บทที่ 326: ต้องหาคนมาแต่งงานด้วย (2/2)
กู้เฉิงหวยรับคำ “ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจัดการเอง”
พอสามีรับปากจะจัดการให้ หลินเจาก็หมดห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา ส่วนตัวเองก็แค่รอเวลาชื่นชมดอกไม้เท่านั้น
จู่ๆ เธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงวางแก้วเคลือบลายลงแล้วหันไปถามกู้เฉิงหวยด้วยความอยากรู้ “ชิงโจวกับกู้ซิ่งเอ๋อร์เป็นอะไรกันเหรอคะ?”
“พักนี้ชิงโจวดูแปลกๆ ไป...ฉันหมายถึง ท่าทีของเขาที่มีต่อกู้ซิ่งเอ๋อร์น่ะค่ะ”
แต่ก่อนชิงโจวดีกับกู้ซิ่งเอ๋อร์มากๆ สมกับเป็นพี่ชายแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
กู้เฉิงหวยไม่ได้แก้ต่างให้น้องสาว เขาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าฉายแววเย็นชาและจริงจัง
“ชิงโจวทำดีกับกู้ซิ่งเอ๋อร์จนไม่รู้จะดียังไงแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำให้น้องเสียใจ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ออกหน้ารับแทนตลอด มีแต่กู้ซิ่งเอ๋อร์นั่นแหละที่ไม่เคยเห็นค่าความหวังดีของเขาเลย”
หลินเจาเกิดความสงสัยขึ้นมา
เขาจึงเล่าต่อ “ของที่ผมเคยให้ชิงโจวก็โดนเธอฮุบไปหมด แล้วเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์มากขึ้น เธอก็เลยคิดแผน...ไม่ให้ชิงโจวได้เรียนต่อมัธยมปลาย”
เรื่องราวเบื้องหลังมันซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่กู้เฉิงหวยเลือกที่จะเล่ารวบรัดในประโยคเดียว โดยไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด
หลินเจาถึงกับอ้าปากค้าง
เธอเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะเอ่ยถาม “กู้ซิ่งเอ๋อร์มีความรู้สึกอยากครอบครองของของคุณ…มากเกินไปหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ครับ” แววตาของกู้เฉิงหวยสับสนซับซ้อน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ
เขาก็เพิ่งจะสังเกตเหมือนกันว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์ชักจะก้าวก่ายมากเกินไปแล้ว!
“เธอเลิกเรียนแล้ว พ่อกับแม่บอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปสนใจ ถือว่าเธอไม่ใช่ความรับผิดชอบของบ้านเราอีก ถ้ากู้ซิ่งเอ๋อร์มาวุ่นวายกับคุณอีก ก็จัดการได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่ค่ะ” หลินเจาหันไปมองลูกๆ ทั้ง 4 คนที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่มุมห้อง แววตาของเธอทอประกายอ่อนโยน
โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล การได้เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันนับเป็นโชคดีมหาศาล แต่ก็น่าเสียดายที่บางคนกลับไม่รู้จักรักษาไว้
เธอตั้งใจว่าจะสอนลูกๆ ทั้ง 4 คนให้ดีที่สุด
ขณะที่หลินเจากำลังจะเอ่ยปากพูด ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกจากหน้าประตู
“ใช่สหายกู้เฉิงหวยหรือเปล่าครับ?”
กู้เฉิงหวยลุกขึ้นยืน “น่าจะเป็นจักรเย็บผ้าที่สั่งไว้มาส่งแล้วล่ะ”
หลินเจาดีดตัวพรวดขึ้นจากเก้าอี้โยก พูดอย่างตื่นเต้น “จักรเย็บผ้าเหรอคะ?”
ก่อนจะรีบจูงมือสามีเดินออกไปข้างนอกด้วยฝีเท้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
กู้เฉิงหวยมองตามภรรยาด้วยสายตาที่อ่อนโยน
เมื่อเห็นว่าลูกๆ ทั้ง 4 กำลังจะวิ่งตามออกไป เขาก็ร้องห้าม “อวี้เป่า เหิงเป่า สองคนไปรินน้ำหวานมาให้คุณอาเขา 2 แก้วนะลูก”
เด็กแฝดหยุดกึก ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าครัวไป
บนเตามีเหยือกน้ำพลาสติกใส่น้ำหวานเย็นชื่นใจที่กู้เฉิงหวยเตรียมไว้ตั้งแต่เช้าตั้งอยู่
เมื่อรินน้ำเสร็จ สองแฝดก็วิ่งต๊อกแต๊กไปที่ประตูเพื่อนำน้ำไปให้คนส่งของ
“คุณอาดื่มน้ำครับ”
กองพลการผลิตเฟิงโซวอยู่ห่างไกล การเดินทางจึงใช้เวลาพอสมควร ทำเอาทั้งสองคนคอแห้งเป็นผง
“ขอบใจมากนะ”
ทั้งคู่ยกแก้วขึ้นดื่มอึกๆ เมื่อได้ลิ้มรสหวานเย็นชื่นใจ ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาก็พลันมลายหายไปกว่าครึ่ง
พอรู้ข่าวว่ากู้เฉิงหวยซื้อจักรเย็บผ้า แม่กู้และคนอื่นๆ ก็พากันวิ่งมาดู
แล้วช่วยกันยกของชิ้นใหญ่เข้าบ้าน
แม่กู้ยิ้มแก้มปริ “ลูกสาม ทำไมซื้อจักรเย็บผ้าแล้วไม่บอกแม่สักคำ พอได้ยินคนอื่นเขาพูดกันแม่ยังงงอยู่ตั้งนาน แหม สมกับที่เป็นของชิ้นใหญ่จริงๆ ดูดีมากเลย”
“ตอนแรกผมไม่รู้ว่าของจะมาเมื่อไหร่ พอได้มาก็เลยลืมบอกไปครับ” กู้เฉิงหวยอธิบาย
แม่กู้ทำหน้าดุ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังลืมได้ลงคออีกนะ แม่แก่ป่านนี้แล้วความจำยังดีกว่าแกเสียอีก”
ถึงปากจะบ่น แต่ในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
ลูกชายคนที่สามของเธอนี่เก่งจริงๆ ขนาดจักรเย็บผ้าที่ว่าหายากยังหาซื้อมาได้
ไม่นานลานบ้านก็เต็มไปด้วยชาวบ้านที่พากันมามุงดูของใหม่
หวังชุนฮวามองจักรเย็บผ้าเครื่องใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจ พลางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาของจริงเลยนะเนี่ย เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่ชื่อจักรเย็บผ้า แต่ไม่เคยเห็นของจริงสักที ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นวันนี้ แม่อวี้เป่าโชคดีจริงๆ เลย”
“ใช่ๆ เฉิงหวยนานๆ จะกลับมาสักที ก็สร้างบ้านอิฐให้ครอบครัว แล้วยังซื้อจักรเย็บผ้าให้เมียอีก ลองไปดูสิว่าในหมู่บ้านนี้จะมีผู้ชายบ้านไหนใส่ใจเมียได้ขนาดนี้บ้าง”
เมื่อมีคนชื่นชม ก็ย่อมมีคนคิดหาประโยชน์ใส่ตัวเป็นธรรมดา
“แม่อวี้เป่า ได้ยินมาว่าจักรเย็บผ้าทำให้ตัดเสื้อผ้าได้เร็วมากเลยนี่ ตอนที่เธอไม่ได้ใช้แล้ว ให้ฉันยืมหน่อยสิ”
คนพูดเป็นหญิงสูงวัยอายุคราวเดียวกับแม่กู้
หลินเจายังไม่ทันจะเอ่ยปาก แม่กู้ก็กลอกตามองบนแล้วเท้าสะเอวสวนกลับไปทันที “คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่ยะ อ้าปากก็ขอยืมแล้ว ชอบเอาเปรียบคนอื่นขนาดนี้ ทำไมไม่ไปบอกให้เลขาธิการคอมมูนส่งเงินให้ใช้ทุกเดือนเลยล่ะ”
“นี่มันของที่เฉิงหวยซื้อให้เมียเขา ไม่ใช่จอบเสียมของกองพลการผลิตที่จะขอยืมกันได้ง่ายๆ ฝันหวานไปเถอะยะ”
ขนาดตัวเธอเองยังไม่คิดจะเอ่ยปากยืมเลย
นี่มันคนประสาอะไรกัน!
แม่กู้โบกมือไล่ “ดูเสร็จแล้วก็รีบๆ กลับไปได้แล้ว จะยกจักรเข้าบ้านแล้ว!”
แม้คำพูดจะฟังดูไม่เกรงใจ แต่กับคนในหมู่บ้านต้องทำแบบนี้ ขืนทำเป็นคนหน้าบางมีหวังโดนเอาเปรียบจนตาย
โดยเฉพาะสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านใหม่ๆ มักจะตกเป็นเป้าของคนพวกนี้ได้ง่าย
แม่กู้มีลูกชายหลายคน แถมคนหนึ่งยังเป็นทหารยศใหญ่ ทำให้บารมีของเธอในกองพลการผลิตไม่เป็นสองรองใคร พอเธอออกปากไล่ ทุกคนก็รีบแยกย้ายกันกลับไป
ลานบ้านที่เคยจอแจพลันเงียบสงบลงในพริบตา
หลินเจายกนิ้วโป้งให้แม่สามี “ต้องอย่างนี้สิคะแม่”
สำหรับคนในครอบครัวแล้วเธอใจกว้างเสมอ จึงรีบพูดขึ้นทันที “ถ้าเป็นแม่กับพี่สะใภ้ทั้งสองคนจะมายืมใช้จักรล่ะก็ ฉันยินดีต้อนรับเสมอค่ะ”
หวงซิ่วหลันยิ้ม “น้องสะใภ้สามใจกว้างจริงๆ”
“น้องสะใภ้สามสบายใจได้เลย ถ้าพวกพี่มายืมใช้ รับรองว่าจะไม่ทำของเธอพังแน่นอน แล้วจะเก็บกวาดเศษผ้าให้สะอาดเอี่ยมเลยจ้ะ” จ้าวลิ่วเหนียงให้คำมั่น
แม่กู้เห็นลูกสะใภ้ทั้งสามรักใคร่ปรองดองกันก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ครอบครัวที่ปรองดองกันย่อมนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง การที่คนในบ้านช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษากัน นี่แหละคือสัญญาณของครอบครัวที่จะเจริญก้าวหน้า
กู้หย่วนซานกับกู้ชิงโจวช่วยกันยกจักรเย็บผ้าเข้าไปในบ้าน แล้วจัดวางเข้าที่
“สะใภ้สาม ให้แม่หาผ้ามาทำผ้าคลุมให้เอาไหม เวลาไม่ได้ใช้จะได้เอามาคลุมไว้กันฝุ่น” อย่างไรเสียก็ถือว่าแยกบ้านกันแล้ว แม่กู้จึงไม่กล้าออกคำสั่ง ทำได้เพียงเอ่ยปากถามความเห็น
หลินเจาเป็นพวกที่ยอมกับไม้อ่อนไม่ยอมกับไม้แข็ง เธอพยักหน้าเบาๆ “ดีเลยค่ะ งั้นรบกวนแม่แล้วนะคะ”
แม่กู้ยิ้มแก้มปริ “ไม่รบกวนเลย เรื่องแค่นี้เองจะรบกวนอะไรกัน”
เรื่องนี้หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงไม่มีใครคัดค้าน
ผ้าผ่อนนั่นก็เป็นของของแม่สามี เธออยากจะเอาไปทำอะไรก็ย่อมได้ อีกอย่างในอนาคตพวกเธอก็ต้องมาขอยืมใช้จักรเย็บผ้า การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
ข่าวเรื่องหลินเจามีจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว
ทำเอาบรรดาสะใภ้สาวๆ ต่างพากันอิจฉาตาร้อน
ดูสามีบ้านอื่นเขาสิ ทั้งหล่อล่ำ ทั้งหาเงินเก่ง แถมยังทุ่มเงินให้ภรรยาไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาข้อมือ จักรยาน หรือแม้กระทั่งจักรเย็บผ้า...
ณ บ้านลู่
ซูอวี้เสียนเบะปากอย่างหมั่นไส้
อีกไม่นานเธอก็จะได้ตามสามีไปประจำการที่กองทัพแล้ว พอไปถึงเมื่อไหร่ เธอจะให้ลู่อีโจวซื้อทั้งนาฬิกาข้อมือและจักรเย็บผ้าให้เธอเหมือนกัน
แม่ลู่เห็นซูอวี้เสียนเอาแต่นั่งอู้อยู่ก็ตะคอกใส่ “... ยัยตัวขี้เกียจ ยังไม่รีบไปล้างถ้วยล้างชามอีก จะนั่งรอให้ใครมาประเคนให้รึไง บ้านลู่แต่งแกมาเป็นสะใภ้นะ ไม่ได้ให้มานั่งกินนอนกินสบายๆ”
ซูอวี้เสียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เธอทำหน้าเซ็งแล้วเดินไปล้างถ้วยชามแต่โดยดี
นับตั้งแต่ที่ลู่เป่าเจินสิ้นลายเด็กหญิงนำโชค สถานะของเธอในบ้านลู่ก็ดิ่งลงเหวทันที นอกจากจะกินข้าวไม่อิ่มท้องแล้ว ยังต้องถูกไล่ให้ไปทำงานทุกวัน
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งเดือน เด็กหญิงก็ผอมโซลงอย่างเห็นได้ชัด แก้มตอบจนไม่มีเนื้อ ทำให้ดวงตาโตโปนขึ้นมาอย่างน่าสงสาร
วันนี้เธอได้กินแค่น้ำแกงใสๆ ครึ่งถ้วยกับข้าวไม่กี่เม็ด ทำให้ท้องน้อยๆ หิวจนแฟบ
“ย่าคะ หนูหิว”
แม่ลู่โยนความผิดทั้งหมดเรื่องเงินทองของที่บ้านหายไปให้ลู่เป่าเจิน เธอมองหลานสาวอย่างขวางหูขวางตา ไม่คิดจะปกป้องเหมือนเคยอีกแล้ว
ใบหน้าที่เหี่ยวย่นผอมแห้งจนดูร้ายกาจของหญิงชราฉายแววรำคาญเต็มที่
“แล้วใครมันไม่หิวบ้างล่ะ ที่บ้านไม่มีทั้งเงินทั้งข้าว พ่อแกก็ไม่ส่งเงินมาให้ ไม่โดนจับไปทิ้งให้หมาแทะก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว”
ลู่อีโจวน่าจะติดภารกิจสำคัญ ทำให้ติดต่อไม่ได้ชั่วคราว ข้าวปลาอาหารที่บ้านลู่ใช้ประทังชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ล้วนแต่ไปขอยืมมาจากกองพลการผลิตทั้งสิ้น
ลู่เป่าเจินก้มหน้าซ่อนแววตาแดงก่ำ ในใจก็เอาแต่คิดถึงพ่อของตัวเอง
“อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่สิ ว่างนักก็ไปเก็บฟืน ถ้าเจอไข่ไก่ป่าก็เก็บกลับมาด้วย” แม่ลู่สั่งงานเสร็จก็หมุนตัวกลับเข้าบ้านไป
หลังจากเสียเงินก้อนใหญ่ไป เธอก็เหมือนคนสติแตก ไหนจะต้องลงแรงทำงานในนาเพื่อสะสมคะแนนงานอีก สุขภาพของเธอก็เลยย่ำแย่ลงทุกวัน ด้วยความที่กลัวตาย เธอจึงโยนงานบ้านทั้งหมดให้เป็นภาระของลูกสะใภ้ ส่วนงานเก็บฟืนก็ตกเป็นของลู่เป่าเจิน
ลู่เป่าเจินยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ มือเล็กๆ กุมท้องที่ร้องประท้วง ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปด้วยท่าทางห่อเหี่ยว
พอมาถึงตีนเขา เธอก็เหลือบไปเห็นเด็กเหลือขอคนนั้นกำลังถือลูกอมอยู่ จึงปรี่เข้าไปแย่งมาฉวยมา แกะห่ออย่างรวดเร็วแล้วยัดลูกอมเข้าปากทันที ก่อนจะเคี้ยวอย่างมูมมาม
แค่เม็ดเดียวยังไม่หนำใจ เธอจึงพยายามจะล้วงกระเป๋ากางเกงของเด็กหญิงที่ชื่อเซี่ยวเซี่ยว
เซี่ยวเซี่ยวเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกลู่เป่าเจินที่กำลังหัวเสียผลักเข้าอย่างจัง เด็กหญิงตัวน้อยเสียหลักล้มหงายหลัง ศีรษะฟาดเข้ากับก้อนหิน เลือดสีแดงสดก็ไหลซึมออกมาเป็นวง
“อ๊า— ลู่เป่าเจินฆ่าคน!!” หยวนเป่าที่กำลังเดินหาของกินเล่นอยู่บนเขาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงกรีดร้องออกมาสุดเสียง
เถี่ยหนิวที่มาด้วยกันก็ตะโกนโหวกเหวกตาม “มีคนตายแล้ว!!!”
เสียงร้องโวยวายทำให้พวกผู้ใหญ่รีบวิ่งมาดู
เถียนรั่วที่อาศัยอยู่ในกระท่อมแถวนั้นรู้สึกใจหายวาบ เธอรีบวิ่งออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นลูกสาวนอนแน่นิ่งอยู่บนกองเลือดก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “เซี่ยวเซี่ยว!”
เมิ่งจิ่วซือรีบวิ่งเข้าไปประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนจะหันไปสั่ง “จิงโม่ รีบไปเอาเข็มกับยามาเร็วเข้า”
เมิ่งจิงโม่รีบวิ่งกลับบ้านไปเอาของตามที่บอก
ชาวบ้านที่อยู่ตีนเขาเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ ทำไมเด็กคนนี้เลือดอาบขนาดนี้ ไม่น่าจะรอดแล้วมั้ง”
“หยวนเป่า แกตะโกนคนแรก รู้เรื่องรึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น?”
หยวนเป่าซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของแม่ชี้ไปยังลู่เป่าเจินที่ยืนตัวแข็งทื่อ “เป็นฝีมือลู่เป่าเจิน ลู่เป่าเจินผลักเขาเพราะจะแย่งลูกอม!”
สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องที่ลู่เป่าเจิน แต่ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา
ทันใดนั้น เมิ่งจิงโม่ก็วิ่งกลับมาพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ในมือ
เมิ่งจิ่วซือรับมาแล้วลงมือฝังเข็มอย่างเยือกเย็นและชำนาญ เขาสามารถห้ามเลือดได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาให้อย่างคล่องแคล่ว
“ปลอดภัยแล้ว” เขาบอกกับเถียนรั่ว “อย่าให้แผลโดนน้ำ แล้วก็เปลี่ยนยาสัก 2-3 วัน รับรองว่าจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้”
เถียนรั่วโผเข้ากอดลูกสาวแล้วร่ำไห้ออกมาด้วยความโล่งอก
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เห็นฝีมือของเมิ่งจิ่วซือกับตาตัวเองก็พากันตกตะลึง
หมอคนนี้ฝีมือเก่งกาจไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย
ข่าวจากตีนเขาเดินทางมาถึงหูของหลินเจาในเวลาไม่นาน
เธอเม้มริมฝีปากแน่น
เนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับยังคงเดินหน้าต่อไป แต่โชคดีที่มันเริ่มผิดเพี้ยนไปบ้างแล้ว
...ตามเนื้อเรื่องเดิม เด็กหญิงที่ชื่อเซี่ยวเซี่ยวต้องตายคาที่ ส่วนลู่เป่าเจินก็เก็บสร้อยข้อมือที่เด็กคนนั้นใส่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดไป 10 ปีต่อมา เธอก็ใช้สร้อยข้อมือเส้นนั้นเป็นใบเบิกทางไปหาพ่อของเซี่ยวเซี่ยวซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง จนสามารถตั้งตัวในเมืองหลวงของมณฑลได้ และมีชีวิตที่หรูหรารุ่งโรจน์นับแต่นั้น
หลินเจานึกว่าพอออร่านางเอกของลู่เป่าเจินหายไปแล้ว เนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับจะพังครืนไปตั้งนานแล้วซะอีก ไม่คิดเลยว่า...มันจะแค่แตกต่างออกไป แต่...เนื้อเรื่องยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างนั้นเหรอ?
ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ก็หมายความว่าในอนาคต เหยาเป่าของเธอยังต้องเจอกับพระเอกจอมเสแสร้งคนนั้นอยู่น่ะสิ?!