุ่งเข้าไปหากู้ซิ่งเอ๋อร์ มันโก่งตัว แยกเขี้ยว พยายามข่มขู่ให้ ‘ผู้บุกรุก’ ถอยหนี สองขาหน้าตะกุยพื้น เตรียมพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ “วู้ว” มันขู่คำรามในลำคอ
ต้าหวงที่หลินเจาเลี้ยงดูจนตัวใหญ่ขนเป็นมันปลาบ ปกติแล้วไม่เคยแยกเขี้ยวใส่ใครเลยสักครั้ง มันจะคอยเดินตามเด็กๆ ทั้งสี่คนราวกับเป็นองครักษ์ผู้ภักดี นี่เป็นครั้งแรกที่มันแยกเขี้ยวนับตั้งแต่ถูกรับมาเลี้ยง ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
กู้ซิ่งเอ๋อร์กลัวสุนัขดุอยู่แล้ว พอเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของต้าหวง แขนขาของเธอก็แข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อน เธอเงยหน้ามองคนในบ้านกู้ แล้วตวาดอย่างไม่เกรงใจ “พวกพี่มัวยืนบื้อทำอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบมาช่วยฉันอีก!”
กู้เฉิงหวยขมวดคิ้วมุ่น นี่น้องเล็กพูดกับคนที่บ้านแบบนี้เป็นปกติเลยเหรอ ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอโทรหา เขาก็รู้สึกได้ว่าเธอพูดจาหยิ่งผยอง แต่ก็คิดว่าคงเป็นเพราะกำลังร้อนใจ แต่พอมาเห็นตอนนี้อีกที นี่มันถูกตามใจจนเสียคนชัดๆ
“กู้ซิ่งเอ๋อร์ เธอพูดกับใครอยู่” กู้เฉิงหวยถามเสียงเย็นด้วยสีหน้าไม่พอใจ
กู้ซิ่งเอ๋อร์ฉายแววเจ็บใจในดวงตา ก่อนมาอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะทำตัวดีๆ แล้วเชียว เธอรีบเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงอ่อนลง พูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่สามคะ ฉันกลัวหมา”
กู้เฉิงหวยปรายตามองเธอ แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากนัยน์ตาสีนิลของเขา “กลัวหมาแล้วจะพูดจาพล่อยๆ กับคนที่บ้านแบบนี้ได้งั้นเหรอ”
“ออกไป” เขาพูดอย่างหมดความอดทน
สีหน้าของกู้ซิ่งเอ๋อร์ซีดเผือด “...พี่สามคะ”
“อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง” กู้เฉิงหวยกล่าวเสียงกร้าว
กู้ซิ่งเอ๋อร์หันไปจ้องหลินเจาด้วยสายตาเกลียดชัง แล้วสาดคำพูดเสียๆ หายๆ ออกมาอย่างไม่ยั้งคิด “เป็นเธอใช่ไหมที่เป่าหูพี่สามเรื่องฉัน ฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ก็เพราะเธอไม่ใช่หรือไง ทำไมเธอยังมายุแยงความสัมพันธ์ของฉันกับพี่สามอีก ทำไมเธอถึงได้ชั่วร้ายขนาดนี้...”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น สีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็เปลี่ยนไปโดยพร้อมเพรียงกัน กู้ชิงโจวเห็นว่าน้องสาวกำลังอาละวาดอย่างไร้เหตุผล จึงตวาดห้าม “กู้ซิ่งเอ๋อร์! พอได้แล้ว”
“ไม่พอ!” กู้ซิ่งเอ๋อร์แผดเสียงกลับ ใบหน้าที่ผ่ายผอมของเธอบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง อยากจะพุ่งเข้าไปข่วนหน้าหลินเจาให้เป็นรอย “หลินเจา เธอบอกมาสิว่าเป็นเธอใช่ไหมที่บอกให้พี่สามทิ้งฉัน ฉันไปทำอะไรให้เธอหนักหนา เธอถึงต้องทำกับฉันถึงขนาดนี้”
หลินเจาเพียงแค่เหลือบมองเธออย่างเย็นชา ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา จะให้พูดอะไรได้ ในเมื่ออีกฝ่ายคือน้องสาวแท้ๆ ของกู้เฉิงหวย แถมพ่อแม่สามีที่ปฏิบัติต่อเธอกับลูกๆ เป็นอย่างดีก็อยู่ที่นี่ด้วย การนิ่งเงียบย่อมดีกว่าการพูดอะไรออกไป ซึ่งความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าการเพิกเฉยนั้นถูกต้องที่สุด
กู้ซิ่งเอ๋อร์รู้สึกเหมือนต่อยลม สีหน้าของเธอดูไม่ได้เลย แต่ตรงหน้าก็มีหมาดุขวางอยู่ ไม่กล้าก้าวเข้าไปหา ทำได้แค่กระทืบเท้าด้วยความโมโหจนแทบบ้าอยู่ตรงนั้น หลินเจาไม่ได้พูดอะไร แต่กู้เฉิงหวยกลับทนเห็นใครมาตะคอกใส่ภรรยาของเขาไม่ได้ “กู้ซิ่งเอ๋อร์”