บทที่ 325: ต้องหาคนมาแต่งงานด้วย (1/2)
พ่อกู้จนคำพูด แต่ก็ยังเถียงกลับไปว่า “ก็อาจจะเจอคนที่ไม่เรื่องมากก็ได้นี่นา ลองหาดูก่อน ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ค่อยมาคิดหาวิธีอื่นกันใหม่” เขาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ “เดี๋ยวผมจะลองไปคุยกับแม่ดู”
แม่กู้ไม่คิดว่าแผนนี้จะสำเร็จผล เธอแค่นยิ้มออกมา “แล้วแม่ของคุณจะยอมช่วยเหรอคะ”
“ทำไมแม่จะไม่สนล่ะ” พ่อกู้สวนกลับเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความไม่มั่นใจของตัวเอง “ลูกสาวของผมดีๆ คนหนึ่ง ถูกแม่เลี้ยงจนกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ยังไงแม่ก็ต้องรับผิดชอบ”
แม่กู้ไม่ได้โต้ตอบสามีอีก ได้แต่ครุ่นคิดอย่างระอาในใจ เฮอะ! ตอนนี้ล่ะทำเป็นพูดจาโผงผาง พอไปเจอแม่ตัวเองอาละวาดเข้าจริงๆ ก็กลายเป็นเต่าหดหัวในกระดอง ไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก! คนแก่หัวรั้น ปากแข็งไม่เคยเปลี่ยน!
พ่อกู้สังเกตเห็นแววตาไม่เชื่อมั่นจากภรรยาจึงถลึงตาใส่ “นี่! ไม่เชื่อผมหรือไง! ผมจริงจังนะ”
ก็แล้วมีครั้งไหนบ้างที่คุณไม่จริงจัง แม่กู้ได้แต่ถามอยู่ในใจ
“ค่ะ ฉันจะรอฟังข่าวดีจากคุณก็แล้วกัน” เธอเลือกที่จะไม่พูดตัดรอนกำลังใจของสามี อย่างน้อยก็มีคนมาช่วยคิดหาทางออกเพิ่มอีกแรง
แม่สามีของเธออายุคราวนี้แล้ว ย่อมต้องรู้จักผู้คนมากมาย บางทีอาจจะหาคู่ครองดีๆ ให้กู้ซิ่งเอ๋อร์ได้ก็ได้ ถึงแม้ท่านจะเป็นคนลำเอียงและน่ารำคาญใจ แต่สำหรับกู้ซิ่งเอ๋อร์แล้ว ท่านก็รักจริงและหวังดี
พ่อกู้ไม่รีรอ รีบมุ่งหน้าไปยังบ้านของอาเล็กกู้ทันที
“พี่ใหญ่” อาเล็กกู้ร้องทัก
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับแม่หน่อย” พ่อกู้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“แม่อยู่ในห้องครับ” อาเล็กกู้เลิกม่านที่ประตูขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณให้เขาเข้าไปคุยด้านใน
น่าแปลกที่แม้ว่าย่ากู้จะเป็นคนลำเอียงและแปลกประหลาด แต่เรื่องนั้นกลับไม่เคยส่งผลกระทบต่อสายสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องอย่างพ่อกู้และอาเล็กกู้เลย
“แม่ครับ พี่ใหญ่มาหา” อาเล็กกู้ตะโกนบอกมารดาที่นั่งอยู่บนเตียงคัง
ย่ากู้เหลือบมอง “มาทำอะไรที่นี่ล่ะ พ่อคนงานยุ่ง ว่างมาเยี่ยมคนแก่อย่างฉันแล้วรึไง”
น้ำเสียงของเธอนั้นเสียดสีประชดประชัน หากไม่ได้พูดจาเหน็บแนมใครคงจะรู้สึกกระสับกระส่าย
พ่อกู้ไม่เก็บมาใส่ใจ ด้วยรู้ดีว่านี่เป็นเพียงหญิงชราปากร้ายคนหนึ่งเท่านั้น หากเขาคิดเล็กคิดน้อยกับทุกคำพูด ป่านนี้คงไม่มีชีวิตอยู่รอดมาได้
“แม่ครับ” เขาเอ่ยเรียกพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง “ผมมานี่ก็เพื่อเรื่องของซิ่งเอ๋อร์”
ย่ากู้เหลือบตามองลูกชายคนรองตามสัญชาตญาณ ทันทีที่เห็นสีหน้าเคร่งขรึมที่ผ่านไปวูบหนึ่งของอาเล็กกู้ เธอก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
ต่อให้เธอจะเอ็นดูกู้ซิ่งเอ๋อร์เพียงใด แต่ก็ไม่อาจทำร้ายน้ำใจของลูกชายคนรองจนเกินไปได้
“ซิ่งเอ๋อร์เป็นลูกสาวของแก มาอาศัยอยู่ที่บ้านน้องรองมันดูไม่เหมาะ ให้ย้ายกลับไปซะ”
ด้วยเกรงว่าพ่อกู้จะไม่เห็นด้วย เธอจึงรีบเสริมต่อว่า “เรื่องของซิ่งเอ๋อร์นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีก แกกับเมียจัดการกันเอาเองเถอะ”
สิ้นคำของมารดา พ่อกู้ก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจ “ซิ่งเอ๋อร์ถูกแม่ตามใจจนเคยตัว แม่คิดว่าผมกับแม่ของเธอจะเอาอยู่หรือครับ”
“แม่เป็นคนดึงดันจะเอาซิ่งเอ๋อร์ไปเลี้ยงดูเอง พอเขาถูกแม่เลี้ยงจนมีนิสัยแบบนั้นไปแล้ว แม่จะมาลอยแพทิ้งปัญหาทั้งหมดมาให้ผมกับเมียได้ยังไงกัน ด้วยนิสัยแบบนั้นของเธอ แค่ให้อยู่ที่บ้านสักครึ่งเดือน ครอบครัวผมคงได้แตกกระเจิงกันพอดี!”
ย่ากู้ไม่ใช่คนที่จะมานั่งสำนึกผิดกับการกระทำของตนเอง ที่เธอมีอายุยืนยาวมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะเป็นคนปล่อยวางได้ง่ายนั่นเอง
เมื่อได้ยินคำต่อว่าของลูกชายคนโต เธอก็ฉวยเอาของที่วางอยู่ใกล้มือที่สุดขว้างใส่ทันที
“หา?!” เธอจ้องหน้าลูกชายคนโตอย่างเอาเรื่อง “ฉันอุตส่าห์เลี้ยงหลานสาวให้แกจนเติบใหญ่ป่านนี้ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว ยังจะให้ฉันเลี้ยงต่อไปอีกถึงเมื่อไหร่กัน?”
อาสะใภ้เล็กกู้ซึ่งอยู่นอกประตูได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เธอเบ้ปากด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ กู้ซิ่งเอ๋อร์น่ะฉันต่างหากที่เลี้ยงมากับมือ แม้แต่ผ้าอ้อมก็ยังเป็นฝีมือฉันที่ซักให้ ส่วนแม่สามีน่ะเหรอ เวลาอารมณ์ดีก็เข้ามาหยอกหลานเล่นสองสามคำ พออารมณ์เสียก็ไม่เคยคิดจะเหลียวแลเลย
พ่อกู้ตัดสินใจพูดเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้จะขอให้แม่เลี้ยงเขาต่อหรอกครับ แต่ผมกับแม่ของเขาเห็นว่า ซิ่งเอ๋อร์ก็น่าจะถึงวัยออกเรือนแล้ว เรื่องนี้เลยอยากจะรบกวนให้แม่ช่วยหน่อย
แม่ก็ย่อมรู้นิสัยของซิ่งเอ๋อร์ดี เธอเป็นพวกตีสองหน้า ประจบคนรวยดูแคลนคนจน คิดแต่จะแต่งงานเข้าเมืองไปเป็นคนเมืองให้ได้ แต่ผมไม่ค่อยรู้จักใครในเมืองเท่าไหร่ เลยจนปัญญาจริงๆ แม่รู้จักคนเยอะแยะ ช่วยหาคู่ครองให้หลานสาวของแม่หน่อยเถอะครับ”
ย่ากู้ฟังแล้วไม่สบอารมณ์ “นิสัยของซิ่งเอ๋อร์แล้วมันจะทำไม? นิสัยดีออกจะตายไป!”
“ใครๆ ก็อยากมีชีวิตสุขสบายกันทั้งนั้น ชีวิตในชนบทมันไร้อนาคต เด็กสาวอยากจะเข้าไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองมันผิดตรงไหน ถ้าไม่ใช่เพราะแกซึ่งเป็นพ่อมันไร้ความสามารถ เธอจะต้องมาดิ้นรนด้วยตัวเองแบบนี้หรือ?!”
พ่อกู้ถึงกับพูดไม่ออก ตกลงว่านี่กลายเป็นความผิดของเขาไปแล้วงั้นเหรอ?!
เขาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับมารดา จึงได้แต่ถามไปว่า “หมายความว่าแม่จะยอมช่วยใช่ไหมครับ”
“ก็แกอุตส่าห์มาขอร้องถึงที่นี่แล้ว ฉันจะปฏิเสธลงได้ยังไงล่ะ” ย่ากู้คิดในใจว่าลูกชายคนโตคนนี้ช่างพูดจาขวานผ่าซากเสียจริง ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะรักลูกชายคนรองมากกว่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปได้ ฉันรับปากแล้ว ถ้ามีข่าวคราวอะไรจะให้เจ้ารองไปบอกแกเอง”
อันที่จริงแล้วเธอรู้จักผู้คนอยู่ไม่น้อย การไหว้วานให้คนช่วยสืบข่าวจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร กู้ซิ่งเอ๋อร์เติบโตมาภายใต้การดูแลของเธอ ถูกตามใจจนมีนิสัยก้าวร้าวและเอาแต่ใจตัวเอง เป็นเพราะเธอเลี้ยงดูมาไม่ดีเอง เรื่องนี้เธอต้องยอมรับ เมื่อลูกชายคนโตกับสะใภ้มาขอความช่วยเหลือ เธอจึงปฏิเสธไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วความสัมพันธ์กับครอบครัวลูกชายคนโตคงต้องเหินห่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ปรารถนา
พ่อกู้รู้สึกโล่งใจไปทั้งตัว “แม่ครับ ถ้าแม่ไม่อยากเห็นชีวิตบั้นปลายของลูกชายคนนี้ต้องมาลำบาก ก็ช่วยเร่งมือหน่อยนะครับ”
อาเล็กกู้พยักหน้าแสดงความเห็นใจและเข้าใจอย่างสุดซึ้ง นิสัยแบบหลานสาวคนนั้น คนธรรมดาคงยากจะรับมือไหว ตอนแรกเขากะว่าจะทนไปสักปีสองปี รอจนเธอแต่งงานออกเรือนไปเรื่องคงจะดีขึ้น แต่ใครจะคิดว่าแค่ครึ่งปีก็เกินจะทนแล้ว
ทำไมซิ่งเอ๋อร์ถึงได้ช่างสร้างความเกลียดชังให้คนอื่นได้ขนาดนี้นะ เฮ้อ
ย่ากู้จ้องเขม็ง “นั่นลูกสาวแกนะ ทำไมแกถึงได้แสดงท่าทีรังเกียจขนาดนั้น”
พ่อกู้ไม่โต้เถียง เพียงแค่เอ่ยขึ้นว่า “...ถ้าแม่ไม่รังเกียจ งั้นผมจะส่งตัวเขามาอยู่กับแม่ดีไหมครับ”
ย่ากู้ถึงกับพูดไม่ออก ไอ้ลูกเนรคุณ
เธอโบกมือไล่อย่างหัวเสีย “ไปๆๆ ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะสายตาฉัน เห็นหน้าแกทีไรฉันปวดหัวทุกที”
บนใบหน้าที่ดูซื่อๆ ทึ่มๆ ของพ่อกู้ กลับเผยรอยยิ้มที่แฝงความสมใจออกมา
“ปลูกอะไรก็ได้อย่างนั้น ซิ่งเอ๋อร์ที่โตมาเป็นแบบนี้ก็เพราะแม่เลี้ยงดูมาทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับผมกับเมียผมเลยแม้แต่น้อย”
พูดจบ เขาก็ลุกพรวดแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าคล่องแคล่วว่องไวยิ่งกว่าคนหนุ่มเสียอีก
อาเล็กกู้รู้ดีว่าแม่กำลังอารมณ์คุกรุ่น จึงรีบอาศัยจังหวะเดินไปส่งพี่ชายเพื่อเลี่ยงลูกหลง
“พี่ใหญ่ ซิ่งเอ๋อร์ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกแล้วเหรอ”
พ่อกู้หยุดฝีเท้า “ก็เรื่องเดิมๆ นั่นแหละ เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมาก็หาเรื่องอาละวาดเลย วันดีๆ ของบ้านพี่สามของเธอ ถูกกวนจนเละเทะไปหมด!”
แม้ว่างานฉลองขึ้นบ้านใหม่ของบ้านกู้เฉิงหวยจะไม่ได้เชิญครอบครัวของอาเล็กกู้ แต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งเนื้อและลูกอมมาให้ ถือว่ามีมารยาทครบถ้วน อาเล็กกู้และภรรยาจึงไม่ได้ติดใจอะไร กลับรู้สึกว่ากู้เฉิงหวยและภรรยาเป็นคนดีมีน้ำใจ
“ผมก็พอจะเดาได้อยู่” อาเล็กกู้เอ่ย “ซิ่งเอ๋อร์ถูกขังไว้นานขนาดนั้น ก็น่าจะถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว เมื่อคืนผมยังคุยกันอยู่เลยว่า... อย่าให้เขาไปทำลายบรรยากาศดีๆ ของพวกพี่เลยเชียว ไม่นึกเลยจริงๆ ว่า...”
“แล้วภรรยาของเฉิงหวยไม่ได้โกรธใช่ไหม” อาเล็กกู้ไม่อยากให้กู้เฉิงหวยและภรรยาต้องมาขุ่นข้องหมองใจกับพี่ชายของตน
เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่ากู้เฉิงหวยและภรรยาคือคนที่จะมีอนาคตที่สดใสที่สุด หากพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาหวังจะมีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย ก็ยังคงต้องพึ่งพาทั้งสองคนนี้
เรื่องนี้พ่อกู้เองก็ไม่ทราบแน่ชัด “...ไม่ได้สังเกตเลย”
“มีเฉิงหวยคอยดูอยู่ สะใภ้สามคงไม่โกรธหรอกกระมัง” เขาเสริมอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
อาเล็กกู้ไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ เพียงแต่กล่าวว่า “พี่ต้องเตือนเฉิงหวยด้วยนะ อย่าพยายามไกล่เกลี่ยแบบไม่เข้าเรื่อง เดี๋ยวจะพาลทำให้เมียตัวเองโกรธเอา แล้วชีวิตเขาจะอยู่ไม่สงบสุข”
สีหน้าของเขาดูยุ่งยากใจ “คนบ้านหลินน่ะหวงลูกหลานจะตายไป ถ้าภรรยาของเฉิงหวยเกิดไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็...”
แม้จะไม่ได้พูดจนจบประโยค แต่ความหมายนั้นชัดเจนในตัวมันเอง
พ่อกู้เห็นพ้องด้วย เขาเอ่ยขอบคุณน้องชายก่อนจะลาแล้วเดินตรงไปที่บ้านของกู้เฉิงหวย
“พ่อ?” กู้เฉิงหวยตกใจเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอพ่อของตนที่หน้าประตู
พ่อกู้ไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาเหลือบมองเข้าไปในบ้านอิฐแวบหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วถามว่า “เจ้าสาม ภรรยาแกไม่ได้โวยวายอะไรใช่ไหม”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงของบิดา กู้เฉิงหวยก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ คิ้วที่ขมวดมุ่นพลันคลายออก “ไม่ครับ”
“ไม่ก็ดีแล้ว งั้นแกไปยุ่งต่อเถอะ พ่อกลับก่อนล่ะ” พ่อกู้พูดจบก็หมุนตัวจากไป
หลินเจาเดินออกมาเห็นแผ่นหลังของพ่อสามีพอดี จึงเอ่ยถามกู้เฉิงหวย “พ่อมาทำอะไรหรือคะ ทำไมไม่เข้ามาในบ้านก่อน”
กู้เฉิงหวยละสายตาจากร่างของพ่อ หันกลับมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พ่อเป็นห่วงว่าคุณจะโกรธ เลยแวะมาถามดูน่ะ”
หลินเจาได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ
“ฉันไม่ได้โกรธง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย”
ในสายตาของหลินเจา กู้ซิ่งเอ๋อร์นั้นด้อยค่ากว่าเจ้าต้าหวงสุนัขของเธอเสียอีก จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องเก็บมาใส่ใจ ยิ่งกู้ซิ่งเอ๋อร์อาละวาดมากเท่าไหร่ กู้เฉิงหวยก็ยิ่งชิงชังเธอมากขึ้นเท่านั้น คนที่เสียประโยชน์ก็คือตัวเธอเอง ไม่ใช่หลินเจา
หลินเจาบ่นพึมพำ “ทำไมคนในครอบครัวคุณถึงได้กลัวฉันโกรธกันนักนะ พี่ใหญ่ก็เป็น พ่อก็เป็น”
ก่อนหน้านี้ หลังจากพ่อแม่สามีกลับไปแล้ว กู้ฉานก็รีบเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีร้อนรน จะว่าเข้ามาไกล่เกลี่ยก็ไม่เชิง น่าจะเรียกว่าเข้ามาปลอบให้เธอใจเย็นลงมากกว่า
“กู้ซิ่งเอ๋อร์เป็นคนพูดจาไม่รักษาน้ำใจแถมยังไร้เหตุผล คุณโดนเธอหาเรื่องอย่างไม่เป็นธรรม คนที่บ้านกลัวคุณจะโกรธก็ไม่แปลกหรอก” กู้เฉิงหวยปลอบ
เมื่อนึกถึงแววตาอาฆาตแค้นของกู้ซิ่งเอ๋อร์ ดวงตาของเขาก็ฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาทันที
หลินเจาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำคำของสามี ปกติเวลาเอ่ยถึงกู้ซิ่งเอ๋อร์ เขาจะเรียกว่า ‘ซิ่งเอ๋อร์’ หรือไม่ก็ ‘น้องเล็ก’ แต่ครั้งนี้กลับเรียกชื่อและนามสกุลเต็มยศ ความหมายที่ซ่อนอยู่ย่อมไม่ต้องอธิบายให้มากความ
เธอไม่สนใจจะสวมบทบาทเป็นนางฟ้าผู้เข้าใจโลก และไม่มีวันเอ่ยปากเข้าข้างคนที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณใคร คนที่ทั้งเห็นแก่ตัวและใจจืดใจดำอย่างกู้ซิ่งเอ๋อร์ ไม่คู่ควรให้สามีของเธอต้องมาใส่ใจแม้แต่น้อย
บทบาทพี่สะใภ้ใจมารคนนี้ เธอจะขอรับไว้เอง!
หลินเจาเริ่มบีบน้ำตาเล่าความ “ฉันชินแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันแต่งเข้าบ้านมา เธอก็มองฉันเป็นศัตรูมาตลอด ไม่ถลึงตาก็แกล้งเดินชน ตอนที่ฉันท้องลูกแฝดแล้วแพ้ท้องอย่างหนัก เธอกลับหาว่าฉันสำออย แถมยังเอาเรื่องฉันไปนินทาให้เสียๆ หายๆ ในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่ไข่ต้มที่แม่ต้มบำรุงให้ฉัน เธอก็ยังแย่งไปกิน...”
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้กู้ซิ่งเอ๋อร์เคยทำจริงๆ แต่เธอไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมารังแกฝ่ายเดียว เธอโต้กลับไปทันทีทุกครั้ง และคนเสียเปรียบก็ไม่เคยเป็นเธอเลยสักหน
แต่ทว่า... กู้เฉิงหวยไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้เลย
ประกายตาของเขาเยียบเย็นขึ้นมาทันที ก่อนจะจ้องมองภรรยาด้วยความรู้สึกผิดและสงสาร “ทำไมคุณถึงไม่เคยบอกผมเลยสักคำ”
นี่เองสินะ คือความจริงที่ว่าทำไมเจาเจาถึงอยากจะแยกบ้านออกมานัก ไม่แปลกใจเลย เขาเข้าใจเธอที่สุด
โชคดีเหลือเกินที่เขาไม่เคยตำหนิเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว มิฉะนั้น... เพียงแค่ในใจของเขามีความขุ่นเคืองแม้เพียงเศษเสี้ยว ชีวิตคู่ของพวกเขาก็คงมีแต่เรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น
นายทหารหนุ่มรูปงามเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจและเจ็บแค้นใจ “คุณคงต้องลำบากมากเลยสินะ”
ตายจริง เล่นใหญ่เกินไปแล้ว!
น้ำเสียงของหลินเจาแปรเปลี่ยนเป็นสดใสในทันที “ฉันไม่เสียเปรียบหรอกค่ะ คนที่เสียเปรียบตัวจริงคือน้องสาวของคุณต่างหาก”
“ผมรู้” กู้เฉิงหวยยิ้มพร้อมกับบีบปลายนิ้วเรียวงามของภรรยาเบาๆ “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ตราบใดที่คุณเป็นฝ่ายถูก คุณจะโต้กลับยังไงก็ได้ตามใจชอบ ผมอยู่ข้างคุณเสมอ”
หลินเจาย้อนถามกลับ “แล้วถ้าฉันเป็นฝ่ายผิดล่ะคะ”
“ไม่มีทางหรอก” กู้เฉิงหวยตอบกลับไปทันควัน “คุณไม่ใช่คนช่างคิดช่างแค้น แล้วก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล ผมเชื่อใจคุณอย่างไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว”
ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์จะเขียนจดหมายไปฟ้องเขาว่าภรรยาของเขาเป็นคนอย่างไร เขาก็ไม่เคยเชื่อเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว
มุมปากของหลินเจาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
ทั้งสองเดินเข้ามาในสวนแล้วหาที่ร่มๆ เพื่อนั่งพัก เนื่องจากเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ บรรยากาศในสวนจึงยังดูค่อนข้างโล่งตา
กู้เฉิงหวยเอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆ “ในสวนนี้ คุณวางแผนจะปลูกอะไรบ้าง”
“ริมกำแพงว่าจะลงดอกไม้เป็นแถวยาวเลยค่ะ จะเป็นดอกอะไรก็ได้ทั้งนั้น ส่วนต้นไม้ใหญ่... ขอคิดดูก่อนนะคะ...” หลินเจาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ต้นพลับ หรือไม่ก็พวกต้นไห่ถัง ต้นตานกุ้ย อะไรทำนองนี้ คุณว่าดีไหมคะ”